ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 102 ทดสอบ เหนื่อยจนถึงขีดสุด

            สวนจิ้งซิน

            เพราะความช่วยเหลือจากระบบซิงเฉินเพียงแค่หนึ่งชั่วยาม ทุกกลไกในร่างกายก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้เป็นอย่างดีผ่านการผ่าตัดเมื่อรวมกับอวัยวะภายในที่ถูกน้ำยาหลิงอวิ้นหล่อเลี้ยงขึ้นมา ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตราวกับเกิดใหม่ก็มิปาน

            ทว่าพิษกัดกร่อนเซลล์นั้นหลังจากที่ผ่าตัดเสร็จก็เริ่มกัดกร่อนอีกครั้งและดูเหมือนว่าความเร็วในการกัดกร่อนจะมากกว่าเมื่อก่อนหนึ่งเท่า

            ร่างกายที่บวมมาแต่เดิมของหลี่เอินก็บวมขึ้นมาอีกรอบหนึ่งจริงๆยามนี้มองมิติของเครื่องหน้านางแทบไม่ออกเลยแม้แต่น้อย

            มู่จื่อหลิงจำเป็นต้องพัฒนายาขึ้นมาต่อต้านพิษที่กัดกร่อนเซลล์โดยเร็วสำหรับพิษในพิษจะทำให้เกิดโรคขึ้นมาใหม่มั้ย ยามนี้ก็ไม่มีวิธีไปตรวจสอบแล้ว

            แม้จะมีเซลล์ในร่างกายเยอะแต่ถูกพิษกัดกร่อนเช่นนี้ก็คงประคองไปได้ไม่นานเท่าใดหลี่เอินก็จะเผชิญกับโอกาสที่จะแห้งเหือดและตายไปได้ทุกเมื่อ

            พิษนี้ มิใช่พิษธรรมดาเลย!

            มู่จื่อหลิงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพิษที่กัดกร่อนเซลล์นี้แม้แต่น้อยยามนี้ได้เพียงแต่อาศัยการทดลองค่อยๆ ศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียด

            ความเจ็บแปลบบริเวณหัวไหล่ไม่ได้บรรเทาลงมาโดยตลอดมู่จื่อหลิงเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด เหมือนกับว่าจะฝืนต่อไปได้ไม่นาน

            จิตวิญญาณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดและไม่รู้สึกเหนื่อยดังนั้นมู่จื่อหลิงจึงต้องนำพิษออกมาจากร่างกายของหลี่เอินบางส่วนไปค้นคว้าทดลองในระบบซิงเฉิน

            มู่จื่อหลิงจัดการเก็บอุปกรณ์เครื่องมือเข้าไปในระบบซิงเฉินให้เรียบร้อยแล้วตัวคนจึงฟุบลงบนโต๊ะอย่างหมดแรงเข้าสู่ห้วงนิทรา......

            -

            ในลานบ้านมู่เจิ้นกั๋วและเล่อเทียนยังคงนั่งอยู่บนโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นมะเดื่อจีนขนาดใหญ่

            เพียงแต่ครั้งนี้ทั้งสองคนกลับมิได้ผ่อนคลายพูดคุยกันพลางดื่มชาอย่างสบายอารมณ์เหมือนก่อนหน้าพวกเขานั่งมองประตูห้องหลี่เอินอย่างเงียบงัน รอให้มู่จื่อหลิงออกมา

            เวลาไหลผ่านไปทีละจุดอย่างเชื่องช้า

            ตะวันตกจนตะวันขึ้น!

            สีหน้าเล่อเทียนยังคงสง่างามนิ่งสงบดื่มชาอีกเพื่อให้สติแจ่มใส ไม่มีผู้ใดรู้ว่าในใจเขายามนี้กลับยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆความกังวลก็ค่อยเพิ่มขึ้นไปอีกเท่า

            “ท่านหมอเล่อมิใช่บอกว่าหลิงเอ๋อร์จัดการปัญหาที่เหลืออยู่หรือ จะสิบสองชั่วยามแล้วเหตุใดหลิงเอ๋อร์จึงยังไม่ออกมา?นี่มันกี่วันแล้ว ร่างกายของหลิงเอ๋อร์จะรับไหวหรือ?” ใบหน้ามู่เจิ้นกั๋วเต็มไปด้วยความหนักใจ มีความกังวลลึกๆ ไหลเวียนอยู่อย่างไม่ปิดบัง

            แม้ต้องทำสงครามในสนามรบแอบซุ่มในอาณาเขตศัตรูกี่วันกี่คืนมู่เจิ้นกั๋วก็ไม่เคยสูญเสียความเยือกเย็นมาก่อน

            ในชั่วขณะนี้ เขาสูญเสียความเยือกเย็นไปแล้วจริงๆไม่เพียงเป็นห่วงหลี่เอินแต่ยังเป็นห่วงว่ามู่จื่อหลิงไม่หลับไม่นอนมาหลายวันแล้วร่างกายจะทนไหวหรือไม่!

