ผู้กอบกู้

    ตอนที่ 35 มนุษย์ปะทะสัตว์ร้าย (2)

            “การัน!”


            ริน่าตะโกนด้วยความกังวล


            ร่างการันกระพริบหนึ่งทีชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศเหนือร่างเสือดำเขาเงินเขาใช้หมัดที่ไม่ได้ผสมพลังสายฟ้าต่อยเข้าที่กลางลำตัวเสือดำเขาเงิน


            ร่างเสือดำเขาเงินจมลงไปในพื้นดินแต่การันยังคงไม่หยุดชายหนุ่มยืนบนร่างใหญ่โตนั้นแล้วกางแขนออกสายฟ้าสีม่วงแผ่ออกจากร่างการันเป็นจำนวนมาก


            สนามสายฟ้า!   


            นี่เป็นสนามสายฟ้าที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ชายหนุ่มเคยใช้ให้เห็น


            ร่างทั้งร่างของเสือดำเขาเงินดำเป็นตอตะโกถึงร่างของมันจะดำอยู่แล้วก็เถอะ


            ร่างการันกระพริบหนึ่งครั้งแล้วไปโผล่อยู่บนกำแพงชายหนุ่มหงายตัวล้มตึงลงไปโดยที่ทุกคนได้ยินเสียงพึมพำของชายหนุ่มลอยมาก่อนที่เขาจะสลบไป


            “ฉันยอมแพ้~”


            กาเวนพลันมองไปทางราจา


            “แกคงได้ยินแล้วใช่ไหม?”


            ราจาแสยะยิ้ม


            “แน่นอนส่งตัวแทนคนถัดไปมาเถอะ”


            สัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ราจาพามามีทั้งหมดสามร้อยสิบห้าตัวตอนนี้การันจัดการไปแล้วสามสิบสามตัวดังนั้นจึงเหลือสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่พวกเขาต้องกำจัดอีกสองร้องแปดสิบสองตัว


            คราวนี้คนที่ออกมาสู้ก็คืออเดล


            ชายวัยกลางคนผู้เป็นผู้นำตระกูลขนนกคนนี้สามารถจัดการสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรไปได้ทั้งหมดยี่สิบแปดตัวสภาพหลังจากสู้เสร็จแล้วขอยอมแพ้ของชายวัยกลางคนแทบไม่ต่างจากการันแต่ดีกว่าการันหน่อยตรงที่ไม่สลบเหมือดไป


            สัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ต้องกำจัดเหลืออยู่สองร้องห้าสิบสี่ตัว


            ผู้ที่ออกมาสู้ต่อจากอเดลคือแจ็คผู้นำตระกูลทองคำ ตัวเขากำจัดสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรได้สิบเก้าตัวสภาพตอนสู้จบของเขาดีกว่าอเดลกับการันอยู่มากแต่ไม่มีใครว่าแจ็คสักคนเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่แจ็คถนัดไม่ใช่การต่อสู้แต่เป็นการตรวจจับสัตว์ร้ายบ่งบอกระดับพลัง ดังนั้นจึงไม่มีใครว่าแจ๊คแม้เขาจะกำจัดสัตว์ร้ายได้ไม่ถึงยี่สิบตัว


            เหลือสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ต้องกำจัดอยู่อีกสองร้อยสามสิบห้าตัว


            จากนั้นคนที่ออกมาต่อสู้ถัดจากแจ็คก็คือจอร์นผู้ที่เป็นพี่ชายของแจ็คจอร์นต่อสู้ด้วยความดุดันและสามารถสังหารสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรไปได้ยี่สิบห้าตัวชายวัยกลางคนผู้นี้มีสภาพหลังต่อสู้ไม่ต่างจากอเดลเพียงเห็นลักษณะการต่อสู้ของเขาก็รู้ได้ทันทีว่าจอร์นเป็นคนอารมณ์ร้อนขนาดไหน


            เหลือสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ต้องกำจัดอยู่อีกสองร้อยสิบตัว


            ผู้ที่ออกมาต่อสู้เป็นคนถัดไปคือพ่อของมาเรียผู้นำของตระกูลมงกุฎมรกต พ่อของมาเรียเองก็เป็นผู้มีรอยประทับสายฟ้าเหมือนกับการันทว่าสายฟ้าของชายวัยกลางคนผู้มีนี้มีสีเหลืองต่างจากการันที่มีสีม่วงก่อนจะต่อสู้จนหมดสภาพและขอยอมแพ้พ่อของมาเรียสามารถจัดการสัตว์ร้ายไปได้สามสิบตัว


            เหลือสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ต้องจัดการอยู่อีกหนึ่งร้อยแปดสิบตัว


            คนต่อมาคือผู้ที่อายุมากที่สุดในที่แห่งนี้ชายชราฟารอน ผู้นำแห่งตระกูลสายลมก่อนที่ฟารอนจะออกไปสู้เฟย์ได้บอกกับปู่ของตนว่าท่านปู่แก่แล้วจัดการได้ยี่สิบตัวก็ควรยอมแพ้จะได้ไม่ลำบากร่างกายแม้จะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่สายตาของชายหนุ่มก็บ่งบอกถึงความเป็นห่วงชัดเจนผลกลับกลายเป็นว่าเฟย์ถูกชายชราเขกกบาลไปหนึ่งที ฟารอนพูดยิ้ม ๆว่าอย่างน้อยก็ขอยี่สิบเอ็ดตัวเถอะ แล้วเขาก็ออกไปต่อสู้


            ฟารอนที่มีพลังสายลมสามารถจัดการสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรไปได้ถึงยี่สิบหกตัวสภาพหลังยอมแพ้ไม่ต่างจากการัน ผู้เฒ่าสลบเหมือดไปทันทีที่ออกจากการต่อสู้


            เหลือสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ต้องจัดการอยู่อีกหนึ่งร้อยห้าสิบสี่ตัว


            ผู้ที่ออกมาต่อสู้เป็นคนถัดมาคือผู้นำตระกูลไม้เท้าทองคำชายวัยกลางคนร่างกำยำสวมเกราะสีเงินพกดาบใหญ่ผู้นำของตระกูลไม้เท้าทองคำคนนี้มีพลังธาตุดินซึ่งมีพลังโจมตีไม่มากการต่อสู้ของเขาใช้เวลานานมากกว่าทุกคนที่ผ่านมาแต่ตัวเขาก็สามารถจัดการสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรไปได้ถึงยี่สิบสี่ตัวก่อนจะยอมแพ้


            เหลือสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ต้องจัดการอีกหนึ่งร้อยสามสิบตัว


            คนถัดมาที่ออกไปสู้ก็คือผู้นำตระกูลหญิงแห่งตระกูลดอกหญ้าหญิงวัยกลางคนอายุใกล้เคียงกับริน่า ผู้นำตระกูลดอกหญ้ามีพลังธาตุน้ำอันเป็นธาตุที่มีพลังโจมตีอ่อนแอที่สุดทว่าการต่อสู้ของผู้นำตระกูลหญิงคนนี้ทำให้ทุกคนต้องเปลี่ยนความคิดไปแม้ว่าเธอจะไม่มีท่าโจมตีที่ทรงพลังแต่การควบคุมมวลน้ำของเธอนั้นเข้าขั้นสุดยอดเธอควบคุมให้น้ำไหลเข้าไปในร่างกายสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรและทำร้ายพวกมันจากในร่างกายมีสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรมากมายที่ตายด้วยการโจมตีแบบนี้ของเธอสัตว์ร้ายดับอาณาจักรที่ตายด้วยฝีมือของผู้นำตระกูลดอกหญ้ามีทั้งหมดสามสิบเอ็ดตัวร่างกายของเธอไร้บาดแผลหากไม่ใช่เพราะพลังในรอยประทับหมดก่อนจนต้องยอมแพ้เธอคงจัดการสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรได้มากกว่านี้


            เหลือสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ต้องจัดการอีกเก้าสิบเก้าตัว


            ทางฝั่งผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรเหลือสองคนเท่านั้นที่ยังไม่ได้ออกไปต่อสู้นั่นก็คืออลิสกับริน่า


            ริน่ามองอลิสหวังให้ลูกสะใภ้คนนี้ออกไปต่อสู้ก่อนเพราะคนสุดท้ายที่ออกไปต่อสู้จะต้องรับแรงกดดันมหาศาลเนื่องจากเป็นคนตัดสินชะตากรรมของมวลมนุษย์


            ทว่าอลิสกลับส่ายศีรษะแล้วกล่าวกับริน่าด้วยใบหน้าเรียบเฉย


            “ท่านแม่ออกไปสู้ก่อนเถอะค่ะเดี๋ยวหนูจะออกไปสู้เป็นคนสุดท้ายเอง เชื่อใจหนูนะคะ”


            ริน่าที่ได้ยินเงียบไปพักแล้วจึงยอมพยักหน้าบินไปที่สนามต่อสู้ที่มีสภาพยับเยิน


            สัตว์ร้ายระดับอาณาจักรตัวแรกที่ริน่าต้องสู้ด้วยคือหมาป่าขนสีเทาตัวสูงราวยี่สิบเมตรทันทีที่บินมาหยุดอยู่ห่างจากสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรตนนี้ราวสามร้อยเมตรริน่ากางมือไปทางหมาป่าขนเทาหมาป่าขนเทาคำรามพุ่งเข้าใส่หญิงวัยกลางคนด้วยความปราดเปรียว


            ริน่าแน่นิ่งไม่ขยับรอจนหมาป่าขนเทาเข้ามาใกล้เกือบสามสิบเมตรเธอจึงตวัดมือขึ้นกำแพงน้ำแข็งพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าหมาป่าขนเทา


            หมาป่าขนเทาพุ่งเข้าใส่กำแพงน้ำแข็งอย่างบ้าคลั่งเมื่อกำแพงน้ำแตกสลายไปหมาป่าขนเทาพลันพบว่าริน่าหายไปแล้ว


            เหนือร่างสูงใหญ่ริน่าใช้ฝ่ามือตบไปที่กลางลำตัวหมาป่าขนเทาจนมันปลิวกระเด็นไปหลายสิบเมตรทว่าไม่นานหมาป่าขนเทาก็ตั้งตัวได้และเตรียมรับมือกับการโจมตีของริน่าแต่มันกลับเห็นว่าหญิงวัยกลางคนยังคงนิ่งอยู่กับที่ไม่ทำอะไร


            ทันใดนั้นมันพลันรู้สึกว่าบริเวณที่ถูกฝ่ามือของริน่าตบเกิดความเย็นเยียบแปลกๆเมื่อมันเหลียวไปมองก็พบว่ากลางลำตัวของมันมีตราประทับรูปเกล็ดหิมะส่องแสงสีฟ้าอยู่


            ฉวยโอกาสที่หมาป่าขนเทาเหลียวไปมองลำตัวตัวเองริน่าควบแน่นหอกน้ำแข็งขึ้นมาหนึ่งเล่มหอกน้ำแข็งพุ่งเข้าใส่หมาป่าขนเทาด้วยความเร็วสูง


            หมาป่าขนเทารู้สึกถึงสิ่งที่กำลังพุ่งเข้ามาได้มันกระโดดไปทางซ้ายเพื่อหลบหอกน้ำแข็งทว่าหอกน้ำแข็งกลับพุ่งตามติดมันราวกับมีความคิดเป็นของตนเอง


            หอกน้ำแข็งพุ่งแทงหมาป่าขนเทาโดยแทงเข้าไปตรงจุดที่มีตราประทับรูปหิมะทะลุไปอีกด้านของร่าง


            ตราประทับรูปหิมะคือหนึ่งในความสามารถของริน่าเมื่อมีสิ่งใดถูก‘ตีตรา’ด้วยตราประทับเกล็ดหิมะของริน่าการโจมตีเธอของเธอจะไม่มีทางพลาดเป้าเลยเพราะการโจมตีของเธอจะพุ่งตามติดตราประทับรูปเกล็ดหิมะนั้นไป


            หลังจากหมาป่าขนเทาล้มลงไปสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่มีรูปร่างเป็นกระรอกขนสีน้ำตาลเข้มขนตรงหางชี้แหลมราวกับหนาม มันโน้มตัวลงชูหางขึ้น ปลายขนแหลมเล็กสั่นเทาเบา ๆก่อนจะพุ่งเข้าใส่ริน่า


            หญิงวัยกลางคนสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมากั้นไว้เบื้องหน้าพร้อมยกมือข้างหนึ่งขึ้นฟ้าอากาศพลันเย็นเยียบ ไอเย็นจำนวนมหาศาลควบรวมกันเป็นภูเขาน้ำแข็งลูกหนึ่งภูเขาน้ำแข็งพุ่งเข้าใส่กระรอกขนน้ำตาลอย่างเชื่องช้า


            กระรอกขนน้ำตาลชูเท้าหน้าขึ้นฟ้าภูเขาหินพลันก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่าพุ่งเข้าปะทะกับภูเขาน้ำแข็ง


            ริน่าพุ่งเข้าใส่กระขนน้ำตาลด้วยความเร็วสูงพื้นดินที่เธอลอยผ่านไปถูกแช่แข็งเป็นทางยาว


            กระรอกขนเทาไม่หนีแต่ใช้เท้าหน้าตะปบเข้าที่ศีรษะริน่า


            ริน่าเบี่ยงตัวหลบแล้วใช้ฝ่ามือข้างหนึ่ง‘ผลัก’หน้าท้องกระรอกขนน้ำตาลจนมันกระเด็นไปหลายร้อยเมตรและก่อนที่กระรอกขนน้ำตาลจะรู้ตัวว่าที่หน้าท้องของมันได้ปรากฏตราประทับรูปเกล็ดหิมะส่องแสงสีฟ้าหอกน้ำแข็งก็ได้พุ่งเข้าใส่หน้าท้องของมันแล้ว


            การต่อสู้ครั้งต่อๆไปของริน่าล้วนเป็นเช่นนี้เกือบทั้งหมดคือสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรเหล่านั้นเมื่อถูกตราประทับเกล็ดหิมะของริน่าแล้วจะตายลงในการโจมตีครั้งถัดไปของเธอทันที


            หรือต่อให้รอดมาได้ก็ผ่านการโจมตีครั้งต่อไปไม่ได้อยู่ดี


            ผู้มีรอยประทับคนอื่นๆยกเว้นกาเวนที่เห็นริน่าจัดการสัตว์ร้ายตัวที่สามสิบสี่ได้แล้วก็ตกใจระคนตื่นเต้นเป็นอย่างมากพวกเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าภรรยาของผู้นำตระกูลดวงดาวจะแข็งแกร่งขนาดนี้


            ทางฝั่งของราจานับตั้งแต่ริน่าเริ่มต่อสู้มันก็ยิ้มมุมปากมาโดยตลอด


            บราม่ามองริน่าที่เริ่มต่อสู้กับสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรตัวที่สามสิบห้าแล้วก็ถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ


            “องค์ราชันครับหรือว่าผู้หญิงคนนี้คือ...”


            ราจาแสยะยิ้มมันกล่าวพร้อมหัวเราะเล็กน้อย


            “ข้าเองก็คิดแบบเจ้ารอยประทับของหญิงผู้นี้เป็นหนึ่งในรอยประทับแบบเดียวกันกับรอยประทับของเจ้าองค์ชายที่ข้าเคยสู้ด้วยเมื่อหนึ่งหมื่นกว่าปีก่อน”


            บราม่าจ้องมองริน่าอย่างเคร่งเครียดเมื่อเทียบกับเหล่ามนุษย์ในตอนนี้พวกเขารู้เรื่องเกี่ยวกับรอยประทับมากกว่าอีกฝ่ายพอสมควร


            บราม่าเคยได้ยินมาว่าหลังจากผู้มีรอยประทับหรือสัตว์ร้ายตายไปรอยประทับจะกลับไปยังมิติลึกลับแห่งหนึ่งแล้วรอยประทับนั้นจะทรงพลังขึ้นอีกระดับรอจนกว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมเกิดขึ้นมารอยประทับนั้นถึงจะหวนกลับมาสู่โลกใบนี้อีกครั้ง


            “แต่ค่อนข้างแปลกที่หญิงสาวผู้นี้เป็นเพียงระดับอาณาจักรทั้งที่ครอบครองรอยประทับที่แข็งแกร่งขนาดนี้”


            ราจาเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจ


            เนื่องจากมันไม่รู้ถึงการมีอยู่ของระฆังที่ผู้มีรอยประทับระดับดวงดาวในอดีตทิ้งไว้จึงไม่รู้ว่าความจริงแล้วพรสวรรค์ของริน่าเดิมทีควรจะได้เป็นระดับทวีปแต่ถูกระฆังดูดพรสวรรค์ไปสะสมไว้ให้กับคนที่ถูกเลือกผู้หนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องผู้กอบกู้ ที่คุณอ่าน