เมื่อเห็นใบหน้าของหลิวชิงหยู่ ที่บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ ใจของหงซานจินก็พลันจมดิ่งต่ำลง โดยเฉพาะเมื่อััได้ถึงจิตสังหารจากร่างของ หลิวชิงหยู่ จิตสังหารนี้มันเหมือนกับน้ำแข็งที่เย็นะเื ทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บจากความเ็า หงซานจินเป็คนที่ยืดหยุ่นปรับตัวได้ไว เขารู้ดีว่าตนไม่สามารถยั่วยุ หลิวชิงหยู่ที่ได้รับตำแหน่งนายกเทศมนตรีทั้งที่อายุยังน้อยคนนี้ ดังนั้นเขาจึงกลอกตาเล็กน้อยก่อนกัดฟันแล้วพูดว่า “ท่านนายกหลิว ใช้รถยนต์ส่วนตัวของผมก็ได้ แม้ว่ามันจะเก่าแล้ว แต่มันก็ยังใช้งานได้ดีอยู่”
แม้ว่าหลิวชิงหยู่จะโกรธ แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะะเิมันออกมาในทันที เขารู้ดีว่าเขาพึ่งมาถึงตำบลกวนซาน ทุกสิ่งอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น ต้องเริ่มจากการวางรากฐาน แล้วค่อยดำเนินการทีละขั้นตอนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง คำพูดของหงซานจินทำให้หลิวชิงหยู่ คลายความโกรธไปได้เล็กน้อย เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า “โอเค ลำบากคุณแล้ว ผู้อำนวยการหง คุณไปเตรียมรถและเตรียมลำโพงตัวใหญ่ไว้ด้วย อีก15นาทีลงไปเจอกันด้านล่าง “หลิวชิงหยู่ พูดจบ ก็ดูแผนที่บนโต๊ะอีกครั้ง หงซานจิน เห็นดังนั้นก็รีบเดินออกไปทันที
แม้ว่าหลิ่วชิงหยู่ จะควบคุมอารมณ์ได้ แต่เขาก็สามารถสลัดความโกรธนั้นทิ้งไปได้ เขาเก็บเื่นี้เอาไว้ในใจหากมีโอกาสเมื่อไหร่เขาจะต้องสะสางมันแน่นอน เพราะหลิวชิงหยู่ ไม่ชอบให้ใครมากดขี่ข่มเหง
15 นาทีต่อมาหลังจากหลิวชิงหยู่และหงซานจินร่วมมือกัน ทั้งสองก็ขึ้นรถหงซานจิน เมื่อขึ้นมาบนรถเรียบร้อย หงซานจินก็กล่าวถามว่า “ท่านนายกหลิว เราจะไปไหนกันหรือครับ”
หลิวชิงหยู่ พูดออกไปอย่างไม่ลังเลว่า “ไปที่ หม่าหลาน หมู่บ้านนี้ใกล้กับอ่างเก็บน้ำกวนซานมากที่สุด” สิ้นเสียงของเขา รถก็แล่นฝ่าสายฝนขับตรงไปยังหมู่บ้านหม่าหลานท่ามกลางฟ้าแลบฟ้าแลบฟ้าร้อง ก่อนจะมาหยุดที่หน้าบานของผู้ใหญ่บ้านเทียนเหล่าชวน
หลังจากทั้งสองลงจากรถจากนั้นพวกเขาก็เปิดประตูของผู้ใหญ่บ้านแล้วเดินเข้าไป
ในขณะนี้เทียนเหล่าชวนผู้ใหญ่บ้านวัย 50 ปีกำลังนั่งอยู่ในห้องโถงและเล่นไพ่นกกระจอกอยู่อีกสามคน
เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่ และคนอื่นๆ เข้ามา พวกเขาก็ถึงกับผงะ เทียนเหล่าซวน เมื่อเห็นหงซานจินที่เป็ผู้อำนวยการหน่วยงานราชการก็ยืนขึ้นแล้วกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มทันที “อ้า ผู้อำนวยการหง ถึงกับมาในวันที่ฝนตกหนักแบบนี้มีเื่อะไรหรือครับ”
แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มระหว่างที่พูด แต่ในน้ำเสียงของเขากลับไม่ได้มีความเคารพต่อ หงซานจิน เลย
คนอื่น ๆ ที่เล่นไพ่นกกระจอกเองก็หัวเราะขึ้นมา
หงซานจินรู้ดีว่าเขาไม่มีอำนาจบารมีในสายตาของเทียนเหล่าซวนและผู้ใหญ่บ้านคนอื่น ๆ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงมองไปยัง เทียนเหล่าซวนแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เหล่าเทียน นี่คือนายกหลิว นายกเทศมนตรีคนใหม่ของตำบลกวนซานที่ผมได้บอกคุณไว้ก่อนหน้านี้ ท่านนายกหลิวได้สั่งให้ผมแจ้งให้คุณเตรียมการอพยพผู้คนและจัดการสถานที่รองรับ นอกจากนี้ยังมีเื่เสริมการป้องกันเขื่อนในอ่างเก็บน้ำกวนซานด้วย คุณเตรียมการถึงไหนแล้ว” หงซานจินพูดกับเทียนเหล่าซวนด้วยโทนเสียงเป็งานเป็การ
หลังจากฟังที่หงซานจินพูด เทียนเหล่าซวนก็หันไปมองหลิวชิงหยู่เล็กน้อย เขาพบว่า หลิวชิงหยู่เป็เด็กหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ ในระหว่างที่เขามองเขาก็ยิ้มให้กับหลิวชิงหยู่ แต่ในดวงตาของเขาที่เป็ผู้ใหญ่บ้านมาหลายปี เขาได้พบเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ดังนั้นในความคิดของเขา หลิวชิงหยู่เป็เพียงคนจากตระกูลข้าราชการสืบทอดอำนาจหรือไม่ก็เป็ลูกหลานคนรวย มั่นใจได้เลยว่าเขาจะต้องถูกย้ายออกไปในไม่ช้า จึงไม่จำเป็ต้องพูดถึงเื่ความสามารถ ทว่าเทียนเหล่าซวนก็รู้ว่าคนเช่นนี้ไม่ควรไปมีปัญหาด้วย เขาจึงยื่นมือออกไปแล้วกล่าวกับหลิวชิงหยู่ว่า “โอ้ นี่คือนายกเทศมนตรีหลิวสินะ ผมไม่คิดเลยว่าท่านจะยังหนุ่มยังแน่นขนาดนี้ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าท่านจะมาที่นี่ด้วยตนเองในวันที่ฝนตกขนาดนี้”
หลิวชิงหยู่ เห็นเทียนเหล่าซวน ที่แสร้งทำเป็สับสนต่อหน้าเขา เขาก็ทำได้เพียงยิ้มอย่างขมขื่น เห็นได้ชัดว่าชาวนามีภูมิปัญญาของชาวนา เทียนเหล่าซวนมีอายุพอสมควรแล้วไม่แปลกที่เขาจะกลายเป็จิ้งจอกเฒ่า เขาจึงจับมือเทียนเหล่าซวนแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล “คุณเทียนผมขอพูดตามตรง ผมมาที่นี่เพื่อให้คุณประกาศแจ้งชาวบ้านให้เตรียมทำการอพยพเคลื่อนย้ายและขอแรงเสริมกำลังให้อ่างเก็บน้ำกวนซานในทันที ผมได้ข้อมูลมาว่าพื้นที่เรามีแนวโน้มที่จะเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ถือเป็สถานการณ์วิกฤตที่เร่งด่วนมาก ผมหวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือ”
หลิวชิงหยู่ ไม่คิดจะอ้อมค้อม เขาจึงพูดเข้าประเด็นหลักที่สำคัญ
เมื่อได้ยินคำพูดและท่าทีของหลิวชิงหยู่ บรรยากาศในห้องของเทียนเหล่าซวนก็เริ่มเคร่งเครียด ทุกคนต่างจับจ้องไปที่เทียนเหล่าซวน
