ตอนที่ 16 โน้มน้าว (2)
เมื่อชาติก่อนเยี่ยสุยตกม้าหมดสติ ตอนที่สถานศึกษาสตรีเปิดเรียน นางพักฟื้นอยู่ที่บ้าน หลังจากนั้นบ้านตระกูลกู้มาสู่ขอ นางมัวยุ่งเตรียมแต่งงานจึงไม่ได้ไปสถานศึกษาสตรีอีกเลย
ในชาตินี้นางไม่ได้ล้มป่วยหมดสติ สถานการณ์จึงแตกต่างไป คงต้องไปสถานศึกษาสตรีแล้วสิ
พอนึกว่าต้องเข้าเรียนร่วมกับเด็กสาวเล็กๆ สิบกว่าขวบ สีหน้าของเยี่ยสุยก็กลายเป็นเขียวคล้ำขึ้นมา ที่สำคัญยิ่งกว่าคือถึงแม้จะผ่านไปชาติหนึ่งแล้ว แต่นางยังรู้ตัวดีว่านางสู้เด็กๆ พวกนั้นไม่ได้อยู่ดี!
วิชาศิลปะเจ็ดแขนงของสถานศึกษาสตรีจิงจ้าว ได้แก่พิณ หมากรุก วรรณกรรม วาดภาพ อาหาร งานปัก ขี่ม้า โชคร้ายที่เยี่ยสุยไม่มีแววอัจฉริยะกับศิลปะเจ็ดแขนงนั้นสักเท่าใด ชาติก่อนนางนิสัยโลดโผนโจนทะยาน เรียกได้ว่าไร้พรสวรรค์แล้วยังไม่ขยันอีก ดังนั้นผลสอบของนางจึงอยู่ที่ระดับกลางค่อนต่ำ...เอ่อ...น่าจะอยู่ในรายชื่อรั้งท้ายไม่กี่คนนั่นละ
ชาติก่อนนางไม่ได้ไปเรียนสถานศึกษาสตรีเพราะล้มป่วยและชิงแต่งงานเสียก่อน ทว่าแท้จริงแล้วคือนางหาข้ออ้างไม่ไปเองต่างหาก ถามหน่อยเถอะว่าสอบคราวใดเป็นต้องรั้งท้าย ใครจะอยากไปสถานศึกษาสตรีกันเล่า
อันที่จริงเมื่อชาติก่อนนางถูกหัวเราะเยาะด้วยเรื่องผลสอบมาไม่น้อย นางทราบว่าบรรดาคุณหนูเหล่านั้นพูดจาลับหลังว่านางสมองทึบ จึงไม่ยอมไปสถานศึกษาสตรี
ประสบการณ์จากสถานศึกษาสตรีจิงจ้าวเหล่านี้ ภายหลังนางแต่งเข้าบ้านตระกูลกู้ที่หนานผิง ทำให้ยามอยู่ร่วมกับกู้จาง สามีที่เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ นับไม่ถ้วน ทั้งดนตรี พิธีการ วิชายิงธนู ขับขี่ เป็นต้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าเสมอมา
นางรู้สึกด้อยค่าจึงทุ่มเททั้งชีวิตทำดีต่อเขา...
ยามนี้มาคิดดูแล้ว ในเวลานั้นนางโง่งมมากเหลือเกิน ช่างน่าขันเสียจริง กู้จางทำให้นางเป็นเหมือนตัวตลก ไม่อย่างนั้นจะมีเรื่องพวกนั้นตามมาได้อย่างไรกัน
เยี่ยสุยส่ายศีรษะ สลัดกู้จางออกไปจากสมอง กลับมาที่เรื่องตรงหน้าอย่างสถานศึกษาสตรีแล้ว ก็อดรู้สึกอัดอั้นตันใจขึ้นมาไม่ได้
อุตส่าห์เกิดใหม่ทั้งที มีทั้งมุมมองและประสบการณ์ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเต็มที่ แต่ระหว่างดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดหลายสิบปี จะไปมีเวลาฝึกศิลปะเจ็ดแขนงนั่นได้อย่างไรกัน นางในเวลานี้เกรงว่ายังเทียบไม่ได้กับเมื่อชาติก่อนด้วยซ้ำ ไม่แน่ว่าคงได้รั้งท้ายกันคราวนี้เอง!
เยี่ยสุยแอบบ่นอุบอิบอยู่ในใจ อดซุกตัวกับอ้อมแขนเถาซื่อไม่ได้ พลางพูดจาออดอ้อนว่า “ท่านแม่ ข้าไม่ไปสถานศึกษาสตรีได้หรือไม่ ขะ...ข้าไม่ชอบเลยเจ้าค่ะ”
แค่ไม่ชอบเสียที่ไหน ตอนนี้นางแทบวิตกจริตแล้วต่างหาก นางแทบจะลืมวิชาศิลปะเจ็ดแขนงของสถานศึกษาสตรีไปหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้ควรทำอย่างไรดี ถึงจะล้มลุกคลุกคลานเพื่อเริ่มต้นเรียนใหม่...ก็ไม่แน่ว่าจะสอบผ่านอยู่ดี
นอกจากนี้นางได้กลับมาเกิดใหม่ ยังมีเรื่องมากมายที่ต้องทำ ไม่มีกะจิตกะใจไปเรียนศิลปะเจ็ดแขนงนั่นหรอก
เถาซื่อขมวดคิ้วกล่าวว่า “อาหนิง ตอนนี้เจ้าเรียนสถานศึกษาสตรีระดับสาม อีกปีกว่าก็จบแล้ว จะทิ้งไปครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ!”
นางทราบว่าผลการเรียนที่สถานศึกษาสตรีของอาหนิงไม่ดีนัก แต่ทนเรียนมาแล้วตั้งหลายปีก็น่าจะกัดฟันเรียนต่อไป หากอาหนิงสอบผ่านระดับสาม ต่อไปย่อมเป็นคุณสมบัติในการหาคู่ครองที่ดีได้
กล่าวกันตามจริงก็คือ คุณหนูในเมืองจิงจ้าวหากสอบผ่านระดับสาม คู่ครองที่หาได้ล้วนไม่แย่ทั้งนั้น!
นอกจากนี้พวกคุณหนูที่มาเรียนที่นี่ ถ้าไม่ได้มาจากครอบครัวขุนนางระดับห้าขึ้นไป ก็ล้วนมาจากครอบครัวคหบดีหรือปัญญาชนที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น นี่ล้วนแต่เป็นเส้นสายพันธมิตรอันหาค่าไม่ได้ ระดับความสำคัญไม่เป็นรองกว่าบุตรหลานที่ได้เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนหรือราชวิทยาลัย[1] เลย
คุณหนูเหล่านี้เมื่อเติบโตและแต่งงานไป ย่อมมีความเป็นไปได้มากว่าจะแต่งเข้าตระกูลใหญ่เป็นภรรยาของผู้สูงศักดิ์ ต่อไปภายภาคหน้าหากมีการคบหาสมาคมช่วยเหลือประคับประคองกัน มิตรไมตรีเมื่อครั้งเรียนสถานศึกษาสตรีก็จะกลายเป็นตัวช่วยให้กับเด็กสาวเหล่านี้
ด้วยเหตุนี้เองทุกบ้านต่างพยายามสุดชีวิตให้บุตรสาวได้เข้าเรียน สถานศึกษาสตรีจิงจ้าว แม้แต่องค์หญิงจากในวังหลายคนยังปิดบังฐานะมาเข้าเรียน อาหนิงจะไม่ไปสถานศึกษาสตรีได้อย่างไร
เชิงอรรถ
^ สถานศึกษาระดับสูงในสมัยโบราณ ยุคต่อมาผันตัวเป็นหน่วยงานดูแลด้านการศึกษา