แน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง

    บทที่ 45 ออกทัพมุ่งหน้าซีเป่ย

            ใต้หล้าไม่มีกำแพงใดที่ไม่มีรูถึงแม้หรงหยวนจงจะกำชับคนภายในตำหนักของหรงกุ้ยเฟยไม่ให้แพร่งพรายเรื่องเหลวไหลทว่าเรื่องที่หรงกุ้ยเฟยคลุ้มคลั่งนี้ก็ยังถูกลอบเผยแพร่ออกไป

            ในขณะที่เซวียนหยวนช่างได้ยินเรื่องนี้เขากำลังหารือเรื่องการปกครองแว่นแคว้นกับนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งเขากำลังดื่มด่ำกับสายตาและคำชมเชยไม่ขาดสายของผู้คนที่มีต่อเขา หัวใจพองโตคับฟ้าหลงอยู่ในห้วงอารมณ์ที่เข้าใจว่าตนเองเก่งกาจที่สุดในใต้หล้า

            ข่าวการคลุ้มคลั่งของหรงกุ้ยเฟยประหนึ่งน้ำเย็นที่สาดกระทบใบหน้าของเขาทำให้อารมณ์ที่กำลังฮึกเหิมของเขาดับมอดลงไม่น้อย

            หัวคิ้วของเซวียนหยวนช่างขมวดมุ่นเขากดเสียงต่ำเอ่ยถามขันทีตัวน้อยที่เข้ามารายงาน “พระมารดาประชวรหรือ เหตุใดจึงได้เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมากะทันหัน”

            “เรื่องรายละเอียดกระหม่อมไม่ค่อยชัดเจนนักพ่ะย่ะค่ะเกรงว่าองค์ชายคงต้องเสด็จไปด้วยพระองค์เองสักครา”

            ขันทีตัวน้อยที่เข้ามากราบทูลโค้งตัวลงกล่าวอย่างระมัดระวัง

            พระอารมณ์ของเซวียนหยวนช่างไม่ค่อยดีนักเขาจึงกราบทูลอย่างระมัดระวังเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงคราวเคราะห์ ไม่ให้สะกิดเข้ากับต่อมระเบิดของอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ

            ไม่ผิดจากที่คาดสีหน้าของเซวียนหยวนช่างมืดคล้ำลงโดยพลันเขายกเท้าถีบขันทีตัวน้อยออกไปทันทีก่อนตวาดกร้าว “ใช้งานเจ้าไปจะมีประโยชน์อันใด!ราวกับเศษสวะชิ้นหนึ่ง!”

            ขันทีตัวน้อยที่ถูกเขาเตะลอยละลิ่วกระอักเลือดสดออกมาคำโตอากาศที่หายใจเข้าไปน้อยกว่าอากาศที่หายใจออก

            เซวียนหยวนช่างสะบัดชายแขนเสื้อด้วยอารมณ์คุกรุ่นทิ้งพวกนักปราชญ์ที่กำลังตัวสั่นงันงกไว้เบื้องหลัง เขาก้าวอาด ๆ ไปยังตำหนักซึ่งพระมารดาประทับอยู่

            “แท้จริงแล้วเกิดเรื่องใดขึ้นกับพระมารดา” เซวียนหยวนช่างก้าวผ่านคนกลุ่มใหญ่ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นบรรยากาศเงียบสงัดประหนึ่งจักจั่นในช่วงเหมันต์ใบหน้ามืดคล้ำก้าวไปข้างที่ประทับของหรงกุ้ยเฟย

            หรงกุ้ยเฟยเกิดอาการคลุ้มคลั่งอย่างรุนแรงสุดท้ายเพราะอับจนหนทางพวกเขาจึงทำได้เพียงทำให้หรงกุ้ยเฟยสลบไปก่อนจะช่วยกันหามนางมาที่เตียง

            ผมบนศีรษะของหรงกุ้ยเฟยหลุดลุ่ยอาภรณ์ถูกดึงทึ้งไม่เป็นระเบียบจากการดิ้นรน เล็บมือหลายนิ้วยังถูกตนเองทำหักสภาพดูอเนจอนาถยิ่งยวด

            เซวียนหยวนช่างไม่เคยเห็นพระมารดาสูญเสียอาการเช่นนี้มาก่อนโทสะในอกจึงพลุ่งพล่านในบัดดล

            “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?!”

            ประโยคนี้ของเซวียนหยวนช่างแทบจะคำรามออกมา

            “ญาติผู้พี่ เป็นเพราะเสิ่นจื่อโยว เสิ่นจื่อโยวที่ทำให้ท่านอามีสภาพเช่นนี้ฮือ ๆๆ...”

            เซวียนหยวนช่างจึงเพิ่งพบว่าญาติผู้น้องหรงเมิ่งหลันก็อยู่ในที่แห่งนี้ด้วยนางกำลังฟุบตัวร่ำไห้อยู่ข้างที่ประทับของพระมารดา

            “เจ้าบอกเล่าให้ข้าฟังสิว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร”

            น้ำเสียงของเซวียนหยวนช่างย่ำแย่เป็นอย่างยิ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะหรงเมิ่งหลันแต่เป็นเพราะนาม ‘เสิ่นจื่อโยว’ สามอักษรนี้

            เป็นเสิ่นจื่อโยวอีกแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นดุจวิญญาณร้ายที่ตามหลอกหลอนไม่สิ้นสุด!

            เส้นเลือดตรงขมับของเซวียนหยวนช่างเต้นตุบๆ งานเลี้ยงที่เสด็จพ่อทรงจัดขึ้นในคืนวันนั้นความอับอายที่เสิ่นจื่อโยวนำพามาสู่เขาเขายังคงจำได้ถึงบัดนี้!

            คาดไม่ถึงว่าเขายังไม่ได้ไปตามหาสตรีผู้นั้นเพื่อสะสางบัญชีนางก็วิ่งมาที่ตำหนักของพระมารดาเพื่อรนหาที่ตาย?!

            ประกายสว่างวาบปรากฏขึ้นในดวงตาของหรงเมิ่งหลันนางนำเรื่องที่เสิ่นจื่อโยวได้กระทำในสองวันนี้เล่าให้เซวียนหยวนช่างฟังพร้อมสาดน้ำมันลงไปด้วยทั้งยังสำทับถึงท่าทางของเสิ่นจื่อโยวว่าโอหังเหิมเกริมเพียงใดยังมีเรื่องที่นางดูหมิ่นในเกียรติและยศศักดิ์ของท่านอาและลอบลงมือทำร้ายนาง

            เดิมทีในสายตาของเซวียนหยวนช่างภาพลักษณ์ของเสิ่นจื่อโยวก็ย่ำแย่อย่างยิ่งอยู่แล้วยามนี้เมื่อได้ฟังคำกล่าวของหรงเมิ่งหลันสุมเพลิงโทสะก็พลุ่งพล่านจนถึงขีดสุด

            “เสิ่นจื่อโยว! เจ้ามันสมควรตาย!”

            เซวียนหยวนช่างบีบถ้วยชาในมือจนแตกละเอียดเขายกเท้าถีบเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้างจนกระเด็นออกไป

            เก้าอี้กระเด็นไปชนกำแพงจนแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยราวกับแสดงถึงจุดจบที่เขาเตรียมไว้ให้กับเสิ่นจื่อโยว

            มุมปากของหรงเมิ่งหลันค่อย ๆ ยกโค้ง

            “ใช่แล้วซูเฟยอวี่ฟื้นฟูพลังแล้วใช่หรือไม่”

            เซวียนหยวนช่างพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาพูดคุยถึงเรื่องของซูเฟยอวี่

            รอยยิ้มของหรงเมิ่งหลันนิ่งค้างในบัดดลเมื่อคิดถึงซูเฟยอวี่หัวใจของนางก็ทั้งรู้สึกโกรธแค้นและขมขื่น

            นางโกรธแค้นซูเฟยอวี่ที่ไม่ยอมหันกลับมาหมั้นหมายกับนางอีกคราและก็ยังรู้สึกปวดใจที่ซูเฟยอวี่เผยรอยยิ้มอ่อนโยนรักใคร่ให้แก่เสิ่นจื่อโยวซึ่งเป็นเพียงหญิงอัปลักษณ์คนหนึ่ง

            ในช่วงที่ยังหมั้นหมายกับนาง เขายังไม่เคยแสดงความรักใคร่ต่อนางถึงเพียงนี้!

            ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้แต่หรงเมิ่งหลันก็ยังไม่อาจทำใจปล่อยมือบุรุษผู้ที่มีทั้งรูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างามและความสามารถเก่งกล้านางสาบานต่อตนเองว่าจะต้องแย่งเขากลับคืนมาให้จงได้!

            “ญาติผู้พี่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพี่เฟยอวี่ ท่านเพียงไปแก้แค้นกับเสิ่นจื่อโยวก็พออย่าได้ทำร้ายพี่เฟยอวี่โดยเด็ดขาด” หรงเมิ่งหลันอดที่จะกำชับไม่ได้

            นางเข้าใจว่าที่เซวียนหยวนช่างเอ่ยถึงซูเฟยอวี่ก็เพราะต้องการสะสางบัญชีกับเขาด้วย

            “ผู้ใดกล่าวว่าข้าจะทำร้ายเขา” เซวียนหยวนช่างกล่าวด้วยสีหน้าถมึงทึง“ยามนี้เสด็จพ่อให้ความสำคัญกับเขา หากทำร้ายเขาแล้วเสด็จพ่อทรงล่วงรู้เข้าย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านไปได้ด้วยคำพูดเพียงสองสามประโยค”

            “เช่นนั้นญาติผู้พี่ท่านคิดจะ...”

            “ฮึยามนี้เขาถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นซี อีกไม่นานก็ต้องออกเดินทางแล้วหากต้องการจัดการกับเสิ่นจื่อโยวก็ต้องรอให้เขานำทัพออกไปก่อนแล้วค่อยหารือถึงยามนั้นหนทางห่างไกลถึงเขาคิดอยากกลับมาปกป้องเสิ่นจื่อโยวก็ไม่สามารถทำได้แล้ว”

            ดวงตาของหรงเมิ่งหลันเป็นประกายโดยพลันนางปรบมือแล้วกล่าว “ญาติผู้ที่กล่าวได้มีเหตุผลยังคงเป็นญาติผู้พี่ที่คิดหาหนทางได้อยู่ร่ำไป!”

            เมื่อคิดเช่นนี้คลื่นหนาวสะท้านก็ผุดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ

            ให้ดีที่สุดก็จงทำให้เสิ่นจื่อโยวสาบสูญไปจากโลกนี้อย่างไร้สุ้มเสียงเช่นนี้แล้วพี่เฟยอวี่ก็จะไม่ถูกหญิงสารเลวผู้นี้ทำให้หวั่นไหวอีก

             

            • • •

             

            วันที่ซูเฟยอวี่ออกเดินทางเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมื่นลี้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นส่องปกคลุมทั่วพื้นโลกช่วยขจัดไอหนาวที่สะสมตัวเป็นชั้นหนาในช่วงฤดูเหมันต์นำพาความอบอุ่นดุจมวลอากาศแห่งวสันต์ให้แก่ผู้คน

            เสิ่นจื่อโยวขี่ม้าขนาดเล็กตัวหนึ่งนางส่งซูเฟยอวี่ที่อยู่ในชุดทหารไปถึงศาลาสิบลี้ที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองหลวงก่อนค่อยๆ หยุดลง

            “เสี่ยวโยว ส่งข้าที่นี่ก็พอหากไกลกว่านี้ตอนกลับไปจะไม่ปลอดภัย”

            ซูเฟยอวี่สั่งให้ม้าหยุดลงก่อนหันไปกล่าวกับเสิ่นจื่อโยว

            “ตกลง เจ้าม้าตัวน้อยของข้านี้ก็ไม่ค่อยมีแรงนักเกรงว่าจะทำให้ท่านต้องล่าช้า ข้าจะส่งท่านถึงตรงนี้”เสิ่นจื่อโยวยิ้มอย่างจนปัญญา “อ้อ ใช่แล้วนี่เป็นสิ่งที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่านเมื่อคืน”

            เสิ่นจื่อโยวหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติก่อนจะยื่นให้กับซูเฟยอวี่

            “นี่คือ...”

            ซูเฟยอวี่เปิดกล่องดูก็พบว่าด้านในเต็มไปด้วยแผ่นยันต์

            ซูเฟยอวี่ตะลึงงันไป

            “ด้านในมียันต์จำนวนหนึ่งที่ข้าเป็นคนวาดและก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับพระราชทานมาจากฮ่องเต้ข้าคิดดูแล้วการเดินทางไปยังซีเป่ยของญาติผู้พี่เฟยอวี่ในครานี้ต้องเต็มไปด้วยอันตรายนานับประการหากท่านมียันต์คุ้มครองติดกายนั่นย่อมช่วยป้องกันภัยให้แก่ท่านได้ขั้นหนึ่ง”

            “เหลวไหล!” ซูเฟยอวี่ขมวดคิ้วมุ่น“ยันต์ที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้เหล่านั้นเจ้านำมามอบให้ข้าได้อย่างไร”

            “เอาล่ะ ๆข้าไม่ได้นำออกมาหมดเสียหน่อย เพียงแบ่งออกมาครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่สำคัญข้าอยู่ที่เมืองหลวงไม่จำเป็นต้องใช้ยันต์ที่มีอานุภาพแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นแต่เป็นญาติผู้พี่ท่านต้องอยู่ในสนามรบ โอกาสที่จะได้ใช้ย่อมมีมากกว่า”

            ซูเฟยอวี่เม้มริมฝีปากสีหน้ายังคงเคร่งขรึม

            เขาไม่สามารถทำใจรับยันต์เหล่านี้ไว้

            เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วทันใดนั้นนางก็หมุนตัวกลับก่อนจะกระทุ้งท้องม้าให้มันควบตะบึงไปตามเส้นทางกลับสู่เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว

            การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันนี้ทำให้ซูเฟยอวี่ตกตะลึงเกือบทำกล่องในมือหลุดร่วง

            “จื่อโยว!”

            ซูเฟยอวี่รีบตะโกนขึ้นเขาคิดไล่ตามไป

            เสิ่นจื่อโยวหันกลับมาโบกมือให้เขาจากระยะไกลและตะโกนว่า“ญาติผู้พี่เฟยอวี่ ท่านรับยันต์กล่องนี้ไว้เถิด ข้ากลับแล้วข้าจะดูแลท่านแม่และท่านตาท่านยายให้ดี พวกเราจะรอท่านนำชัยชนะกลับมา...”

            ซูเฟยอวี่จับกล่องในมือแน่นความรู้สึกขมขื่นยินดีพวยพุ่งอยู่ในอกยากจำแนกให้ชัด

            ทั้งรู้สึกซาบซึ้ง...และเสียใจ

            เสิ่นจื่อโยวจากไปอย่างที่เขาไม่ทันตั้งตัวแม้แต่เวลาร่ำลาก็ไม่เหลือให้เขา

            ยังมีคำร่ำลาบางคำที่เขายังไม่ทันได้เอ่ยออกมา

            “ท่านแม่ทัพ?”

            เมื่อรองแม่ทัพเห็นซูเฟยอวี่ยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่ศาลาสิบลี้เป็นเวลานานก็อดย้อนกลับมาเพื่อถามคำสั่งของเขาไม่ได้

            หลังจัดการอารมณ์ที่คล้ายมีคล้ายไม่มีเหล่านั้นเรียบร้อยซูเฟยอวี่ก็กล่าวกับรองแม่ทัพ

            “ไปเถิด พวกเราออกเดินทางกันต่อรีบไปให้ถึงจุดพักแรมต่อไปก่อนฟ้าจะมืด”

            “ขอรับ”

            ซูเฟยอวี่หันกลับไปดูแผ่นหลังของเสิ่นจื่อโยวที่หายลับไปตรงหัวโค้งเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเขาหันหน้ากลับมาอีกครั้งใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม

            นี่จึงจะเป็นลักษณะที่ท่านแม่ทัพเจิ้นซีพึงมี

            เขาจะต้องเป็นเช่นที่เสิ่นจื่อโยวกล่าวไว้นำชัยชนะกลับมา ทำให้ตระกูลซูกลับมาเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครา! 

    คล้ายกับเรื่องแน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง ที่คุณอ่าน