            เล่อเทียนดื่มชาช้าๆ หนึ่งอึกพูดปลอบ “แม่ทัพมู่มิจำเป็นต้องกังวลใจหวางเฟยมีวิชาแพทย์ย่อมรู้จักร่างกายตนเองดี คงไม่ปล่อยให้ตนเองเป็นลมไปแน่หรือบางทีหวางเฟยอาจจะเหนื่อยล้า จนนอนพักข้างในก็ได้ พวกเรารออีกประเดี๋ยวหากยังไม่ออกมา ข้าน้อยจะเข้าไปดู”

            ความจริงแล้วเล่อเทียนพูดเช่นนี้เพื่อปลอบใจมู่เจิ้นกั๋วและเพื่อปลอบใจตัวเอง

            มู่จื่อหลิงนานขนาดนี้ยังไม่ออกมาตอนนี้นอกจากคาดไปว่ามู่จื่อหลิงคิดค้นยาต้านพิษที่กัดกร่อนเนื้อหนังอยู่ข้างในก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกอีก

            เพียงแต่ไม่หลับไม่นอนมาหลายวันแล้วไม่พูดถึงเขาที่เป็นบุรุษร่างสูงถึงเจ็ดฉื่อที่ทนไม่ไหวมู่จื่อหลิงสตรีเอวบางร่างน้อยผู้หนึ่ง สามารถทนมาได้หลายวันเพียงนี้เขายอมแล้วจริงๆ

            รออีกครู่หนึ่งถ้ามู่จื่อหลิงยังไม่ออกมา เขาก็จะเข้าไปดู เล่อเทียนปลอบตนเองในใจเงียบๆ

            ลางสังหรณ์ในใจเล่อเทียนถ้ามู่จื่อหลิงเหนื่อยจนล้มหรือเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจะต้องโชคร้ายตามไปด้วย เป็นดั่งว่าทำสิ่งใดล้วนต้องคำนึงถึงผลที่ตามมา

            แต่ว่าหากเล่อเทียนรู้ว่าลางสังหรณ์ในครั้งนี้แม่นยำยิ่งนักก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะทั้งน้ำตาหรือร้องไห้ไปพร้อมๆ กับหัวเราะ

            แม้ในใจมู่เจิ้นกั๋วจะไม่วางใจแต่เมื่อเล่อเทียนพูดเช่นนี้แล้ว เขาก็ไม่เหมาะจะดึงดันอึก ได้แต่รออีกครู่หนึ่ง

            บรรยากาศก็เงียบสงัดลงทันที

            ทันใดนั้นเงาร่างสูงใหญ่เหยียดตรงที่เปล่งประกายวิบวับดั่งเทพเซียนก็ร่อนตัวจากอากาศลงมาในลานเรือน

            หลงเซี่ยวอวี่ยืนมือไพล่หลังอย่างสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพวกเล่อเทียน

            “เหล่าเฉินคารวะฉีอ๋อง” มู่เจิ้นกั๋วรีบลุกขึ้นสองมือประสานทำความเคารพอย่างนอบน้อม

            “ยืดกายได้” หลงเซี่ยวอวี่เอ่ยเรียบๆ

            “เซี่ยวอวี่เจ้ามาได้อย่างไร?” เล่อเทียนเผลอถามออกไปอย่างอดไม่ได้

            เพียงแต่ทันทีที่ถามออกไปเขาก็สำนึกเสียใจแล้วที่ฉีหวางมาก็ย่อมมาหาฉีหวางเฟย เขาถามเช่นนี้ยังไม่นับว่าไร้สาระอีกหรือ

            หลงเซี่ยวอวี่ไม่สนใจเล่อเทียนสายตาย้ายไปจับจ้องประตูห้องของหลี่เอินแน่นิ่ง น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์“อาการมู่ฟูเหรินเป็นอย่างไร? มู่จื่อหลิงเล่า?”

            มาหามู่จื่อหลิงจริงดังคาด

            “บัดนี้อาการป่วยของมู่ฟูเหรินถูกควบคุมไว้แล้วหวางเฟยยังอยู่ในห้องของมู่ฟูเหริน หลังจากที่นางเข้าไปในวันนั้นก็มิได้ออกมาอีก”เหตุใดเล่อเทียนจะไม่รู้ว่าที่หลงเซี่ยวอวี่ต้องการถามหาจริงๆ คือมู่จื่อหลิง

            แม้หลงเซี่ยวอวี่เพียงถามว่ามู่จื่อหลิงอยู่ที่ใดแต่เล่อเทียนก็ตัดสินใจรายงานให้ชัดเจนไปก่อนล่วงหน้า

            หลงเซี่ยวอวี่ขมวดคิ้วน้อยๆแล้วชำเลืองมองเล่อเทียนอย่างเย็นเยียบ “วิชาแพทย์ของเจ้าถดถอยแล้ว? มีเวลาว่างมานั่งจิบชาอยู่อีก?”

            สิ้นเสียงพูดหลงเซี่ยวอวี่ก็ยกเท้าเข้าไปในห้องหลี่เอิน

            เล่อเทียนคิดจะรั้งหลงเซี่ยวอวี่แต่เมื่อคำพูดมาจรดริมฝีปากก็กลืนกลับเข้าไป ดูท่าทางทรงอำนาจของหลงเซี่ยวอวี่แล้วถ้าเขารั้งไว้ เช่นนั้นก็มีแต่ผีแล้ว

            เพียงได้ยินคำพูดของหลงเซี่ยวอวี่เล่อเทียนก็อยากร้องไห้โดยไม่มีน้ำตาโดยพลันรู้สึกว่าตนเองได้รับความไม่เป็นธรรมยิ่งนัก

            ความหมายของฉีอ๋องก็คือฉีหวางเฟยยังยุ่งอยู่ข้างในเขาเดิมมาเพื่อช่วยเหลือหวางเฟย กลับมานั่งจิบชาอย่างสบายใจตรงนี้?

            ทั้งๆ ที่เขาช่วยมาสองวันแล้วทั้งยังถูกไล่ออกมาเขานั่งดื่มชาอยู่ตรงหน้ายังไม่ใช่เพราะกังวลว่ามู่จื่อหลิงจะเหนื่อยจนล้มพับหรือมิเช่นนั้นเขาคงกลับไปนอนที่อุทยานจื่อจู๋แล้ว ไหนเลยจะมานั่งรับโทษอยู่นี่

            แล้ววิชาแพทย์ของเขาก็ไม่ได้ถดถอยเพียงได้พบมู่จื่อหลิงวิชาแพทย์ของเขาเมื่อเทียบกันต่อหน้ามู่จื่อหลิงขึ้นมายังไม่เข้าขั้นอยู่เล็กน้อย

            เพียงแต่สุดท้ายเมื่อเห็นสายตาลุ่มลึกอันเย็นเยียบของหลงเซี่ยวอวี่ จู่ๆ ในใจเล่อเทียนก็มีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง

            -

            ในระบบซิงเฉินมู่จื่อหลิงกำลังทดลองรอบแล้วรอบเล่า

            เพราะว่าระบบซิงเฉินมีแต่สิ่งมีพิษไม่มีหนูขาวที่นำมาทดลองได้มู่จื่อหลิงจึงนำงูพิษหลายตัวมาขจัดเมือกพิษขนลำตัวออกจนสะอาด ใช้มันแทนหนูขาว

            มู่จื่อหลิงฉีดพิษเข้าไปในงูตัวแรก

            คิดไม่ถึงว่า เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นลำตัวเรียวยาวของงูจะทนการกัดกร่อนของพิษไม่ไหว ส่งเสียง ปังระเบิดออกมาเป็นกองเนื้อ

            มีบทเรียนจากก่อนหน้านี้ยามที่ฉีดยางูตัวที่สอง มู่จื่อหลิงจึงลดปริมาณพิษลงไปกว่าครึ่ง

            งูตัวที่สองก็มิได้มีอันใดผิดปกติทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินการได้อย่างราบรื่น

            เพียงแต่ในชั่วขณะสุดท้าย มู่จื่อหลิงก็นำยาถอนพิษที่วิจัยออกมาฉีดเข้าไปในตัวงูพิษก็หยุดกัดกร่อนเซลล์ แต่ชีวิตงูก็ดับสิ้นไปด้วย

            งูตัวที่สาม ตาย ล้มเหลว

            งูตัวที่สี่ ตาย ล้มเหลว

            ......

            งูตัวที่สิบ ตกอยู่ในสภาพบ้าคลั่งก็ยังล้มเหลว

            ความล้มเหลวซ้ำๆ ซากๆก็มิได้เอาชนะความอดทนของมู่จื่อหลิงได้

            มู่จื่อหลิงยังคงรักษาท่าทางสุขุมเยือกเย็นในตอนแรกไว้เช่นเดิมกลั่นยาถอนพิษครั้งแล้วครั้งเล่า ทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า

            เพราะนางรู้ว่าหลี่เอินในปัจจุบันมีโอกาสรอดเพียงแค่ห้าจากร้อยส่วนบางทีตอนนี้เซลล์ในร่างกายของหลี่เอินอาจจะถูกกัดกร่อนไปอย่างรวดเร็วเช่นนั้นก็คงยิ่งต่ำลงไปอีก

            หากไม่รีบคิดค้นออกมาหลี่เอินคงมีแต่หนทางแห่งความตายเท่านั้นแล้ว

            แม้จะเป็นสถานการณ์คับขันแต่สมองของมู่จื่อหลิงก็ยังนิ่งสุขุม ครุ่นคิดถึงทุกความเป็นไปได้อย่างละเอียดนัยน์ตาของนางยังคงเคร่งขรึมจริงจัง มือกระทำการอย่างระวังรอบคอบ

            มู่จื่อหลิงคิดวิธีมากมายมากลั่นเป็นยาถอนพิษผลลัพธ์ก็ยังคงไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ

            สุดท้ายมู่จื่อหลิงจึงคิดออกใช้หนอนพิษมาดูดพิษบนตัวงู ใช้พิษต้านพิษ ท้ายที่สุดค่อยคิดวิธีเอาแมลงพิษออกมา

            วิธีนี้ได้ผลอยู่บ้างแต่กลับสามารถดูดได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นความเร็วในการแพร่กระจายของพิษนั้นรวดเร็วยิ่ง บริเวณที่ถูกดูดไปมันก็จะรีบเติมเข้าไปทันที จึงเหมือนกับในตอนแรก ไม่เพิ่มไม่ลด

            พิษกระจายไปทั่วเส้นเลือดในร่างกายการดูดพิษต้องดูดจากทุกเส้นเลือดให้หมดในคราเดียวกัน มิอาจปล่อยให้ตรงใดว่างเว้นได้

            ดังนั้นหนอนพิษจึงต้องเล็กจนมิอาจเล็กได้อีกแต่แมลงพิษต่อให้เล็กลงอีกก็ไม่เล็กเท่าขนาดที่ตาเปล่ามองไม่เห็นแมลงพิษมากมายไม่สามารถเข้าไปในหลอดลมทั่วทั้งร่างกายในครู่เดียวแน่

            แมลงพิษที่ตาเปล่ามองไม่เห็น

            จู่ๆสมองมู่จื่อหลิงก็สว่างวาบ!

            จู่ๆ นางก็คิดขึ้นมาได้ ยังมีหนอนที่ตาเปล่ามองไม่เห็นอยู่นี่นาหนอนพิษนี้ยังแข็งแกร่งนัก

            ก็มิใช่กู่ควบคุมใจที่ฮองเฮาตั้งใจเตรียมให้นางเป็นพิเศษหรือความรวดเร็วในการแพร่กระจายของกู่ควบคุมใจยอดเยี่ยมนัก

            ตั้งแต่นางนำกู่ควบคุมใจเข้าไปในภาชนะแบบปิดก็มิได้ไปยุ่งกับมันอีกต่อให้กู่ควบคุมใจจะกลายร่างเป็นราชินีกู่ในสี่สิบเก้าวันแต่ว่าตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาอยู่ดี

            แม้มู่จื่อหลิงจะไม่รู้ว่าใช้กู่ควบคุมใจมาดูดกินพิษนั้นมีประโยชน์หรือไม่แต่มีก็ดีกว่าไม่มี อย่างไรก็ต้องลองดู

            มู่จื่อหลิง สวมแว่นตาที่มีความแม่นยำสูงเพื่อนำกู่ควบคุมใจออกจากภาชนะที่ปิดสนิทและฉีดเข้าไปในงูที่มีพิษกัดกร่อนเซลล์อยู่ในตัว

            งูที่เดิมทีบวมขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากฉีดกู่ควบคุมใจเข้าไป ก็ค่อยๆ บวมลดลงในระดับที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าไม่นานก็กลับเข้าสู่สภาพเดิม

            มู่จื่อหลิงมองงูที่เปลี่ยนมาเป็นสภาพเดิมยามนี้ นางซาบซึ้งเสียจนจะร่ำไห้ออกมา

            สวรรค์ย่อมเมตตาคนเพียรพยายาม!

            ไม่คิดว่าตอนแรกแค่จะลองดูเท่านั้นแต่กลับสำเร็จขึ้นมาจริงๆ

            จู่ๆ มู่จื่อหลิงก็หัวเราะออกมาโดยไม่สนใจภาพลักษณ์สีหน้าพึงพอใจเป็นที่สุดนางต้องขอบคุณรังนกที่ฮองเฮาตั้งใจทำให้นางเป็นพิเศษอย่างเป็นมิตร

            กู่ควบคุมใจสามารถช่วยเหลือเรื่องยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้

            ในขณะนี้ มู่จื่อหลิงแสดงออกว่ารักจุดประสงค์แอบแฝงของฮองเฮานัก

            ยามนี้ขอเพียงแค่นำกู่ควบคุมใจเข้าไปในเส้นเลือดทั่วร่างกายหลี่เอินได้อย่างราบรื่นไร้กังวลให้พวกมันต่อต้านพิษกัดกร่อน เช่นนั้นก็ง่ายดายแล้ว

            แม้การใช้กู่ควบคุมใจจะเป็นวิธีที่อันตรายที่สุดแล้วยังต้องนำเข้าไปมากมายเพียงนั้นในครู่เดียว หากเกิดข้อผิดพลาดผลที่ตามมาคงเกินกว่าที่จะนึกถึง

            แต่ว่า

            อยากสมปรารถนาก็ต้องเดิมพันไว้ก่อน!

            ขอเพียงคุมเวลาของกู่ควบคุมใจให้ดีให้เสี่ยวไตกูดึงดูดกู่ควบคุมใจออกมาในทันที ก็จะไม่มีปัญหา

            มู่จื่อหลิงพกจิตใจที่ตื่นเต้นตื่นมายังความเป็นจริง

            เมื่อมู่จื่อหลิงกลับมายังความเป็นจริงทั่วทั้งตัวก็ราวกับเพิ่งขึ้นจากน้ำ เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

            ทั้งตัวคนดูแล้วหมดสภาพจนถึงที่สุด

            อาการเจ็บแปลบของหัวไหล่ของมู่จื่อหลิงดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นไปสองสามเท่าทำให้นางเกือบจะทนไม่ไหว

            มู่จื่อหลิงพิงขอบโต๊ะไว้ใช้มือค้ำกายยืนขึ้น สมองหนักอึ้ง ทั้งสิ้นไร้เรี่ยวแรง เหนื่อยล้ายิ่งนักราวกับว่าแค่ลมแผ่วเบาพัดมานางก็ล้มลงไปได้ทันที

            แต่ว่าต่อให้เหนื่อยอีกก็ไม่สามารถกีดขวางความตื่นเต้นฮึกเหิมในใจมู่จื่อหลิงในยามนี้นางแทบรอไม่ไหวที่จะไปแบ่งปันเรื่องน่ายินดีนี้กับคนข้างนอก

            มู่จื่อหลิงเดินไปทางประตูทีละก้าวทีละก้าว

            นางไม่รู้เลยว่าระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าวกลับใช้เวลานานนัก อย่างไรเสียมือนางก็เอื้อมมือไปจับที่จับประตูได้อย่างราบรื่น

            นางใช้มืออ่อนแรงเปิดประตูออกอย่างเชื่องช้าที่เห็นกลับมิใช่ลานเรือนที่โล่งกว้าง แต่เป็นเงาดำหนาทึบลมหายใจอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอันคุ้นเคย

            มู่จื่อหลิงเงยหน้าขึ้นไปมองช้าๆตามจิตใต้สำนึก แต่ยังไม่ทันมองให้ชัดเจน นางก็ล้มไปข้างหน้าเป็นลมหมดสติไป......

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน