ใต้หล้าไม่มีกำแพงใดที่ไม่มีรูถึงแม้หรงหยวนจงจะกำชับคนภายในตำหนักของหรงกุ้ยเฟยไม่ให้แพร่งพรายเรื่องเหลวไหลทว่าเรื่องที่หรงกุ้ยเฟยคลุ้มคลั่งนี้ก็ยังถูกลอบเผยแพร่ออกไป
ในขณะที่เซวียนหยวนช่างได้ยินเรื่องนี้เขากำลังหารือเรื่องการปกครองแว่นแคว้นกับนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งเขากำลังดื่มด่ำกับสายตาและคำชมเชยไม่ขาดสายของผู้คนที่มีต่อเขา หัวใจพองโตคับฟ้าหลงอยู่ในห้วงอารมณ์ที่เข้าใจว่าตนเองเก่งกาจที่สุดในใต้หล้า
ข่าวการคลุ้มคลั่งของหรงกุ้ยเฟยประหนึ่งน้ำเย็นที่สาดกระทบใบหน้าของเขาทำให้อารมณ์ที่กำลังฮึกเหิมของเขาดับมอดลงไม่น้อย
หัวคิ้วของเซวียนหยวนช่างขมวดมุ่นเขากดเสียงต่ำเอ่ยถามขันทีตัวน้อยที่เข้ามารายงาน “พระมารดาประชวรหรือ เหตุใดจึงได้เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมากะทันหัน”
“เรื่องรายละเอียดกระหม่อมไม่ค่อยชัดเจนนักพ่ะย่ะค่ะเกรงว่าองค์ชายคงต้องเสด็จไปด้วยพระองค์เองสักครา”
ขันทีตัวน้อยที่เข้ามากราบทูลโค้งตัวลงกล่าวอย่างระมัดระวัง
พระอารมณ์ของเซวียนหยวนช่างไม่ค่อยดีนักเขาจึงกราบทูลอย่างระมัดระวังเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงคราวเคราะห์ ไม่ให้สะกิดเข้ากับต่อมระเบิดของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ
ไม่ผิดจากที่คาดสีหน้าของเซวียนหยวนช่างมืดคล้ำลงโดยพลันเขายกเท้าถีบขันทีตัวน้อยออกไปทันทีก่อนตวาดกร้าว “ใช้งานเจ้าไปจะมีประโยชน์อันใด!ราวกับเศษสวะชิ้นหนึ่ง!”
ขันทีตัวน้อยที่ถูกเขาเตะลอยละลิ่วกระอักเลือดสดออกมาคำโตอากาศที่หายใจเข้าไปน้อยกว่าอากาศที่หายใจออก
เซวียนหยวนช่างสะบัดชายแขนเสื้อด้วยอารมณ์คุกรุ่นทิ้งพวกนักปราชญ์ที่กำลังตัวสั่นงันงกไว้เบื้องหลัง เขาก้าวอาด ๆ ไปยังตำหนักซึ่งพระมารดาประทับอยู่
“แท้จริงแล้วเกิดเรื่องใดขึ้นกับพระมารดา” เซวียนหยวนช่างก้าวผ่านคนกลุ่มใหญ่ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นบรรยากาศเงียบสงัดประหนึ่งจักจั่นในช่วงเหมันต์ใบหน้ามืดคล้ำก้าวไปข้างที่ประทับของหรงกุ้ยเฟย
หรงกุ้ยเฟยเกิดอาการคลุ้มคลั่งอย่างรุนแรงสุดท้ายเพราะอับจนหนทางพวกเขาจึงทำได้เพียงทำให้หรงกุ้ยเฟยสลบไปก่อนจะช่วยกันหามนางมาที่เตียง
ผมบนศีรษะของหรงกุ้ยเฟยหลุดลุ่ยอาภรณ์ถูกดึงทึ้งไม่เป็นระเบียบจากการดิ้นรน เล็บมือหลายนิ้วยังถูกตนเองทำหักสภาพดูอเนจอนาถยิ่งยวด
เซวียนหยวนช่างไม่เคยเห็นพระมารดาสูญเสียอาการเช่นนี้มาก่อนโทสะในอกจึงพลุ่งพล่านในบัดดล
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?!”
ประโยคนี้ของเซวียนหยวนช่างแทบจะคำรามออกมา
“ญาติผู้พี่ เป็นเพราะเสิ่นจื่อโยว เสิ่นจื่อโยวที่ทำให้ท่านอามีสภาพเช่นนี้ฮือ ๆๆ...”
เซวียนหยวนช่างจึงเพิ่งพบว่าญาติผู้น้องหรงเมิ่งหลันก็อยู่ในที่แห่งนี้ด้วยนางกำลังฟุบตัวร่ำไห้อยู่ข้างที่ประทับของพระมารดา
“เจ้าบอกเล่าให้ข้าฟังสิว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร”
น้ำเสียงของเซวียนหยวนช่างย่ำแย่เป็นอย่างยิ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะหรงเมิ่งหลันแต่เป็นเพราะนาม ‘เสิ่นจื่อโยว’ สามอักษรนี้
เป็นเสิ่นจื่อโยวอีกแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นดุจวิญญาณร้ายที่ตามหลอกหลอนไม่สิ้นสุด!
เส้นเลือดตรงขมับของเซวียนหยวนช่างเต้นตุบๆ งานเลี้ยงที่เสด็จพ่อทรงจัดขึ้นในคืนวันนั้นความอับอายที่เสิ่นจื่อโยวนำพามาสู่เขาเขายังคงจำได้ถึงบัดนี้!
คาดไม่ถึงว่าเขายังไม่ได้ไปตามหาสตรีผู้นั้นเพื่อสะสางบัญชีนางก็วิ่งมาที่ตำหนักของพระมารดาเพื่อรนหาที่ตาย?!
ประกายสว่างวาบปรากฏขึ้นในดวงตาของหรงเมิ่งหลันนางนำเรื่องที่เสิ่นจื่อโยวได้กระทำในสองวันนี้เล่าให้เซวียนหยวนช่างฟังพร้อมสาดน้ำมันลงไปด้วยทั้งยังสำทับถึงท่าทางของเสิ่นจื่อโยวว่าโอหังเหิมเกริมเพียงใดยังมีเรื่องที่นางดูหมิ่นในเกียรติและยศศักดิ์ของท่านอาและลอบลงมือทำร้ายนาง
เดิมทีในสายตาของเซวียนหยวนช่างภาพลักษณ์ของเสิ่นจื่อโยวก็ย่ำแย่อย่างยิ่งอยู่แล้วยามนี้เมื่อได้ฟังคำกล่าวของหรงเมิ่งหลันสุมเพลิงโทสะก็พลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด
“เสิ่นจื่อโยว! เจ้ามันสมควรตาย!”
เซวียนหยวนช่างบีบถ้วยชาในมือจนแตกละเอียดเขายกเท้าถีบเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้างจนกระเด็นออกไป
เก้าอี้กระเด็นไปชนกำแพงจนแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยราวกับแสดงถึงจุดจบที่เขาเตรียมไว้ให้กับเสิ่นจื่อโยว
มุมปากของหรงเมิ่งหลันค่อย ๆ ยกโค้ง
“ใช่แล้วซูเฟยอวี่ฟื้นฟูพลังแล้วใช่หรือไม่”
เซวียนหยวนช่างพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาพูดคุยถึงเรื่องของซูเฟยอวี่
รอยยิ้มของหรงเมิ่งหลันนิ่งค้างในบัดดลเมื่อคิดถึงซูเฟยอวี่หัวใจของนางก็ทั้งรู้สึกโกรธแค้นและขมขื่น
นางโกรธแค้นซูเฟยอวี่ที่ไม่ยอมหันกลับมาหมั้นหมายกับนางอีกคราและก็ยังรู้สึกปวดใจที่ซูเฟยอวี่เผยรอยยิ้มอ่อนโยนรักใคร่ให้แก่เสิ่นจื่อโยวซึ่งเป็นเพียงหญิงอัปลักษณ์คนหนึ่ง
ในช่วงที่ยังหมั้นหมายกับนาง เขายังไม่เคยแสดงความรักใคร่ต่อนางถึงเพียงนี้!
