บรรยากาศในห้องรับแขกที่เคยอึดอัดพลันเปลี่ยนเป็นเงียบงัน เมื่อร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มของ มู่เฉิง ก้าวออกมาจากหลังม่านหลุยส์ผืนหนา กลิ่นน้ำหอมไม้จันทน์จางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาทำให้ซูหว่านสะดุ้งตัวโยน เธอไม่รู้เลยว่าเขาแอบฟังอยู่นานแค่ไหน
มู่เฉิงกวาดสายตาคมกริบมองไปยังประตูที่สองแม่ลูกตระกูลหลินเพิ่งวิ่งหนีออกไป แววตาของเขาเย็นเยียบจนน่ากลัว แต่เมื่อหันกลับมาสบตากับซูหว่านและเสี่ยวเป่า เขาก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงตามฉบับประธานจอมเผด็จการทันที
"หว่านเอ๋อร์. คุณปล่อยให้คนชั้นต่ำพวกนั้นเข้ามาทำเสียงดังในบ้านผมได้ยังไง?" เขาเอ่ยเสียงเรียบพลางเดินเข้าไปใกล้ แต่แทนที่จะตำหนิ เขากลับเอื้อมมือไปลูบหัวเสี่ยวเป่าเบาๆ "แล้วเธอก็เหมือนกันยัยตัวแสบ ใช้พลังส่งเดชแบบนั้น ถ้าหน้ามืดล้มลงไปใครจะอุ้ม"
"เสี่ยวเป่าแข็งแรงจ้ะพ่อจ๋า!" หนูน้อยตอบพร้อมยืดอก
มู่เฉิงแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันมาสั่งการซูหว่านด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "พรุ่งนี้เคลียร์ตารางงานทั้งหมดของคุณซะ ผมจะพาพวกคุณออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก อยู่แต่ในคฤหาสน์นี่ดวงจิตคงจะมัวหมองไปหมดแล้ว"
ซูหว่านอึ้งไปครู่หนึ่ง "แต่... งานที่บริษัทล่ะคะคุณมู่?"
"ผมเป็นประธาน ผมสั่งหยุดคือหยุด" เขาตัดบทพลางหมุนตัวเดินจากไป แต่ไม่วายทิ้งท้ายไว้ "เตรียมชุดที่เคลื่อนไหวสะดวกๆ ล่ะ เราจะไป 'สวนสนุก' กัน"
“สวนสนุก เป็นยังไงหรือจ๊ะแม่จ๋า เสี่ยวเป่าไม่เคยไปเลย” หนูน้อยหันไปถามแม่ด้วยน้ำเสียงของความอยากรู้และไร้เดียงสา
“สวนสนุกก็คือที่ที่มีของเล่นเยอะยะมากเลยจ๊ะลูก ”
“ว้าวว พ่อมู่ใจดีจัง”
เช้าวันใหม่: ความตื่นเต้นของนางฟ้าตัวน้อย
เช้าวันต่อมา รถยนต์คันหรูแล่นเข้าสู่ลานจอดรถของสวนสนุกชื่อดัง เสี่ยวเป่าเกาะกระจกรถแน่น ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับเมื่อเห็นชิงช้าสวรรค์ยักษ์และปราสาทสีหวานที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ
ตอนที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลหลิน เสี่ยวเป่ามักจะเห็นหลินอวี่ได้แต่งตัวสวยๆ ออกไปเที่ยวห้างหรือสวนสนุกเสมอ ในขณะที่เธอต้องนั่งมองอยู่หลังลูกกรงรั้วเก่าๆ กับแม่จ๋า ความฝันที่จะได้สัมผัสสายรุ้งและลูกโป่งดูเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม... จนกระทั่งวันนี้
