สวรรค์นิรันดร์กาล

    เล่นงานด้วยคำพูด

            หลายคนที่ยืนดูต่างแสดงสีหน้าดูถูกผู้อาวุโสนิกายดาบเห็นได้ชัดว่าเป็นพวกเว่ยหยางที่ไปหาเรื่องคนอื่นแทนที่จะเข้ามาห้ามหลานของตนเองแต่กลับให้ท้ายแถมยังคิดจะลงมือกับคนอื่นอีกต่างหากนี่ยังเรียกว่านิกายฝ่ายธรรมได้อย่างไร

            “ช่างไร้ยางอายเสียจริงไม่คิดว่านิกายดาบจะเป็นแบบนี้ดูเหมือนว่านิกายฝ่ายธรรมจะไม่มีอยู่จริง” ฉางเฟิงส่ายหัว

            “อย่างที่เจ้าพูดนั่นแหละเจ้าหนุ่มนิกายฝ่ายธรรมนั้นไม่มีอยู่จริง หรอก สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้นเป็นแค่คนเรียกขานเท่านั้นหาใช่สิ่งที่แน่นอนไม่หลายคนในนิกายดาบอาจจะมีคุณธรรมจริงแต่ก็มีบางกลุ่มที่เป็นพวกชั่วร้ายอยู่เช่นกัน”เสียงชราดังขึ้น

            ไม่ใกลมีชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งดื่มสุราและมองมาที่ฉางเฟิงเห็นได้ชัดว่าชายชราคนนี้เป็นคนกล่าวออกมา ใบหน้าปู่ของเว่ยหยางมืดมนลงตอนนี้คนเองก็เริ่มมากแล้วถ้าลงมือชักช้าจะยิ่งทำให้นิกายเสียชื่อ

            “ในเมื่อมีพวกไม่รักชีวิตกล้าใส่ร้ายนิกายดาบถ้างั้นพวกเจ้าก็ไปตายซะให้หมด”ปู่ของเว่ยหยางระเบิดพลังปราณระดับราชันขั้นที่ 2 ออกมา พลังที่แข็งแกร่งสร้างแรงกดดันให้กับผู้คนทันที

            “ตาย!!!!!!!!”ปู่ของเว่ยหยางพุ่งเข้าหาฉางเฟิงเป็นคนแรก

            ฉางเฟิงไม่ได้ขยับแต่ดวงตาสีทองกลับส่องสว่างขึ้นพลังจิตที่แข็งแกร่งปะทุออกมาอย่างไม่ปิดพลังจิตที่เทียบได้กับระดับราชันขั้นที่ 9 กลายเป็นใบมีด 1 เล่มพุ่งออกไป

            “อะไรกัน!!!!!!!!!!!!!”ปู่ของเว่ยหยางหน้าซีดและสำนึกขึ้นได้ว่าตนเองเล่นผิดคนแล้ว

            “เมตตาด้วย”เสียงที่ทรงพลังดังขึ้นมาและต้องการจะช่วยเหลือปู่ของเว่ยหยาง

            แต่มันกลับสายเกิดไปใบมีดพลังจิตแทงทะลุวิญญาณของอีกฝ่ายพร้อมกับทำลายวิญญาณลงในพริบตา

            “ใบมีดปลิดวิญญาณน่าสนใจจริงๆ” ชายชราที่ดื่มสุราอยู่หัวเราะออกมา

            “สหายเจ้าถึงกับต้องทำถึงขั้นนี้เลยงั้นเหรอ”คนที่ปรากฎตัวคือผู้อาวุโสของนิกายดาบที่เคยไปร่วมงานชมบุปผา

            “ข้าต้องถามนิกายดาบของเจ้ามากกว่าว่าทำไมถึงได้ปล่อยให้ขยะสังคมแบบนี้อยู่ในนิกาย” ฉางเฟิงกล่าวเสียงเย็น

            “กล่าวได้ดีพวกเจ้าอวดอ้างตนเองเป็นนิกายแห่งคุณธรรมชี้หน้าด่านิกายสัตว์ร้ายว่าเป็นมารชั่วร้ายแต่สิ่งที่พวกเจ้าทำมันต่างกันตรงใหน ข่มขู่คุกคาม ลักพาตัว สังหารคนที่ไม่ถูกใจแบบนี้มันก็มารร้ายไม่ต่างกัน” ชายชราขี้เมากล่าว

            “ถูกต้องพวกเรานั้นเห็นเรื่องพวกนี้จนเบื่อแล้วทำไมพวกเจ้าไม่ประกาศไปเลยว่าพวกเจ้าเป็นนิกายฝ่ายมารแบบนี้พวกข้ายังพอรับได้บ้าง”

            “คงมีแต่นิกายบุปผาที่ยังเป็นนิกายของฝ่ายธรรมะละมั้ง”

            “สงสัยเมืองนี้คงจะอยู่ยากขึ้นแล้วจริงๆ”

            “ควรจะย้ายไปเมืองบุปผาดีกว่าที่นั่นสงบสุขแถมผู้คนก็มักไปเที่ยวชมที่นั่น”

            “ภาษีเองก็ถูกมากด้วย”

            “เป็นความคิดที่ดีพวกข้าเอาด้วย”เหล่าผู้คนที่มาอาศัยสร้างกิจการอยู่ที่นี่ต่างได้รับความเดือดร้อนจากพวกเว่ยหยางบ่อยครั้งทำให้ความไม่พอใจสะสมมานานเมื่อมีคนต่อต้านขึ้นมาหลายคนก็พลันลุกขึ้นต่อต้านเช่นกัน

            “นี่พวกเจ้าใจเย็นๆก่อนเรื่องนี้ทางนิกายจะรีบสืบสวนความจริงให้กระจ่างแล้วมอบคำตอบที่หน้าพอใจให้กับพวกเจ้า”ผู้อาวุโสนิกายดาบหน้าซีดเมื่อเห็นคนลุกขึ้นต่อต้านมากขนาดนี้

            “นี่เจ้าไม่มีตางั้นเหรอ เจ้ายังต้องสืบสวนอะไรอีก ทุกสิ่งมันอยู่ในสายตาของพวกเขาหมดแล้วพวกเขาบอกว่าคนของนิกายดาบผิดนั่นก็คือผิด เพียงแค่พวกเจ้าไม่ยอมรับเท่านั้นเอง”ชายชราขี้เมากล่าว

            “แน่นอนถ้าพวกเว่ยหยางผิดจริงพวกเรานิกายดาบย่อมลงโทษตามกฎของนิกาย”ผู้อาวุโสนิกายดาบตอนนี้โกรธและเกลียดชายชรามากกว่าฉางเฟิงเสียอีกเพราะชายชราคนนี้เล่นงานเขาไม่หยุดเลย

            “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนนิกายดาบแสดงความจริงใจให้กับผู้คนได้เห็นแล้ว”ฉางเฟิงกล่าว

            “ตามกฎของนิกายดาบที่ข้ารู้มาศิษย์คนใหนใช้กำลังลังแกคนอ่อนแอ มีพฤติกรรมชั่วร้ายเหมือนมารจะต้องรับโทษคือทำลายพลังบ่มเพาะและขับไล่ออกจากนิกายและเมืองดาบตลอดกาลห้ามกลับเข้ามานิกายหรือเมืองดาบอีก”มู่หลานกล่าวขึ้น

            “เป็นเช่นนั้นจริงนี่คือกฎที่บรรพชนนิกายดาบสร้างขึ้นมา แต่คนรุ่นหลังกลับไม่เห็นกฎนี้อยู่ในสายตาเลย”ชายชราขี้เมากล่าวขึ้น

            “ผู้อาวุโสไม่นะข้าไม่อยากเป็นคนพิการ” เว่ยซงกล่าว

            “ใช่แล้วข้านั้นคือศิษย์หลักที่มีพรสวรรค์ของนิกายอนาคตจะกลายเป็นกำลังให้กับนิกายได้ขอผู้อาวุโสช่วยเหลือพวกเราด้วย”เว่ยหยางกล่าวขึ้น

            “แล้วทำไมตอนทำพวกเจ้าถึงไม่คิด”ผู้อาวุโสนิกายดาบตอนนี้ลำบากใจอย่างมาก

            “ฮ่าฮ่า เรื่องสนุกแบบนี้ทำไมไม่มีใครบอกข้าเลย” ทันใดนั้นเองเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายก็ดังขึ้น

            “นั่นไงพูดถึงมารร้ายมารร้ายก็มา”ชายชราขี้เมาหัวเราะออกมา

            ผู้อาวุโสนิกายสัตว์ร้ายและนิกายมารโลหิตเดินเข้ามามองไปยังผู้อาวุโสนิกายดาบด้วยสีหน้าเย้ยหยัน

            ในงานชมบุปผาที่พวกสองนิกายไม่ได้เล่นงานนิกายดาบเพราะเป้าหมายหลักของพวกเขาคือนิกายบุปผาแต่ตอนนี้โอกาสดีๆมาอยู่ตรงหน้าพวกเขาจะไม่เข้ามาซ้ำเติมได้อย่างไร

            “อ่าไม่คิดเลยว่าสหายนิกายดาบจะมีจิตใจชั่วร้ายแบบนี้ช่างเหมาะกับพวกเราฝ่ายมารเสียจริงทำไมพวกเจ้าไม่เข้าร่วมกับพวกเราเสียเลยละคราวนี้พวกเจ้าจะทำชั่วแบบใหนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครต่อว่าแล้ว”ผู้อาวุโสนิกายมารโลหิตกล่าวขึ้น

            “ใช่แทนที่จะมาเหนื่อยกับการแสร้งทำเป็นคนดีสู้ทำตามหัวใจที่ตนเองต้องการไม่ดีกว่าเหรอ”ผู้อาวุโสนิกายสัตว์ร้ายยิ้ม

            เหล่าศิษย์สองนิกายเองก็ยกยิ้มเย้ยหยันออกมาโอกาสดีๆแบบนี้หาได้ยากยิ่ง

            “พวกเจ้า!!!!!!!!!”ผู้อาวุโสนิกายดาบตอนนี้พูดอะไรไม่ออกแล้วเขาไม่คิดว่าเรื่องมันจะมาถึงขั้นนี้แล้ว

            “เกิดอะไรขึ้น!!!!!!!!!”

            ตอนนั้นเองชายวัยกลางคนถือดายในมือก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าแรงกดดันที่คนๆนั้นปล่อยออกมาแข็งแกร่งยิ่งแม้แต่ผู้อาวุโสของนิกายสัตว์ร้ายและนิกายมารโลหิตก็ยังแสดงสีหน้าจริงจัง

            “ผู้อาวุโสดาบที่6 งั้นเหรอ” ผู้อาวุโสนิกายสัตว์ร้ายกล่าวขึ้น

            “ผู้อาวุโสดาบ”หลายคนตกตะลึง ในนิกายดาบนอกจากผู้นำนิกายและไท่ซางแล้วยังมีผู้อาวุโสดาบที่แข็งแกร่งมากๆอยู่และผู้อาวุโสดาบมีทั้งหมด 6 คนแต่ละคนต่างฝึกฝนดาบจนสามารถใช้ดาบแยกภูเขาออกได้อย่างง่ายดาย

            และอีกฝ่ายยังมีพลังระดับราชันขั้นที่6 อีกด้วยนี่ทำให้หลายคนหวาดกลัว ฉางเฟิงหรี่ตาลงและเตรียมพร้อมตลอดเวลาหากนิกายดาบคิดจะเล่นงานตนฉางเฟิงก็ไม่กลัวเพราะถ้าถึงเวลาจริงๆฉางเฟิงจะใช่คำสั่งให้เสี่ยวเฮ่ยลงมือทันที

             

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน