เอ็ดการ์ไม่ได้แสดงสีหน้าอื่นใด น้ำเสียงที่เอ่ยตอบยังคงเรียบสนิททว่ากลับทรงพลังอย่างประหลาด “ผู้น้อยต้องการสะสางบัญชีกับอดีตลูกน้องทั้งสองคนครับ”
คำตอบนั้นทำให้ทริสตันต้องขมวดคิ้วมุ่นพลางคิดในใจ... ลูกน้องสองคนที่ว่า คงหมายถึงไอ้พวกสารเลวที่ทรยศจนทำให้เอ็ดการ์ต้องลงเอยด้วยการโดนจับสินะ เขาละสายตาไปมองอาร์วินก่อนเอ่ยถามเสียงเรียบ “อาร์วิน... สองคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ไหม?”
อาร์วินน้อมตัวลงเล็กน้อย ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นงานเป็นการ “เรียนท่านผู้ปกครอง ทั้งสองคนนั้นตอนนี้ถูกคุมขังอยู่ในคุกใต้ดินครับ”
อันที่จริง... เหตุผลที่เขาเลือกเก็บชีวิตสองคนนั้นไว้ ก็เพื่อเค้นข้อมูลเกี่ยวกับเอ็ดการ์ และตั้งใจจะมอบพวกมันให้ชายหนุ่มได้สะสางนอกรอบอยู่แล้ว เพื่อเป็นการสร้างบุญคุณ เพียงแต่คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าเอ็ดการ์จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอเรื่องนี้ต่อผู้ปกครองด้วยตัวเอง...
“ดี! งั้นตกลงตามนี้ เราอนุญาตให้เอ็ดการ์จัดการกับสองคนนั้นได้ตามใจชอบ อาร์วิน... เจ้าก็หาเวลาพาเขาไปสะสางเรื่องนี้แล้วกัน”
ทริสตันเอ่ยพลางลอบสำรวจปฏิกิริยาของคนสนิท ในตอนแรกเขาแอบแปลกใจอยู่บ้างที่อาร์วินยังปล่อยให้ทั้งสองคนนี้ยังมีลมหายใจอยู่ แต่เมื่อลองตรองดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็พอจะอ่านเจตนาของอีกฝ่ายออก... สมกับที่เป็นคนฉลาดและมองการณ์ไกลรอบด้าน
ทว่า... การมีลูกน้องที่รู้ใจและเดินเกมล่วงหน้าไปก้าวหนึ่งเสมอแบบนี้ ในมุมของผู้นำแล้ว มันเป็นได้ทั้งเรื่องที่น่าไว้วางใจ และน่าหวั่นใจในเวลาเดียวกัน
“ผู้น้อยรับคำสั่งครับ” อาร์วินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
เมื่อเห็นว่าคำขอได้รับการอนุมัติ เอ็ดการ์ก็ค้อมตัวลงต่ำอย่างสงบนิ่ง “ผู้น้อยขอขอบคุณท่านผู้ปกครองเป็นอย่างยิ่ง ที่กรุณารับฟังและประทานอนุญาตตามคำขอของผู้น้อย”
ทริสตันเอ่ยคุยต่ออีกไม่กี่ประโยคก็ปล่อยให้ทั้งสองคนออกไป
เมื่อความเงียบกลับคืนสู่ห้องทำงานอันกว้างขวาง ผู้นำหนุ่มก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางหลับตาลง นิ้วเรียวยกขึ้นนวดคลึงขมับและหน้าผากเพื่อไล่ความตึงเครียด ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่ซิลเวอร์เรส เขาได้นอนเพียงวันละหกชั่วโมงมาโดยตลอด แม้จิตใจจะยังแข็งแกร่งและไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเท่าใดนัก ทว่าร่างกายกลับเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าคล้ายจะรับไม่ไหว
'หรือเราควรจะเจียดเวลามาออกกำลังกายบ้างดีไหมนะ?' เขาคิดในใจ
จริงอยู่ที่มีการเดินออกไปตรวจตราความเรียบร้อยของเมืองและการก่อสร้างอยู่บ้าง ทว่าก็นับครั้งได้ เพียงสัปดาห์ละสามวัน แถมบางวันก็เป็นแค่การเดินสำรวจสั้น ๆ เท่านั้น เวลาส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการนั่งโต๊ะเพื่อตรวจสอบรายงานจากหน่วยงานต่าง ๆ วางแผนยุทธศาสตร์ ประชุมและออกคำสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติเสียมากกว่า
ที่ด้านนอกห้องทำงาน อาร์วินและเอ็ดการ์ก้าวเดินเคียงคู่กันไปตามระเบียงทางเดิน เป็นอาร์วินที่เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
“เจ้าจะไปหาสองคนนั้นเลยไหม หรือจะรอวันหลัง?”
เอ็ดการ์พยักหน้า น้ำเสียงที่ตอบกลับยังคงราบเรียบสนิท “ท่านอาร์วิน ผมขอไปวันนี้เลยแล้วกันครับ อยากจะรีบจัดการขยะพวกนั้นให้จบ ๆ ไป จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจอีก”
ทันทีที่สิ้นประโยค ใบหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่กลับจุดรอยยิ้มละมุนละไมคล้ายมีความสุขเสียเต็มประดา ทว่าอาร์วินที่เหลือบไปเห็นรอยยิ้มนั้นกลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบและแอบขนลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อทั้งสองก้าวเข้าสู่ส่วนลึกของคุกใต้ดิน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคืออดีตลูกน้องโจรทั้งสองคนที่ถูกเชือกเส้นหนามัดตรึงไว้กับเสาไม้ในห้องสอบสวนอันมืดทึม ปากของพวกมันถูกผูกผ้าคาดเอาไว้แน่นหนาจนส่งเสียงได้เพียงแค่ในลำคอ ภายในห้องมีโต๊ะตัวใหญ่ที่มีอุปกรณ์ทรมานมากมายวางไว้อยู่
ทันทีที่สายตาปะทะกับคนทรยศทั้งสอง สีหน้าของเอ็ดการ์กลับเรียบสนิทและสงบนิ่งจนน่าใจหาย... อาร์วินแอบคิดไว้ในใจว่า ทันทีที่ได้เผชิญหน้ากัน เอ็ดการ์คงจะพุ่งเข้าไปด่าทอหรืออาละวาดด้วยความโกรธแค้นจนแทบคลั่ง ทว่าปฏิกิริยาที่นิ่งงันราวกับมองสิ่งไม่มีชีวิตตรงหน้านี้ กลับเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ
อาร์วินลอบมองอาการนิ่งสงบนั้นด้วยความสนใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม “เอ็ดการ์... เราจะปล่อยสองคนนี้ไว้กับเจ้า อยากจะสะสางอย่างไรก็เชิญตามสบาย”
สิ้นคำ อาร์วินก็หมุนตัวเดินนิ่ง ๆ ออกจากห้องไป ทิ้งให้ความเงียบงันเข้าปกคลุม... จนในที่สุดภายในห้องสอบสวนอันสลัวรางก็เหลือเพียงเอ็ดการ์ และอดีตลูกน้องทั้งสองที่ถูกตรึงอยู่กับแท่นไม้
ทันทีที่ลับหลังอาร์วิน นักโทษทั้งสองก็เริ่มส่ายหน้าไปมาอย่างลนลาน นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวจนน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม พวกมันพยายามจะอ้าปากอ้อนวอนขอชีวิต ทว่าเชือกหนาที่รัดตรึงริมฝีปากเอาไว้แน่นหนากลับเค้นออกมาได้เพียงเสียงอู้อี้ในลำคอเท่านั้น
เอ็ดการ์จ้องมองภาพความลนลานตรงหน้าพลางจุดรอยยิ้มวิปริตชวนขนลุก ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นห้องขังอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่า ๆ ๆ! พวกแกคงคิดไม่ถึงละสิว่าสุดท้ายแล้วสถานการณ์มันจะพลิกผันกลับตาลปัตรได้ขนาดนี้... แต่ก็นะ ความพินาศของฉันจนสุดท้ายโดนจับมา ส่วนหนึ่งมันก็มาจากความสะเพร่าของตัวฉันเองนั่นแหละ มัวแต่สนใจแผนการจนลืมแหกตาดูสันดานคนที่จะใช้งานให้ดี คงเป็นเพราะแต่ก่อนฉัน...”
คำพูดสุดท้ายขาดห้วงไป เอ็ดการ์นิ่งเงียบไปนานแสนนาน แววตาที่เคยคลั่งไคล้กลับวูบไหวและจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ราวกับวิญญาณของเขาถูกดึงกลับไปสู่อดีตอันขมขื่นที่ไม่อยากจำ
“หึ ๆ ๆ ๆ...”
เอ็ดการ์เค่นเสียงหัวเราะในลำคอพลางจ้องมองคนทั้งสองด้วยแววตาสนุกสนานราวกับกำลังดูของเล่นชิ้นใหม่ นักโทษทั้งคู่เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ยามได้เห็นอารมณ์ที่พลิกผันไปมาอย่างสุดขั้วของชายตรงหน้า ในความทรงจำของพวกมัน... นับตั้งแต่วันที่ชายผู้นี้ถูกจับตัวมาจนกระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มโจร เขาคือคนที่สุขุมลุ่มลึกและใจเย็นอยู่เป็นนิจ ทว่าภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่ปรากฏอยู่ตรงตอนนี้กลับไม่ใช่... ชายตรงหน้าดูราวกับคนสติฟั่นเฟือนที่พร้อมจะฉีกเนื้อพวกมันออกเป็นชิ้น ๆ ได้ทุกเมื่อ
“เอาแบบนี้แล้วกัน... ฉันมีคำถามง่าย ๆ จะมาถามพวกแก” เอ็ดการ์เอียงคอ นัยน์ตาฉายแววสนุกสนาน “ถ้าตอบถูก ฉันสัญญาว่าจะสงเคราะห์ให้พวกแกไปสบาย ไม่ต้องทรมาน... แต่ถ้าตอบผิดล่ะก็ ฉันจะสงเคราะห์ทัณฑ์ทรมานชนิดที่พวกแกต้องกราบกรานร้องขอความตายซ้ำ ๆ เพื่อให้มันจบไปซะเลยล่ะ”
เอ็ดการ์แสยะยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยคำถามประหลาดออกมา
“ในการวิ่งแข่ง... ถ้ามีคนวิ่งแซงคนที่อยู่ลำดับที่สอง คำถามคือตอนนี้คนคนนั้นจะขึ้นมาอยู่ลำดับที่เท่าไหร่? ฉันมีตัวเลือกให้พวกแกสองข้อ ข้อแรกคือลำดับที่หนึ่ง ข้อสองคือลำดับที่สอง... ถ้าเลือกข้อแรกให้พยักหน้าหนึ่งครั้ง ถ้าเลือกข้อสองให้พยักหน้าสองครั้ง ฉันให้เวลาพวกแกคิดและส่งสัญญาณคำตอบภายในสามสิบวินาที... เริ่มได้”
ทันทีที่ได้ยินคำถาม นักโทษทั้งคู่ก็รีบหันมาสบตากันอย่างลนลาน สมองขบคิดวิเคราะห์หาคำตอบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ายังไม่ทันจะได้ข้อสรุป เสียงนิ่งสนิทของคนตรงหน้าก็เอ่ยขัดวงความคิดขึ้นมา
“หมดเวลา... ตอบคำถามมาได้แล้ว”
เอ็ดการ์ส่งรอยยิ้มทว่าดวงตากลับว่างเปล่าไปยังคนทั้งสอง พวกมันจ้องมองมัจจุราชตรงหน้าด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา เสียงทุ้มอู้อี้พยายามจะประท้วงในลำคอ แต่เอ็ดการ์กลับไม่เปิดโอกาสให้ เขาเริ่มนับถอยหลังด้วยเสียงเยือกเย็น “เหลือเวลาอีกสิบวินาทีสุดท้าย... ตอบมา ไม่งั้นฉันจะถือว่าพวกแกสละสิทธิ์และเลือกข้อที่ผิด”
นักโทษทั้งสองไม่รอช้า พวกมันรีบพยักหน้าลงหนึ่งครั้งพร้อมกันโดยพลัน สายตาจับจ้องไปยังชายตรงหน้าด้วยใจที่เต้นระทึก ลุ้นระทึกว่าคำตอบนี้จะช่วยให้ถึงจะต้องตายก็ขอตายแบบไม่ทรมานมากไปนัก
เอ็ดการ์มองสัญญาณนั้นแล้วคลี่รอยยิ้มละมุนพลางพยักหน้ารับ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงระรื่นราวกับกำลังดำเนินรายการสนุกสนาน “ปิ๊งป่อง... คำตอบของพวกแกสองคนก็คือ...”
จู่ๆ แววตาของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม รอยยิ้มบิดเบี้ยวจนน่าสยดสยอง “...พวกแกตอบผิด!”
สิ้นคำ เอ็ดการ์ก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นห้องขังอย่างบ้าคลั่ง และหลังจากนั้นไม่นาน... เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเจียนตายของคนทั้งสองก็ดังก้องสะท้อน ทอดทะลุผ่านความมืดมิดของคุกใต้ดินไปอย่างยาวนาน
เอ็ดการ์ก้าวเดินออกมาจากห้องสืบสวนด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ราวกับเรื่องราวสยดสยองเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น เขาเบนสายตาไปทางทหารยามที่ยืนประจำการอยู่แถวนั้นก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ช่วยไปเรียนท่านอาร์วินให้ที ว่าผมจัดการธุระเสร็จสิ้นแล้ว และจะขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน”
ยามรักษาการณ์รีบไปรายงานตามคำสั่ง และไม่นานก็ได้รับบัญชาให้เป็นคนนำทางพาเอ็ดการ์กลับไปยังที่พัก... มันคือบ้านพักส่วนตัวที่แวดล้อมไปด้วยเวรยามคุ้มกันอย่างหนาแน่น ทันทีที่กลับเข้าสู่ห้องส่วนตัว เอ็ดการ์ทิ้งตัวลงนั่งพลางทอดสายตามองแผนที่ผืนใหญ่บนโต๊ะทำงาน... แผนที่ยุทธศาสตร์ที่อาร์วินจงใจส่งมาให้เขาโดยเฉพาะ
ทว่า... ความจริงที่ไม่มีใครล่วงรู้ก็คือ ชายที่ชื่อเอ็ดการ์ตัวจริงนั้นได้สิ้นลมหายใจไปนานแล้ว
วิญญาณที่สถิตอยู่ในร่างนี้เป็นเพียงผู้มาเยือนจากต่างโลก ชายผู้ซึ่งตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองติดอยู่ในร่างของคนอื่นหลังจากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ในโลกก่อน... เขาคือเสนาธิการทหารวัยสี่สิบแปดปีผู้เจนจัดในกลยุทธ์ ยามนั้นเขาได้รับคำสั่งด่วนที่สุดให้เดินทางไปบัญชาการรบที่แนวหน้า ทว่าในระหว่างที่เฮลิคอปเตอร์กำลังทะยานข้ามฟากฟ้า เครื่องยนต์กลับขัดข้องและดิ่งพังทลายลงสู่พื้นพสุธาอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะทันตั้งตัว
สองเดือนแล้วสินะ... ชายหนุ่มรำพึงในใจพลางทอดสายตาไปไกล นับตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในร่างใหม่นี้ คราแรกเมื่อพิจารณาจากฐานะต่ำต้อยของเจ้าของร่างเดิม เขาคิดว่าชีวิตหลังจากนี้คงจะจืดชืดและน่าเบื่อหน่ายเต็มทน
ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก ส่งเหตุการณ์พลิกผันมากมายประดังประเดเข้ามาไม่หยุดหย่อน จนในที่สุด วังวนเหล่านั้นก็เหวี่ยงเขากลับมาสู่จุดเริ่มต้น... จุดที่เขาจะได้มีโอกาสทำหน้าที่นักวางแผน พลิกบทบาทกลับมาจับงานถนัดในอดีตอีกครั้ง
“ผู้ปกครองทริสตัน...” เอ็ดการ์พึมพำแผ่วเบา นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงอย่างใช้ความคิด
จะเป็นไปได้ไหมว่า... ชายผู้นั้นจะเป็นคนต่างโลกเช่นเดียวกับเขา? เมื่อลองวิเคราะห์จากระบบการปกครอง วิสัยทัศน์รวมถึงวิธีการจัดการปัญหาหลายอย่าง มันดูห่างไกลจากกรอบความคิดของคนในโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง มันดูล้ำหน้าและแปลกแยกมากเกินไป
แต่เมื่อคิดหาเหตุผลลึกซึ้งไปมากกว่านั้น ชายหนุ่มก็สะบัดศีรษะเบา ๆ พลางถอนหายใจยาว ช่างเถอะ... จะใช่หรือไม่ใช่มันก็ไม่เกี่ยวกับเราอยู่ดี และไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ความลับเรื่องที่เขามาจากต่างโลก... จะถูกฝังลึกเอาไว้ในใจและไม่มีวันเล็ดลอดไปถึงหูใครหน้าไหนทั้งนั้น
เอ็ดการ์นั่งหลับตาลงพลางยกมือขึ้นเท้าคาง ริมฝีปากขยับพึมพำแผ่วเบา...
“ทริสตัน...”
เมื่อประมวลจากความเคลื่อนไหวและสิ่งต่าง ๆ ที่ชายผู้นั้นกำลังลงมือทำอยู่ในตอนนี้ ดูท่าว่า... ปีหน้าฟ้าใหม่ก็น่าจะสนุกคึกคักและเดือดพล่านขึ้นมาน่าดู
แต่อีกด้านหนึ่ง... แล้วตัวเขาเองล่ะ? จะต้องยืนอยู่ตรงจุดไหนในกระดานสงครามครั้งนี้?