ผมรู้สึกช็อกเมื่อโอเทรอสบอกว่านางเงือกที่ทำให้ผมใจสั่นกำลังตั้งท้องลูกของเขา
ว่าแต่เทพเ้าเนี่ยสามารถมีอะไรกับเผ่าพันธ์อื่นได้ด้วยเหรอ แล้วลูกจะออกมาเป็ครึ่งเทพเหมือนอย่างพวกวีรบุรุษในตำนานกรีกหรือเปล่า ผมแอบงงนิดๆ ก็ไหนเห็นบอกว่าเทพเ้าไม่สามารถปรากฏตัวให้สัตว์โลกมองเห็นไม่ใช่เหรอ ในหัวของผมตอนนี้เต็มไปด้วยคำถามระดับเทพเ้า
“ขอแนะนำให้รู้จักอีกครั้ง นี่คือนันจา มาคาซี คอนตัสแห่งเมืองจาลันก้า และเป็คนรักของฉันด้วย” โอเทรอสเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง นางเงือกแสนสวยคนนั้นค่อยๆโค้งให้ผมด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย เธอหุ่นดีจนผมไม่อยากจะเชื่อว่านางกำลังตั้งท้องอยู่
“เรียกแค่มาคาซีก็ได้ค่ะท่านเทพ” นางพูดด้วยภาษาเทพที่ผมสามารถเข้าใจได้ แม้สำเนียงจะฟังดูแปร่งๆไปนิดก็ตาม โอเทรอสบอกว่านี่คือหนึ่งในความสามารถของเหล่าคอนตัส ดวงตาสีรุ้งของเธอคือเนตร์ที่จะสามารถมองเห็นร่างทิพย์ของเหล่าเทพเ้าได้ และเธอยังได้รับพรในการสื่อสารภาษเทพอีกต่างหาก เธอแตกต่างจากพวกร่างทรงเ้าในข่าวตรงที่เธอดูเป็ปกติมากๆเวลาพูดคุยกับพวกเรา ไม่ต้องมีพิธีกรรมใดๆก่อให้เกิดควันธูปโขมงชวนแสบปอด ไม่ต้องทำตัวหลุดโลกน่าขายหน้า ก็แหงล่ะ เธอเป็ของจริง แตกต่างจากพวกลวงโลกพวกนั้นอย่างเห็นได้ชัด
“ผมนึกว่าพวกเราไม่ควรจะข้องเกี่ยวกับ...คนปกติ ผมหมายถึง…ผมเข้าใจว่าเราจะมีกฏห้ามมีสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากเทพเ้าด้วยกัน” ผมไม่รู้ว่าผมเลือกใช้คำที่ถูกต้องหรือเปล่า
“หื้อ บ้าน่า คอนตัสน่ะไม่เหมือนกับชาวโลกทั่วๆไป ส่วนใหญ่จะมีสายเืแห่งเทพเ้าไหลเวียนอยู่ในตัว หรือไม่บางคนก็เป็ร่างจุติของเศษเสี้ยวิญญาเทพเ้าที่พลัดหลงลงสู่โลกมนุษย์ เพราะงั้นจึงเป็ข้อยกเว้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกฏข้อบังคับใดๆเกี่ยวกับเื่การมีสัมพันธ์กับคอนตัสหรอกนะ” โอเทรอสอธิบาย ผมพยักหน้าเป็เชิงเข้าใจ ก่อนจะกวาดตาไปมองชาวสมุทรรอบๆที่คุกเข่าล้อมรอบพวกเรา
“แล้วคนพวกนี้ล่ะครับ เขาเป็คอนตัสด้วยไหม”
“ไม่ล่ะ พวกนี้มองไม่เห็นเรา” โอเทรอสบอก “มาคาซีเป็คนบอกให้พวกเขารู้”
“เอ่อ...ผมชื่อแอคกริโอ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมคงจะดูประหม่าสุดๆในการแนะนำตัวต่อหน้าสาวสวย และเมื่อผมยื่นมือออกไป มาคาซีกับโอเทรอสก็จ้องมาที่ผมด้วยสีหน้าสงสัยสุดขีด
“...นี่คือ?”
“อ๋อ!” โอเทรอสปรบมือ “้ถ้าเดาไม่ผิด นี่คือวิธีแนะนำตัวอะไรซักอย่างของนายตอนที่เ้ายังเป็มนุษย์สินะ”
ผมชะงัก เทพเ้าเขาไม่มีธรรมเนียมจับมือกันหรอกเหรอ
“ล..แล้วข้าควรจะทำยังไงต่องั้นเหรอคะ” มาคาซีเอียงคอสงสัย หน้าผมเริ่มแดงด้วยความเขินและความอับอาย
“ช่างมันเถอะครับ” ผมพูดอ้อมแอ้ม พลางเผลอเกาคาง
“แค่นี้เองเหรอ” โอเทรอสขมวดคิ้ว เหมือนพยายามจะทำความเข้าใจตัวผม “เป็ท่าทางการแนะนำตัวที่ประหลาดดีนะ แค่ยื่นมือออกมาเนี่ย แต่ฉันจะจำไว้ เผื่อได้แนะนำตัวให้รุ่นน้องที่มาจากดินแดนเดียวกับนายได้รู้จัก”
โอ้ย เลิกขยี้ได้แล้วครับ! ผมอายจะแย่อยู่แล้ว
“ข้าขออนุญาตถามได้ไหม” มาคาซีช้อนสายตาอ้อนวอน นั่นทำให้ใจผมเต้นแรง ผมพยายามบอกกับตัวเองว่านางมีสามีแล้ว หรือถึงจะไม่เป็อย่างนั้นนางก็คงไม่สนใจเทพเ้าจืดจางอย่างผมอยู่ดี
“ถามมาได้เลยครับ”
“ท่านเป็เทพเ้าแห่งอะไรงั้นเหรอ” มาคาซีถามได้จี้ใจดำผมดีจริงๆ
“เทพแห่ง...วัชพืช” ผมพูดอ้อมแอ้มไร้ความมั่นใจ “...ครับ”
เห็นได้ชัดว่ามาคาซีชะงักไปซักพัก “วัชพืชนี่ อย่างพวก...ผักยันไซธ์เหรอ”
ผมไม่รู้ว่าอะไรคือผักยันไซธ์ แล้วก่อนที่จะได้ต่อความยาวสาวความยืดเื่ความน่าอดสูของผม โอเทรอสก็เข้ามาแทรกระหว่างเราเอาไว้
“มาเข้าสู่บทเรียนสุดท้ายของวันนี้กันดีกว่า”
“บทเรียนสุดท้ายแล้วเหรอครับ” ผมรู้สึกว่าเรายังแทบไม่ได้เรียนอะไรเลยด้วยซ้ำ อารมณ์เหมือนมาเดินเตะฝุ่นกินลมชมวิวกันมากกว่า
“มาคาซี” โอเทรอสให้สัญญาณบางอย่างกับภรรยาชาวสมุทรของเขา เงือกสาวแสนสวยโค้งให้โอเทรอสก่อนจะส่งเสียงบอกกับชาวสมุทรคนอื่นเพื่อออกคำสั่งบางอย่าง จากนั้นพวกเขาก็ลำเลียงเอาหินมีค่าจำนวนมากมากองไว้ ตรงกลางคือกระถางเงินที่มีหินสีเขียวขนาดใหญ่สี่ห้าก้อนวางอยู่ข้างใน มาคาซีโบกมือเอ่ยคำร่ายบางอย่างราวกับกำลังดำเนินพิธีกรรม พริบตานั้นเองที่ร่างของเธอเรืองแสงสีฟ้า แสงนั่นพุ่งเข้าสู่กระถางและจุดไฟสีเขียวให้ลุกไหม้บนหินสีเขียวเ่าั้
ผมมองภาพแปลกตาตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น เชื่อว่านี่คงจะเป็ธรรมดาของทุกๆคนที่เป็แฟนหนังแฟนตาซี การได้เห็นเื่ราวเหนือธรรมชาติตรงหน้าเป็สิ่งที่น่าประทับใจ
“นี่คือพิธีมอบของบรรณาการแด่เทพเ้า” โอเทรอสผายมือไปทางกองไฟ “อย่างที่นายรู้ บน์พาราห์เดีย สวัสดิการต่างๆของเหล่าเทพจะขึ้นอยู่กับเครดิต์ในการแลกเปลี่ยนกับบริการต่างๆ นายรู้ไหมว่าแล้วเราจะไปหาเครดิต์ได้จากที่ไหน” เขาถาม
“ได้เป็รายเดือนหรือเปล่าครับ” ผมนึกถึงสามัญสำนึกพื้นฐานของการทำงาน แล้วผมมานึกขึ้นได้ว่ามันฟังดูงี่เง่ามาก
โอเทรอสส่ายหน้า “ใน่แรกของการเป็เทพเ้า เครดิต์จะหาได้จากเครื่องบรรณาการโดยสาวกที่ศรัทธาเท่านั้น” ในขณะที่โอเทรอสพูด ชาวสมุทรก็เริ่มเอาหินมีค่าเ่าั้โยนใส่กองไฟศักดิ์สิทธิ์ที่มาคาซีจุดขึ้น
“แด่ท่านโอเทรอส” สิ้นเสียงของมาคาซี หินเ่าั้ก็สลายกลายเป็ละอองแสงพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า นั่นไม่ใช่การเผาไหม้ที่อิงกับวิทยาศาสตร์สาขาใดๆที่ผมเคยเรียนมาอย่างแน่นอน
“หินพวกนั้นจะไปไหนต่อเหรอครับ” ผมถามเทพรุ่นพี่ของผม
“ไปยังแผนกประเมิณมูลค่าของพาราห๋เดียน่ะ” โอเทรอสบอก ทำสีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าผมอยากได้คำอธิบายเพิ่มเติม “แผนกประเมิณมูลจะทำหน้าที่ในการรับเอาของบรรณาการไปทำการตีราคา ยิ่งของชิ้นนั้นมีคุณค่าต่อผู้เป็เ้าของมากเท่าไหร่ เครดิต์ที่เทพเ้าผู้รับการบรวงสรวงได้รับก็จะมากตามไปเท่านั้น”
ฟังดูเหมือนค่าคอมมิชชั่นในงานตัวแทนจำหน่ายสินค้าเลย
ผมเฝ้าดูจนพิธีกรรมจบลง โอเทรอสพยักหน้าอย่างพอใจ “อย่างต่ำๆก็น่าจะมีร้อยเครดิต์ขึ้นแหละมั้ง” เขาพึมพำก่อนจะหันมาตีเนียนหัวเราะพลางตบไหล่ผม ซ่อนความโลภบางอย่างเอาไว้ได้อย่างมิดชิด
“ยินดีด้วยน้องชาย การเรียนงานวันแรกจบลงแล้ว เป็ไง นายคงจดโน๊ตความรู้ดีๆได้เยอะแยะเลยสินะ”
“ไม่ครับ...ผมไม่มีกระดาษจด” ผมตอบออกไปซื่อๆพลางเอามือเกาคาง อันที่จริงผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปหากระดาษได้จากที่ไหน เทพเ้าหุ่นล่ำชะงัก ก่อนเขาจะแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อนอีกครั้ง
“แหม จริงๆการจดจำด้วยหัวของตัวเองก็เป็การฝึกสมองชั้นดีเลยล่ะนะ เทพเ้าที่ละเลยการฝึกอะไรเล็กๆน้อยๆพวกนี้พอผ่านไปซักหมื่นปีก็กลายเป็พวกตาลุงขี้หลงขี้ลืมกันหมดนั่นแหละ”
ผมหัวเราะแห้งๆ เทพองค์นี้ควรจะมีตำแหน่งที่สามเป็เทพแห่งการหัวเราะกลบเกลื่อนความหน้าแตกจริงๆ
จากนั้นพวกเราก็กลับขึ้นมาสู่พาราห์เดีย วันแรกของการเป็เทพเ้าจบลงด้วยที่มีเื่ให้ผมหนักใจเต็มไปหมด ทั้งความกังวล และความเครียดทำให้ผมไม่รู้สึกสบายใจเท่าไหร่นักแม้จะนอนบนเตียงที่นุ่มแบบพอเหมาะและมีกลิ่นหญ้าหอมๆลอยอบอวลอยู่รอบห้อง ผมรู้ดี ความรู้สึกเหล่านี้เกิดกับทุกๆคนที่เพิ่งจะเริ่มต้นงานใหม่ซักงาน ผมได้แต่หวังว่าอะไรๆมันจะลงตัวในเร็ววันนี้ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหลับไป
แล้วผมก็ฝัน ผมเชื่อว่านี่คือความรู้ใหม่ของพวกคุณหลายๆคน เทพเ้าฝันได้ แถมฝันได้คมชัดระดับเทพเ้าเลยด้วย
ผมฝันว่าผมถูกขังอยู่ในถ้ำแคบๆ มีอะไรซักอย่างตอกแขนผมตรึงเข้ากับผนัก ผมรู้สึกหิวโหย เ็ป อ่อนแรง และป่วยไข้ แต่นั่นก็ไม่เท่ากับความรู้สึกโหวงเหวงในอก เป็ความรู้สึกแย่ๆที่ทำให้ตัวตนของผมดูไร้ค่าจนผมไม่ได้รู้สึกแยแสกับควมทรมานใดๆที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ดวงตาของผมพร่ามัวและกระพริบๆเป็จังหวะ
“อดทนอีกนิด…สหายข้า...”
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้นในหัวของผม มันฟังดูเหมือนพวกเสียงจิตของลาสบอสในหนังแอคชั่นแฟนตาซีหลายๆเื่ที่ผมดูมา แต่ฟังดูกดดันมากกว่า ชั่วร้ายมากกว่า และมีอำนาจมากกว่าเสียงพากย์เ่าั้ แล้วกับในทุกๆคำพูดกำลังตอกอีโก้ของผมให้ดำดิ่งจนติดลบ
“เหล่าเทพ...จะต้องชดใช้...”
โปรดติดตามตอนต่อไป