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้แต่หรงเมิ่งหลันก็ยังไม่อาจทำใจปล่อยมือบุรุษผู้ที่มีทั้งรูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างามและความสามารถเก่งกล้านางสาบานต่อตนเองว่าจะต้องแย่งเขากลับคืนมาให้จงได้!
“ญาติผู้พี่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพี่เฟยอวี่ ท่านเพียงไปแก้แค้นกับเสิ่นจื่อโยวก็พออย่าได้ทำร้ายพี่เฟยอวี่โดยเด็ดขาด” หรงเมิ่งหลันอดที่จะกำชับไม่ได้
นางเข้าใจว่าที่เซวียนหยวนช่างเอ่ยถึงซูเฟยอวี่ก็เพราะต้องการสะสางบัญชีกับเขาด้วย
“ผู้ใดกล่าวว่าข้าจะทำร้ายเขา” เซวียนหยวนช่างกล่าวด้วยสีหน้าถมึงทึง“ยามนี้เสด็จพ่อให้ความสำคัญกับเขา หากทำร้ายเขาแล้วเสด็จพ่อทรงล่วงรู้เข้าย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านไปได้ด้วยคำพูดเพียงสองสามประโยค”
“เช่นนั้นญาติผู้พี่ท่านคิดจะ...”
“ฮึยามนี้เขาถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นซี อีกไม่นานก็ต้องออกเดินทางแล้วหากต้องการจัดการกับเสิ่นจื่อโยวก็ต้องรอให้เขานำทัพออกไปก่อนแล้วค่อยหารือถึงยามนั้นหนทางห่างไกลถึงเขาคิดอยากกลับมาปกป้องเสิ่นจื่อโยวก็ไม่สามารถทำได้แล้ว”
ดวงตาของหรงเมิ่งหลันเป็นประกายโดยพลันนางปรบมือแล้วกล่าว “ญาติผู้ที่กล่าวได้มีเหตุผลยังคงเป็นญาติผู้พี่ที่คิดหาหนทางได้อยู่ร่ำไป!”
เมื่อคิดเช่นนี้คลื่นหนาวสะท้านก็ผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ
ให้ดีที่สุดก็จงทำให้เสิ่นจื่อโยวสาบสูญไปจากโลกนี้อย่างไร้สุ้มเสียงเช่นนี้แล้วพี่เฟยอวี่ก็จะไม่ถูกหญิงสารเลวผู้นี้ทำให้หวั่นไหวอีก
• • •
วันที่ซูเฟยอวี่ออกเดินทางเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมื่นลี้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นส่องปกคลุมทั่วพื้นโลกช่วยขจัดไอหนาวที่สะสมตัวเป็นชั้นหนาในช่วงฤดูเหมันต์นำพาความอบอุ่นดุจมวลอากาศแห่งวสันต์ให้แก่ผู้คน
เสิ่นจื่อโยวขี่ม้าขนาดเล็กตัวหนึ่งนางส่งซูเฟยอวี่ที่อยู่ในชุดทหารไปถึงศาลาสิบลี้ที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองหลวงก่อนค่อยๆ หยุดลง
“เสี่ยวโยว ส่งข้าที่นี่ก็พอหากไกลกว่านี้ตอนกลับไปจะไม่ปลอดภัย”
ซูเฟยอวี่สั่งให้ม้าหยุดลงก่อนหันไปกล่าวกับเสิ่นจื่อโยว
“ตกลง เจ้าม้าตัวน้อยของข้านี้ก็ไม่ค่อยมีแรงนักเกรงว่าจะทำให้ท่านต้องล่าช้า ข้าจะส่งท่านถึงตรงนี้”เสิ่นจื่อโยวยิ้มอย่างจนปัญญา “อ้อ ใช่แล้วนี่เป็นสิ่งที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่านเมื่อคืน”
เสิ่นจื่อโยวหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติก่อนจะยื่นให้กับซูเฟยอวี่
“นี่คือ...”
ซูเฟยอวี่เปิดกล่องดูก็พบว่าด้านในเต็มไปด้วยแผ่นยันต์
ซูเฟยอวี่ตะลึงงันไป
“ด้านในมียันต์จำนวนหนึ่งที่ข้าเป็นคนวาดและก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับพระราชทานมาจากฮ่องเต้ข้าคิดดูแล้วการเดินทางไปยังซีเป่ยของญาติผู้พี่เฟยอวี่ในครานี้ต้องเต็มไปด้วยอันตรายนานับประการหากท่านมียันต์คุ้มครองติดกายนั่นย่อมช่วยป้องกันภัยให้แก่ท่านได้ขั้นหนึ่ง”
“เหลวไหล!” ซูเฟยอวี่ขมวดคิ้วมุ่น“ยันต์ที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้เหล่านั้นเจ้านำมามอบให้ข้าได้อย่างไร”
“เอาล่ะ ๆข้าไม่ได้นำออกมาหมดเสียหน่อย เพียงแบ่งออกมาครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่สำคัญข้าอยู่ที่เมืองหลวงไม่จำเป็นต้องใช้ยันต์ที่มีอานุภาพแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นแต่เป็นญาติผู้พี่ท่านต้องอยู่ในสนามรบ โอกาสที่จะได้ใช้ย่อมมีมากกว่า”
ซูเฟยอวี่เม้มริมฝีปากสีหน้ายังคงเคร่งขรึม
เขาไม่สามารถทำใจรับยันต์เหล่านี้ไว้
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วทันใดนั้นนางก็หมุนตัวกลับก่อนจะกระทุ้งท้องม้าให้มันควบตะบึงไปตามเส้นทางกลับสู่เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันนี้ทำให้ซูเฟยอวี่ตกตะลึงเกือบทำกล่องในมือหลุดร่วง
“จื่อโยว!”
ซูเฟยอวี่รีบตะโกนขึ้นเขาคิดไล่ตามไป
เสิ่นจื่อโยวหันกลับมาโบกมือให้เขาจากระยะไกลและตะโกนว่า“ญาติผู้พี่เฟยอวี่ ท่านรับยันต์กล่องนี้ไว้เถิด ข้ากลับแล้วข้าจะดูแลท่านแม่และท่านตาท่านยายให้ดี พวกเราจะรอท่านนำชัยชนะกลับมา...”
ซูเฟยอวี่จับกล่องในมือแน่นความรู้สึกขมขื่นยินดีพวยพุ่งอยู่ในอกยากจำแนกให้ชัด
ทั้งรู้สึกซาบซึ้ง...และเสียใจ
เสิ่นจื่อโยวจากไปอย่างที่เขาไม่ทันตั้งตัวแม้แต่เวลาร่ำลาก็ไม่เหลือให้เขา
ยังมีคำร่ำลาบางคำที่เขายังไม่ทันได้เอ่ยออกมา
“ท่านแม่ทัพ?”
เมื่อรองแม่ทัพเห็นซูเฟยอวี่ยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่ศาลาสิบลี้เป็นเวลานานก็อดย้อนกลับมาเพื่อถามคำสั่งของเขาไม่ได้
หลังจัดการอารมณ์ที่คล้ายมีคล้ายไม่มีเหล่านั้นเรียบร้อยซูเฟยอวี่ก็กล่าวกับรองแม่ทัพ
“ไปเถิด พวกเราออกเดินทางกันต่อรีบไปให้ถึงจุดพักแรมต่อไปก่อนฟ้าจะมืด”
“ขอรับ”
ซูเฟยอวี่หันกลับไปดูแผ่นหลังของเสิ่นจื่อโยวที่หายลับไปตรงหัวโค้งเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเขาหันหน้ากลับมาอีกครั้งใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
นี่จึงจะเป็นลักษณะที่ท่านแม่ทัพเจิ้นซีพึงมี
เขาจะต้องเป็นเช่นที่เสิ่นจื่อโยวกล่าวไว้นำชัยชนะกลับมา ทำให้ตระกูลซูกลับมาเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครา!