บัณฑิตหลงยุคกับจอมยุทธบ้าพลัง

    บทที่ 15

    “เขาคงอยู่ได้อีกไม่เกินสามวัน ข้าทำเต็มที่แล้วก็ได้เท่านี้แหละ ขอตัวก่อนนะ” หมอชราผมสีเทากล่าวออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา จากนั้นจึงเดินออกจากสำนักหยุนหลงไปพร้อมกับเด็กหนุ่มที่หอบหิ้วกล่องยาใบใหญ่ตามอยู่ด้านหลังแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้าที่หน้าประตูนั้น ทำให้เห็นใบหน้าของบ่าวรับใช้ผิวคล้ำได้อย่างชัดเจน ตอนนี้แววตาของหลี่ซื่อว่างเปล่าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เขารู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมากหลังจากรับรู้ว่าเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันกำลังจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ...อีกครั้ง ชายหนุ่มปิดประตูลงกลอนเรียบร้อยจากนั้นก็เดินไปด้านหลังบ้าน จิตใจตอนนี้มีแต่ความสับสน เมื่อก่อนหน้านี้ทั้งสองยังคุยกันเรื่องปราบโจรจากหนังสือลึกลับอยู่เลย รวมถึงการค้นพบอาวุธของจอมยุทธตามที่ตำรานั้นบอกไว้อีกด้วย แต่สายฟ้านั่นจู่ๆก็ฟาดผ่าลงมาที่เพื่อนของเขา หลี่ซื่อเปิดประตูห้องเข้าไปแล้วไปนั่งข้างๆจางซานที่นอนสลบอยู่บนเตียง ตอนนี้บัณฑิตหนุ่มไม่ได้สวมเสื้อผ้าเลยสักชิ้นมีเพียงผ้าห่มผืนบางที่ห่มคลุมร่างกายอยู่เท่านั้น เพราะชุดเดิมก็ไหม้ไปจนสภาพย่ำแย่ไม่มีชิ้นดี แถมทั้งตัวของจางซานก็มีแต่รอยแผลฟ้าผ่าทั่วทั้งตัว“หึ! ข้าบอกแล้วปากเจ้ามันไม่ดีก่นด่าฟ้าดินไปเรื่อย สุดท้ายแม้เข้ามาในบ้านแล้วก็ยังถูกฟ้าผ่าอยู่ดี ดูหน้าเจ้าสิ! ตอนนี้ดำกว่าหน้าของข้าแล้วละมั้ง อุตส่าห์ฟื้นจากความตายมาได้ครั้งหนึ่งแล้ว เจ้ายังจะมาตายง่ายๆแบบนี้อีกหรือไง!” หลี่ซื่อบ่นใส่คนป่วยพร้อมกับมองหน้าจางซานอย่างอาลัย พร้อมกับที่น้ำตาลูกผู้ชายไหลซึมออกมาเป็นสาย ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าการที่เพื่อนของเขาถือกระบี่หยกขาวต่างหากที่ทำให้ฟ้าผ่าลงมาใส่ร่าง ซึ่งแน่นอนว่าหลี่ซื่อไม่มีทางเข้าใจได้แน่นอน เพราะตัวเขาเองที่เคยหยิบขึ้นมาดูก่อนหน้านั้น กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย เพราะทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับจางซานนั้นก็เป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่าลิขิตสวรรค์ เป็นสิ่งที่พระเอกนิยายกำลังภายในจะต้องได้รับ ซึ่งมันจะมาในหลายๆรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดมาพร้อมพลังที่ยิ่งใหญ่ในร่างกาย ตกหน้าผาแล้วค้นพบถ้ำสมบัติ ช่วยคนแก่บาดเจ็บแล้วได้รับคัมภีร์วรยุทธ์ หรือแม้กระทั่งโดนฟ้าผ่า จางซางลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิดรอบกาย เขายังสับสนกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ชายหนุ่มพยายามย้อนนึกพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จนจำได้ว่าตัวเองเหมือนจะถูกฟ้าผ่า และก็ทำให้จดจำความรู้สึกร้อนแสบไหม้ไปทั้งตัวได้ด้วยเช่นกัน“บัดซบ!” ชายหนุ่มสบถขึ้นเมื่อจำได้ถึงความเจ็บปวดนั้น แล้วเขาก็รีบสำรวจตัวเองทันทีว่าร่างกายบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ แต่ตัวของเขากลับไม่มีบาดแผล และไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าปกปิดกาย เพียงเท่านั้นจางซานก็ตกใจขึ้นอีกครั้งเขาหันมองไปรอบตัวก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในสำนักแล้ว เขาอยู่ท่ามกลางความมืดมิด แต่ก็ไม่ได้มืดสนิท ที่แห่งนี้มีจุดแสงเล็กๆมากมายนับไม่ถ้วน ในความรู้สึกของจางซานนั้นภาพตรงหน้าของเขาเหมือนกับห้วงอวกาศที่มีดวงดาวนับหมื่นล้านดวง มีทั้งกาแล็กซี มีทางช้างเผือก มีหลุมดำ มันคือจักรวาลอันยิ่งใหญ่ ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังมึนงงอยู่นี้ เสียงลึกลับโบราณก็ดังก้องกังวานมาอย่างไร้ทิศทาง“จางซาน ไม่สิ...ลู่จิ้นเหอในที่สุดเราก็ได้พบกันอีกครั้ง” เสียงที่ไม่คุ้นเคยนี้ไม่ได้ทำให้จางซานรู้สึกกลัวแม้แต่น้อย แต่มันกลับทำให้จิตใจของเขาสงบลง และมีสติ“ท่านเป็นใคร? แล้วข้าอยู่ที่ไหน? รู้จักข้าได้ยังไง?” ชายหนุ่มกล่าวถามทีเดียวอย่างยืดยาว“ในครั้งที่แล้วข้าไม่ได้แนะนำตัวกับเจ้าสินะ ถ้าเช่นนั้นครั้งนี้ก็ถือว่าเราได้พบกันอย่างเป็นทางการ” หลังจากเสียงก้องกังวานนั้นกล่าวจบ ตรงหน้าของจางซานก็ปรากฏชายชราในชุดบัณฑิตสีขาวขึ้น มวยผมบนศีรษะของเขาปักปิ่นหยกหัวมังกรเอาไว้ ส่วนในมือทั้งสองก็ถือแส้ขนจามรีสีขาวสะอาดเอาไว้“เฮ้ย! ท่านโผล่มาจากไหนเนี่ย?” คราวนี้ชายหนุ่มตกใจที่จู่ๆก็มีคนโผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า“นี่เป็นเพียงจิตวิญญาณบางส่วนที่ข้าแยกออกมาเพื่อสื่อสารกับเจ้าเท่านั้น จะไปโผล่ที่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก ส่วนที่นี่ก็คือภายในจักรวาลตันเถียนในร่างของเจ้า วิญญาณของเจ้าถึงปรากฏออกมาได้แบบไม่มีเสื้อผ้าเช่นนี้ยังไงล่ะ” ผู้อาวุโสตรงหน้าอธิบายอย่างช้าๆ ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“เอ๋! ภายในตันเถียน? แล้ววิญญาณท่าน วิญญาณข้า มันเกิดอะไรขึ้น เพราะฟ้าผ่าอย่างนั้นรึ?” จางซานที่พยายามทำความเข้าใจก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี แล้วตัวเขาก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ในตอนนี้ ชายชราถึงกับส่ายหน้ากับความซื่อบื้อของจางซาน แต่เขาก็ยิ้ม และค่อยๆอธิบายออกมาอย่างละเอียด“เอาล่ะตั้งใจฟังให้ดี ข้าเป็นคนพาวิญญาณของเจ้าลู่จิ้นเหอข้ามกาลเวลามาสู่ร่างของจางซานที่ตายไปแล้ว ส่วนในวันนี้ที่ข้ามาก็เพื่อมอบเคล็ดวิชา และพลังที่ถูกผนึกไว้ในกระบี่หยกขาวให้กับเจ้า สายฟ้าที่ฟาดเจ้าเมื่อก่อนหน้านี้ก็เป็นฝีมือข้าเองแหละ ฮ่าๆๆ” กล่าวจบเหมือนจะดี แต่สุดท้ายชายชราก็หัวเราะเสียงดังเหมือนกับว่าเขาจะสะใจกับการกระทำของตัวเองอยู่เหมือนกัน“เฮ้ย! ท่านนี่ท่านจงใจแกล้งข้ารึ? ข้าไม่เคยไปทำอะไรให้ท่านเลยนะ ตั้งแต่พาวิญญาณข้าย้อนอดีตมาแล้วท่านก็ไม่บอกอะไรสักอย่าง อย่างนี้ข้าก็ไปไม่ถูกเหมือนกันนะ” จางซานโมโหขึ้นมาทันทีหลังจากได้ยินเสียงหัวเราะสะใจนั้น“ฮ่ะๆๆ เอาเถอะๆ ยังไงเรื่องที่เกิดกับเจ้ามันก็สมเหตุสมผลแล้ว แต่ข้าขอพักเรื่องนี้ไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าเจ้าจะต้องต่อสู้กับกองโจรไฮ่หลาง เวลาเหลือไม่มากข้าจะเปิดผนึกวิชา และมอบพลังให้เจ้าเพื่อใช้ฝึกฝนก่อนก็แล้วกัน”กล่าวจบชายชราก็ชูดัชนีชี้ไปที่จางซาน“เดี๋ยวๆๆ ทำไมข้าต้องไปสู้ด้วยล่ะ ข้าไม่ได้มีความสามารถเลยสักนิด ถึงข้าได้เรียนวิชาก็ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้ข้าจะเก่งเลยนะ” ชายหนุ่มรีบแย้งขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นแสงที่ปลายนิ้วของผู้อาวุโสสว่างขึ้นมา บัณฑิตชราขยับมือทั้งสองข้างไปมาเหมือนกำลังเขียนอักขระบางอย่างกลางอากาศ พร้อมกับกล่าวกับวิญญาณชายหนุ่มตรงหน้า“ถ้าเจ้าไม่สู้เหล่าจอมยุทธ ทหาร และชาวบ้านจะต้องตายอีกมากนัก รวมทั้งหลี่ซื่อก็ไม่อาจรอด เจ้าเป็นผู้ได้รับลิขิตฟ้าเป็นผู้เดียวในเมืองหยุนไห่ที่จะมีระดับพลังสูงพอต่อสู้กับผู้ฝึกวิชามารได้ ไม่เพียงชะตาของตัวเจ้าเอง แต่ชะตาของโลกใบนี้อยู่ในมือของเจ้าแล้ว” เสียงผู้อาวุโสเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที“ข้า...ข้าทำตัวไม่ถูก ข้าไม่เข้าใจเลย ทำไมจึงเป็นข้าที่ต้องรับหน้าที่นี้?” จางซานเริ่มตระหนักได้ในเรื่องราวสำคัญตรงหน้า แต่เขาที่ไม่เคยจริงจังกับชีวิตเลยสักครั้งกลับได้รับหน้าที่อันใหญ่หลวงนี้“มันคือดวงชะตาของเจ้า อย่ากลัวไปเด็กน้อย ยังมีเวลามากมายที่เราจะได้คุยกัน แต่ตอนนี้สำคัญที่สุดคือเจ้าจะต้องฝึกวรยุทธ์ และเพิ่มพลังลมปราณในร่าง เจ้าได้รับโอกาสมีชีวิตใหม่แล้ว อย่าทำให้มันเสียเปล่าอีก ถ้าไม่ใช่เพื่อคนอื่น อย่างน้อยก็เพื่อตัวของเจ้าเอง ข้าเทพแห่งกาลเวลา ขออวยพรให้เจ้าจางซาน” นามจางซานคือหนทางในอนาคตของชายหนุ่มเทพชราจึงเรียกเช่นนี้ ต่อด้วยการยิงลำแสงสีทองจากปลายนิ้วเข้าสู่กลางหน้าผากของชายหนุ่ม ภาพ และตัวหนังสือต่างๆไหลเข้ามาในสมองของจางซานคัมภีร์หัตถ์เทวะเปิดสวรรค์ แบ่งเป็น 3 ภาคภาคหัตถ์เทวะภาคลมปราณเปิดสวรรค์ภาคท่าร่างท่องสามภพ คัมภีร์เพลงกระบี่วิหคสวรรค์ แบ่งเป็น 10 กระบวนท่า คัมภีร์วิชาเร้นสวรรค์ แบ่งเป็น 3 ภาคภาคเร้นกายภาคเร้นปราณภาคเร้นวิญญาณ คัมภีร์ดวงจิตเทวะ ข้อมูลวิชามากมายเข้าสู่ความทรงจำของจางซานอย่างไม่ค่อยทรมานนัก ด้วยมีเทพแห่งกาลเวลาคอยช่วยเหลือ รวมทั้งพื้นฐานของจางซาน และลู่จิ้นเหอต่างก็อ่านหนังสือมาเยอะ สมองของเขาจึงสามารถซึมซับข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกอย่างก็คือ เทพแห่งการเวลายังชี้แนะความสำคัญของแต่ละวิชา เพื่อให้ชายหนุ่มเรียบเรียงฝึกฝนก่อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งวิชาแรกที่เขาได้เรียนรู้นั่นก็คือ ลมปราณเปิดสวรรค์