เทียนเหล่าซวน เงียบไปเล็กน้อย จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นพูดกับหลิวชิงหยู่ว่า “ท่านนายกเทศมนตรีหลิว ไม่ใช่ว่าผมไม่สนับสนุนคุณนะ แต่ผมไม่กล้าสนับสนุนคุณจริงๆ”
หลิวชิงหยู่ถึงกับผงะแล้วกล่าวขึ้นว่า “ทำไมหรือครับ”
เทียนเหล่าซวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ว่า “ท่านนายกเทศมนตรีหลิว ท่านคงไม่ทราบเพราะท่านเพิ่งมาหมู่บ้านหม่าหลานของเราเป็ครั้งแรก ชาวบ้านในหมู่บ้านของเราได้รับความทุกข์ยากจากนายกที่เข้ามาบริหารเมื่อสองสามปีก่อน นายกคนนั้นได้บอกให้เราปลูกเห็ดในเรือนกระจก เขาบอกว่ามันจะทำเงินได้มาก และบอกชาวบ้านอีกว่าจะมีบริษัทเข้ามาร่วมทำการค้า และรับซื้อผลผลิตจากตำบลของเรา ด้วยคำพูดชักชวนที่น่าดึงดูดสร้างความหวัง ทำให้หลายครอบครัวนำทรัพย์สินเงินทองมาลงทุนสร้างโรงเรือนกระจกปลูกเห็ดสองสามแห่ง หนึ่งปีต่อมามีการเก็บเกี่ยวเห็ดได้มากมายแต่ว่า กลับไม่มีบริษัทไหนเข้ามารับซื้อ ทำให้พวกเราขาดทุนอย่างหนัก ต่อมานั้นเขาได้ให้เราปลูกแอปเปิลแล้วบอกว่าทางหน่วยงานจะเป็ผู้รับผิดชอบการขาย ทำให้พวกเรามั่นใจว่าจะไม่มีปัญหา แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนมากมายไม่เต็มใจจะปลูก ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาบอกกลับมาว่า หากทางหมู่บ้านเราไม่เต็มใจจะปลูก ก็จะไม่มีการซื้อขายผลผลิตทางการเกษตรจากหมู่บ้านเราอีก พวกเราได้แต่จำใจปลูกอย่างสิ้นหวัง และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว แอปเปิลลูกสีแดงใหญ่ เนื้อกรอบหวาน ก็ได้ออกผลเต็มต้น แต่เนื่องจากการคมนาคมที่ยากลำบาก ทำให้มันไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกไปขายได้ทันเวลา และต้องปล่อยให้แอปเปิลมากมายเน่าคาต้น ท่านนายกเทศมนตรีหลิวท่านคิดว่าพวกเรายังเชื่อคำพูดนายกได้อีกอย่างนั้นหรือ ท่านบอกว่าท่าน้าให้ผมผสานงานกับชาวบ้าน และเตรียมการอพยพ แต่พยากรณ์อากาศระบุไว้ว่าท้องฟ้าแค่มีเมฆมากเท่านั้น จริงอยู่ที่วันนี้มีฝนตกหนักในบางพื้นที่ แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบกับอ่างเก็บน้ำแต่อย่างใด ท่านนายก ต้องอภัยที่ผมพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ ผมไม่สามารถยอมรับคำสั่งจากท่านได้จริงๆ”
หลิวชิงหยู่รู้สึกสับสนเมื่อได้ยินคำพูดของเทียนเหล่าซวน เขาไม่คิดเลยว่าจะมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นในตำบล เมื่อเขาหันไปมองหงซานจินอีกฝ่ายก็พยักหน้าตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ซึ่งหมายความว่าเื่ที่เขากล่าวมาคือความจริง
หลิวชิงหยู่ เงียบไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ผู้ใหญ่บ้าน ผมเข้าใจ ผมจะไม่บังคับคุณ แต่ผมหวังว่าคุณจะให้ผมยืมลำโพงใหญ่ของหมู่บ้าน เพื่อให้ผมได้เตือนชาวบ้านให้เตรียมพร้อมด้วย จะได้หรือไม่”
หลิวชิงหยู่กล่าวขึ้นด้วยความจริงใจ เทียนเล่าซวนเองก็ไม่คิดจะหักหน้าหลิวชิงหยู่ จึงพยักหน้าและพาหลิวชิงหยู่เข้าไปภายในบ้านและเปิดวิทยุเครื่องเล็กให้หลิวชิงหยู่ จากนั้นเขาก็นั่งลงข้างๆ หลิวชิงหยู่และพยักหน้าเป็สัญญาณให้หลิงชิงหยู่พูดได้เลย
หลิวชิงหยู่หยิบไมโครโฟนขึ้นมาพลางครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เริ่มพูดเื่สภาพอากาศตำบลกวนซานที่เขาได้รับทราบมา และยังพูดถึงแรงดันน้ำในอ่างเก็บน้ำกวนซานซึ่ง อาจทำให้เขื่อนของอ่างเก็บน้ำพังและหมู่บ้านอาจจะต้องเผชิญน้ำท่วมใหญ่ หลิวชิงหยู่บอกอีกว่า ตอนนี้รองเลขาธิการพรรคประจำตำบล ฉินรุ่ยเจียได้จัดเตรียมแคมป์ตั้งอยู่ใกล้ๆ สันเขาเทียนหวางซึ่งอยู่ทางตะวันออกของตำบลไว้แล้ว และยังแนะนำให้ชาวบ้านที่้าอพยพพาญาติสนิทมิตรสหายไป พักอาศัยอยู่ที่นั่นเป็การชั่วคราว หลังจากพูดจบหลิวชิงหยู่ก็มองไปยังเทียนเหล่าซวนแล้วกล่าวว่า “คุณเทียน นายกใหม่เช่นผมอาจไม่มีอำนาจบารมีในสายตาของผู้นำและผู้ใหญ่บ้านอย่างพวกคุณ แต่ผมอยากบอกเอาไว้ว่าที่ผมพูดเป็ความจริง และผมก็หวังให้ชาวบ้านไม่ต้องมาประสบกับอันตรายเมื่อภัยพิบัติมาถึง ผมขอตัวไปหมู่บ้านอื่นๆ เพื่อทำการประกาศเตือน หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว ผมจะกลับมาประจำอยู่แถวๆ เขื่อน ผู้ใหญ่เทียน หวังว่าคุณจะเก็บคำพูดของผมกลับไปคิด ผมขอตัวก่อน” หลิวชิงหยู่ กล่าวจบก็ก้าวเท้าเดินออกไปทันที
แม้ว่าฝนจะโปรยลงบนศีรษะและร่างของหลิวชิงหยู่ แต่เขาก็ยังคงมุ่งหน้าไปต่อโดยไม่คิดจะหลบฝน ขณะที่ หงซานจินเดินถือร่มตามหลิวชิงหยู่มาอย่างใกล้ชิดทันที
เมื่อเห็นหลิวชิงหยู่จากไป เทียนเหล่าซวน ก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด “นายกเทศมนตรีคนใหม่ ้าทำเพื่อประชาชนจริงๆ สินะ”
ในขณะที่อยู่ในรถ หลิวชิงหยู่ก็ไม่ได้อารมณ์เสีย แม้เทียนเหล่าซวนจะไม่ได้แสดงท่าทีเป็มิตร แต่หลิวชิงหยู่ก็เข้าใจเป็อย่างดี เพราะจากทัศนคติของเทียนเหล่าซวน แม้ว่าเขาจะหยาบคายกับตนเล็กน้อย แต่ความรับผิดชอบต่อคนในหมู่บ้านรวมไปถึงความอดทนของเขาก็เป็คุณสมบัติที่ผู้นำควรจะมี
หลังจากหงซานจินขึ้นรถ เขาก็กล่าวกับหลิวชิงหยู่ว่า “ท่านนายกหลิวอย่าโกรธผู้ใหญ่บ้านกับผู้นำประจำหมู่บ้านเลย คนเหล่านี้แค้นฝังกระดูก หากไม่มีผลประโยชน์ใดๆ พวกเขาคงไม่ยินดีช่วยเรา แบบนี้เราควรถอดใจ หันหลังกลับดีไหม?”
หลิวชิงหยู่ ส่ายหน้า “เป็เื่ปกติที่เราจะต้องเจอกับอุปสรรคความยากลำบากเมื่อเรา้าจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เราจะไปหมู่บ้านถัดไป ไปหมู่บ้านเมิ่งเอ้อ เราจะทำเหมือนกับที่นี่ อย่างน้อยก็ให้พวกเขารับรู้ว่า มีแคมป์ที่พักชั่วคราวบริเวณสันเขาเทียนหวาง อย่างน้อยๆ หากเกิดวิกฤตขึ้นจริงๆ จะได้ไม่เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ดังนั้นพวกเราต้องแจ้งให้พวกเขาได้เตรียมตัวไว้ก่อน”
หงซานจินรู้สึกหดหู่ใจมาก และความรู้สึกนั้นก็ทำให้เขาอึดอัด เขาทำได้เพียงกัดฟันทน ใครใช้ให้เขาเป็ผู้อำนวยการศูนย์ราชการประจำตำบลละ?
จากนั้นหงซานจินและหลิวซิงหยู่ก็เดินทางไปเรื่อยๆ ทั้งหมด25 หมู่บ้านและแล้วเวลาก็ได้ร่วงเลยมาถึงสี่ทุ่มกว่า พวกเขาไม่ได้กินข้าวกลางวันเสียด้วยซ้ำ ในตอนนี้เสียงของหลิวชิงหยู่ก็เริ่มแหบ หลังจากผ่านหมู่บ้านสุดท้ายหงซานจินก็หันไปมองหลิวชิงหยู่แล้วกล่าวว่า “ท่านนายกเราจะกลับเลยไหม?”
หลิวชิงหยู่ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ผมกลับไม่ได้หรอก ไม่มีหมู่บ้านไหนยินดีสนับสนุนผมเลย เห็นทีผมคงต้องเข้าสู่สนามรบโดยปราศจากเสื้อเกราะ ถ้าหากพวกเขาไม่มา ผมก็จะทำมันด้วยตัวเอง ผมจะเสริมการป้องกันให้เขื่อนด้วยตัวคนเดียว และจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้.”
จากนั้นหลิวชิงหยู่ก็พาหงซานจินเข้าเมือง เพื่อซื้อพลั่ว , จอบเหล็ก, กระสอบ, เสื้อกันฝนและวัสดุอื่น ๆ เสร็จแล้วก็ให้หงซานจินขับรถตรงไปที่อ่างเก็บน้ำกวนซาน
หลังจากมาถึงอ่างเก็บน้ำ หลิวชิงหยู่และหงซานจินก็ตรวจสอบรอบๆ แล้วก็พบจุดนึงของเขื่อนที่ค่อนข้างเปราะบาง จากนั้นเขาก็เริ่มขนกองทรายไปเรียงซ้อน
แต่ฝนก็ยังคงเทลงมาอย่างต่อเนื่อง เสื้อกันฝนเองก็ไม่สามารถต้านฝนที่ตกหนัก ทำให้ร่างของหลิวชิงหยู่และหงซานจินเปียกปอนไปทั้งหมด จนหงซานจินทนไม่ไหว หลิวชิงหยู่จึงให้เขาไปพักผ่อนที่รถ ส่วนตัวเขายังคงลงมือทำงานต่อไป
ในค่ำคืนที่มืดมิด ร่างของหลิวชิงหยู่เปียกชุ่มไปด้วยฝนและเหงื่อที่ไหลรวมกันจนแยกไม่ออก มือและเท้าของเขาเริ่มเหี่ยวซีดเนื่องจากตากฝนเป็เวลานาน แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจทำงานต่อท่ามกลางสายฝน
ประมาณน้ำในเขื่อนเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะนี้ในหมู่บ้านหม่าหลานซึ่งอยู่ใกล้เขื่อนมากที่สุด ผู้ใหญ่บ้านเทียนเหล่าซวนพบว่าฝนตกหนักไม่มีวี่แววว่าจะหยุด จนเขาไม่สามารถนิ่งดูดายได้อีกต่อไป เขาได้พาลูกชายของเขา เทียนเสี่ยวซวนและคนในหมู่บ้านมากมายมุ่งหน้าไปที่เขื่อนด้วยกัน
เทียนเหล่าซวนรู้สถานการณ์ของเขื่อนดี เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่าตรงบริเวณส่วนที่เปราะบางของเขื่อนมีกระสอบทรายและท่อนไม้จำนวนมากกองอยู่
ในเวลานั้นจู่ๆ เทียนเสี่ยวซวนก็ะโขึ้นมาว่า “พ่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นมากแล้ว มันต่ำกว่าจุดอันตรายไม่ถึง 1 เมตร หากระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์ถือว่าอันตรายมาก.”
เทียนเหล่าซวนเห็นสถานการณ์ในตอนนี้ เขาก็เริ่มนึกถึงสิ่งที่หลิวชิงหยู่ พูด ในความคิดของเขาที่หลิวชิงหยู่บอกว่าจะไปประจำการที่เขื่อนคงเป็แค่ลมปาก
แต่ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียฝีเท้าผสมกับเสียงย่ำน้ำโคลน พร้อมกับเสียงหอบหายใจ เขารีบเอาไฟฉายของเทียนเสี่ยวซวนส่องไปยังทิศทางของเสียงนั้น
ภายใต้แสงไฟ หลิวชิงหยู่เดินมาพร้อมกับกระสอบทรายที่พาดอยู่บนไหล่ของเขา
เทียนเหลาซวนและคนอื่นๆ มองไปตามแสงไฟก็ต้องตกตะลึง พวกเขาไม่คิดเลยว่า หลิวชิงหยู่จะรักษาสัญญาที่รับปากเอาไว้ เมื่อเห็นกองดินใต้เขื่อนกับกระสอบทรายที่เสริมกำลังให้เขื่อนหลายสิบกระสอบ ผู้คนก็เต็มไปด้วยความใ
ดวงตาของเทียนเหล่าซวนเบิกกว้าง แสดงให้เห็นถึงความตกตะลึง เขาไม่คิดเลยว่านายกเทศมนตรีคนใหม่คนนี้จะปราศจากความเห็นแก่ตัว และตอนนี้เขากำลังทำสิ่งที่คนระดับเขาไม่ควรจะลดตัวลงมาทำ
แม้ หลิวชิงหยู่ จะเห็นเทียนเหล่าซวน และคนอื่นๆ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาวางกระสอบทรายลงไปอย่างเงียบๆ และหยิบกระสอบเปล่าอีกใบขึ้นมา ก่อนจะเดินไปอีกทางเพื่อตักทรายและหินอีกด้านหนึ่งของเขื่อนใส่ลงไป
ในสถานการณ์ที่ฝนตกหนักเช่นนี้ หลิวชิงหยู่อาจจะลื่นล้มหัวขมำเลยก็ได้ และปริมาณน้ำที่เพิ่มระดับอย่างบ้าคลั่งก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็ตามหลิวชิงหยู่ดูเหมือนจะไม่สนใจสิ่งเหล่านี้เลย และยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อชาวบ้านอย่างเงียบๆ
………………………