"แม่จ๋า! ดูนั่นสิ มีมังกรพ่นน้ำด้วย!" เสี่ยวเป่าร้องเสียงหลงด้วยความตื่นเต้น
ซูหว่านมองลูกสาวแล้วน้ำตาคลอเบ้า เธอหันไปมองมู่เฉิงที่เดินอยู่ข้างๆ วันนี้เขาไม่ได้ใส่สูท แต่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนและกางเกงสแล็กดูผ่อนคลาย แม้ใบหน้าจะยังคง "เก็ก" นิ่งเฉยและใส่แว่นกันแดดสีดำเพื่อปกปิดแววตาที่คอยมองสำรวจความปลอดภัยรอบตัว แต่เขาก็ยอมเดินถือ "สายไหมสีชมพู" ที่เสี่ยวเป่ากินเหลือไว้อย่างไม่ถือตัว
ช่วงเวลาที่ความคลุมเครือเริ่มจางหาย
"คุณมู่คะ... ขอบคุณนะคะที่พาเรามา" ซูหว่านเอ่ยเบาๆ ขณะที่พวกเขานั่งพักดูเสี่ยวเป่าไปเล่นม้าหมุนรอบที่สาม
มู่เฉิงจิบกาแฟดำในมือพลางมองไปที่เสี่ยวเป่า "ผมไม่ได้พามาเพราะอยากมาหรอกนะ ผมแค่ไม่อยากให้คนในบ้านทำหน้าอมทุกข์จนเสียบรรยากาศในการทำงาน... อีกอย่าง เด็กที่ฉลาดแบบเสี่ยวเป่า ควรได้เห็นโลกกว้างบ้าง ไม่ใช่เห็นแต่ใบหน้าบูดบึ้งของญาติใจร้ายพวกนั้น"
ซูหว่านยิ้มกว้าง "ปากแข็งจริงๆ นะคะคุณประธาน"
มู่เฉิงชะงักไปเล็กน้อย เขาเหลือบมองรอยยิ้มของซูหว่านที่ดูสดใสกว่าทุกวัน หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด เขาแสร้งทำเป็นมองไปทางอื่น "ผมพูดความจริงต่างหาก... แล้วนี่ มือคุณยังเจ็บอยู่ไหม? เห็นเมื่อวานเกร็งจนสั่น"
เขาเอื้อมมือไปคว้ามือของซูหว่านขึ้นมาดูดื้อๆ สัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้ซูหว่านลืมที่จะชักมือกลับ ความสัมพันธ์ระหว่างท่านประธานจอมเผด็จการกับเลขาสาวในขณะนี้ แม้จะยังไม่มีคำบอกรักหลุดออกมา แต่มือที่เกี่ยวกระหวัดกันไว้เบาๆ ท่ามกลางเสียงดนตรีในสวนสนุกกลับสื่อความหมายได้ลึกซึ้งกว่าคำพูดใดๆ
ความสุขที่แฝงด้วยความกังวล
เสี่ยวเป่าวิ่งกลับมาหาพร้อมลูกโป่งพวงใหญ่ "พ่อจ๋า แม่จ๋า! ไปเล่นรถไฟเหาะกันเถอะ!"
มู่เฉิงลุกขึ้นยืนพลางอุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นพาดบ่า "ไปสิ... พ่อจะดูว่ายัยตัวแสบจะกล้าหลับตาไหม"
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังหัวเราะและมีความสุขอยู่ในโลกแห่งความฝัน มู่เฉิงกลับไม่ได้สังเกตเลยว่า ในฝูงชนที่เดินขวักไขว่อยู่นั้น มีชายคนหนึ่งสวมหมวกแก๊ปสีดำปิดบังใบหน้า คอยแอบถ่ายรูปพวกเขาอยู่ตลอดเวลา และที่ข้อมือของชายคนนั้น... มีสายสิญจน์สีดำทมิฬพันไว้หลายรอบ
‘มีความสุขกันให้พอนะ... เพราะอีกไม่กี่วันทุกอย่างที่พวกแกเห็น จะกลายเป็นนรกบนดิน’ เสียงพึมพำจากมุมมืดดังขึ้น ก่อนที่เงานั้นจะหายไปกับฝูงชนทิ้งไว้เพียงกลิ่นธูปจางๆ ที่ทำให้เสี่ยวเป่าชะงักฝีเท้าและหันกลับไปมองด้วยความระแวง