หลังจากงานมงคลผ่านไปมู่เจี้ยนเทียนจึงได้เวลาเดินทางออกมานอกจวน จังหวะนั้นเขามองเห็น ท่านพ่อตา ยืนทำหน้าเข้มอยู่ในศาลาที่ตั้งอยู่ระหว่างทางเชื่อมต่อของจวนทั้งสองหลัง เขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยหลังจากได้ยินเสียงตะโกน
“ได้เวลาออกมาแล้วรึ บุตรสาวข้าเล่าอยู่ที่ใด!!”
“นางสบายดีเพียงแค่ยังไม่ตื่นนอนเท่านั้น” เพราะไม่อยากตะโกนคุยกันบุรุษรูปงามจึงเดินออกไปยังศาลา “วันนี้พ่อตาไม่ไปคลังสินค้ารึ”
ส่ายหน้า “วันนี้ให้หลีปินไปคนเดียว” นั่งสนทนากันในสวนที่มีบ่าวรับใช้กำลังปรับปรุงพื้นที่ ต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การพูดคุย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของอดีตฮองเฮา “เมื่อวานนี้ กู้หลานหนิงเดินทางมาร่วมงานมงคลด้วย” ปลายน้ำเสียงคล้ายหนักใจเพราะนั่นคืออดีตฮองเฮาที่ดูเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง
“แล้วอย่างไร” เรื่องนี้ยังมิมีองครักษ์คนใดมาแจ้ง แต่มันไม่สำคัญเพราะเขาอยู่ในห้องหอ การรับหน้าแขกในงานจึงต้องเป็นทางฝั่งของหวังร่วนเทาแล้ว ‘กับอดีตฮองเฮา แม้ไร้รักแต่เขายังคงส่งคนไปดูแลอยู่ห่างๆ มิเคยละเว้นตามหน้าที่ที่ควรจะทำ’
“นางถูกปลดเป็นสามัญชนนั่นแสดงว่ามิได้เป็นสามีภรรยากับเจ้าแล้ว ใช่หรือไม่”
มู่เจี้ยนเทียนพยักหน้า “ย่อมเป็นเช่นนั้น ใบหย่าถูกส่งให้นางในวันเดียวกันกับที่นางกลับถึงจวนสกุลกู้ ต้วนชิงหลินก็ไม่ต่าง” จะเหลือเพียงบุตรสาวอีกสองคนเท่านั้นที่ซูเฟยต้องดูแลอยู่ในวัง ไม่นับรวมกับรัชทายาทที่รักษาการแทนได้แล้ว จึงทำให้บุตรชายมิได้มาร่วมงานมงคลด้วย
“กู้หลานหนิงคล้ายมิใช่คนเดิม นางดูเลื่อนลอยไร้สติ”
“ไว้เราจะส่งคนไปดูอีกครั้ง”
“อืม ตามใจเจ้าเถอะ”
วันนั้นทั้งวันฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนก็ยังคงไม่ไปไหนไกลจากจวนสกุลมู่ นอกจากเดินออกไปดูชาวบ้านในละแวกนั้นว่าสุขสบายดีหรือไม่ มีสิ่งใดขัดสนหรือเดือดร้อน หลายคนถวายความเคารพแบบเก้ๆ กังๆ แต่บุรุษสูงศักดิ์มิได้ถือตัว ยังคงยิ้มแย้มพูดคุยกับทุกคนอย่างเป็นกันเองทั้งยังเปรยออกมาว่าอีกไม่นานจะสละราชบัลลังก์แล้วมาอยู่ในจวนสกุลมู่เฉกเช่นคนธรรมดาสามัญ ‘นี่คือฮ่องเต้พระองค์แรกของแคว้นมู่ ที่แหกทุกกฎเกณฑ์เลยทีเดียว’
@33333333@
ห้องหอแสนสุข
“อืมมม” สตรีน้อยผู้ผ่านงานมงคลไปไม่นาน นอนบิดกายคลายความปวดเมื่อยเช่นนั้นนานกว่าครึ่งชั่วยาม ก่อนจะลืมตาขึ้นเพื่อมองไปรอบๆ ห้อง แสงสว่างสาดส่องพาดผ่านหน้าต่างเข้ามา คาดเดาได้ว่านี่คือยามซื่อ (10.30) เสียงดนตรีด้านนอกเงียบไปนั่นแสดงว่างานเลี้ยงมงคลสมรสของนางกับฝ่าบาทคงจบแล้ว “ดียิ่ง” เพราะหากบทเพลงยังไม่จบ นางคงมิได้ก้าวขาออกจากห้องหอตามที่สามีกล่าวไว้ในวันแรก คิดไปก็หน้าแดงไป ‘ครั้งแรกกับรสรักมาราธอน ที่วนเวียนอยู่กับที่นอนถึงสามวัน’ ทำเอาช่วงล่างของนางปวดระบมไปหมดแต่กลับอดยอมรับไม่ได้ว่ามันดีมาก บวกกับได้ตัวช่วยคือสมุนไพรลดอาการปวดบวมที่สามีมอบให้นางในคืนแรกนั้นช่วยได้เยอะ นางจึงรอดมาได้ หลังจากนี้คงต้องเว้นระยะห่างสักสองวันมิเช่นนั้นคงมิต้องทำสิ่งใดกันแล้ว “อาเปาอยู่ด้านนอกหรือไม่” ดึงสาบเสื้อคลุมปกปิดร่างกายที่คาดว่าคงมีเพียงรอยจุมพิตของสามีเต็มไปหมด
ผู้ถูกเรียกหาขยับตัวจากการนั่งสัปหงกเมื่อได้ยินเสียง “อยู่เจ้าค่ะ”
“เข้ามาช่วยข้าหน่อย” ‘ข้าไม่มีแรง’ ซึ่งคำหลังนั้นนางมิได้พูด
แอ้ดดด สาวใช้ร่างอวบเปิดและปิดประตูอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเดินเข้ามาพยุงร่างกายคุณหนูของนาง “หนักเลยนะเจ้าคะ” นางกล่าวความจริงโดยไร้การหยอกล้อ เห็นได้ชัดว่าคุณหนูหน้าแดงก่ำ ‘อย่างว่านั่นละ ผ่านมาสามวันตัวนางผู้เป็นสาวใช้เพิ่งจะเจอหน้าคุณหนูได้ก็วันนี้ ฮ่องเต้แรงดีกว่าม้าศึกเลยรึนั่น’ “เช่นนี้คุณหนูคงมิต้องหาสามีเพิ่มแล้วกระมังเจ้าคะ”
ปิงปิงเบ้หน้ากับคำพูดล้อเล่นกับสาวใช้ในครั้งก่อนแต่อีกฝ่ายยังคงจำได้แม่น ต่างจากนางที่ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว “ผู้ใดจะหาอีกเล่า แค่สามีคนนี้คนเดียวข้ามิตายคาอกล่ำๆ นั่นก็ดีเท่าไหร่แล้ว” ไม่น่าเชื่อว่าบุรุษอายุสามสิบเอ็ดจะแรงดีไม่มีตก ทั่วห้องนี้มีตรงไหนบ้างที่นางมิได้ใช้เป็นพื้นที่ในการร่วมรักน่ะ “ยามนี้ฝ่าบาทไปที่ใด” ก้าวขาสั่นๆ ลงจากเตียง ทุกจังหวะที่ย่างเท้าความเจ็บปวดตรงใจกลางเนินสาวยังคงมีอยู่ ปิงปิงค่อยๆ เดินไปโดยไม่แสดงสีหน้าใดออกมาให้สาวใช้ได้เอ่ยเย้านางอีก
“บ่าวเห็นเดินออกไปนอกจวนกับลุงสุ่ยเจ้าค่ะ” พยุงคุณหนูเดินช้าๆ แม้มีชุดคลุมสีขาวปิดกายแต่อาเปายังคงมองเห็นร่องรอยบนหน้าอกรำไร บ้างสีแดงช้ำ บ้างสีอมม่วง ‘คงจะรุนแรงมากใช่หรือไม่’ ลอบมองไปหน้าแดงไปจนถึงห้องชำระล้างด้านหลังของฉากกั้น อ่างน้ำอุ่นถูกเตรียมไว้ไม่ขาดตกบกพร่องรอเพียงคุณหนูลงไปแช่
“ข้าจะอาบเอง เจ้าออกไปรอข้างนอกเถอะ” หยิบน้ำมันหอมโรยลงไปในน้ำอุ่น ตามด้วยผงสมุนไพรแก้ปวดเมื่อย ก่อนหน้านั้นหวังปิงปิงไม่อาย ต่างจากตอนนี้ที่ทั้งตัวลายพร้อยไปหมด ‘และนางจะมิยอมให้ผู้ใดดูชม ยกเว้นสามีรักคนนั้น’
อาเปาหน้างอแต่ก็ยอมล่าถอย “เจ้าค่ะ” ก่อนจะดึงฉากมากั้นไว้ให้เห็นเพียงเงารางเลือนของคุณหนูก้าวลงไปในอ่าง เสียงสูดปากดังออกมาให้ได้ยินเบาๆ ‘เหตุใดจึงเจ็บ? สรุปแล้วมีสามีนั้นดีหรือไม่ดีกันแน่’ ไม่เข้าใจๆ
การอาบน้ำอย่างมีความสุขผ่านไปได้สองเค่อ กายสาวก็ผ่านการขัดถูคราบไคลจนหมด ร่างบางหยัดกายลุกขึ้นจากอ่างน้ำไปยืนยังหน้ากระจกเงา ภาพที่ปรากฏในนั้นคือสตรีผู้มีเสน่ห์เหลือล้นเกินต้าน ยิ่งร่องรอยที่ผ่านการร่วมรักมาอย่างเร่าร้อนเป็นจ้ำๆ ทั่วผิวกายยิ่งขับให้ตัวนางน่าถูกบดขยี้ซ้ำเข้าไปอีก หวังปิงปิงบิดซ้ายบิดขวาเพื่อสำรวจรูปร่างงดงามของตนเอง ใจนึกเสมอว่าเมื่อเป็นสตรีที่มีสามีแล้วต้องอย่าละเลยในการดูแลผิวพรรณ รูปร่างหรือแม้แต่ใบหน้า ‘เรื่องนี้มิมีผู้ใดสอน แต่นางจำมาจากสหายเดิมเมื่อชาติก่อนนั่นล่ะ’ ผ้าขนหนูผืนใหญ่ถูกหยิบไปห่อหุ้มร่างกายก่อนจะเดินออกจากห้องชำระล้าง
“เอ่อ” อาเปาหน้าแดงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นลาดไหล่ที่เคยนวลเนียนมีแต่รอยจ้ำยาวลงมาเกือบถึงข้อศอก คงเหลือเพียงช่วงแขนถึงข้อมือกระมังที่ถูกละเว้น นางมองตามร่างคุณหนูที่กำลังทาน้ำมันหอมระเหยลงบนผิวกายจนเสร็จแล้วลุกออกไปสวมเสื้อผ้า เห็นอีกครั้งคือคุณหนูสวมชุดสีเขียวอ่อนเดินออกมาใส่แป้งบำรุงและทาหน้าทาปากสีอ่อนๆ จนงดงาม
“จะยืนอ้าปากอีกนานหรือไม่”
อาเปาหุบปากแล้วพูดนอกเรื่อง “ดีนะเจ้าคะที่ชุดสตรีของพวกเราเป็นชุดยาว มิเช่นนั้นคุณหนูคงก้าวขาออกจากเรือนไม่ได้เป็นแน่”
ย่นคิ้วกับคำของสาวใช้ซึ่งนางก็เห็นด้วย “ถึงออกไปยามนี้ข้าก็มิพ้นต้องอับอายอยู่ดี” ก็ใครใช้ให้นางเข้าหอตั้งสามวันโดยไม่พบใครเลย ฮ่องเต้นั่นล่ะผิด!!
^^ “แหะๆ นายท่านหวังมานั่งรอคุณหนูทุกวันเลยเจ้าค่ะ” ขนาดตัวสาวใช้อย่างอาเปาผู้ถูกดึงตัวให้ออกห่างจากจวนยังเข้ามาได้เฉพาะเวลาส่งสำรับ เขินอายจนเลิกเขินไปแล้วเพราะเฝ้ารอ
‘ตายแล้ว’ “จริงรึ”
“จริงเจ้าค่ะ เมื่อเช้าก็เพิ่งสนทนากับฝ่าบาทแล้วแยกย้ายกันไป ส่วนฮูหยินใหญ่นั้น มิได้ถามหาเจ้าค่ะ บ่าวว่าฮูหยินคงอายที่จะถาม” จัดทรงผมให้คุณหนูเหมือนทุกครั้ง (คือผูกโบเล็กๆ และติดกิ๊บลายดอกไม้) ก่อนทั้งสองคนจะเดินออกจากห้องไป
‘แล้วเจ้าจะพูดทำไมว่าท่านแม่ข้าอายที่จะถามน่ะ’ -_-
๑-------------------๑
สวนสวยระหว่างจวนสกุลมู่และจวนสกุลหวัง
ศาลาหลังใหญ่ในยามนี้มีสองบุรุษรูปงามแต่ต่างวัยนั่งจิบชาร่วมกันด้วยใบหน้าเคร่งขรึม รอบศาลาเป็นองครักษ์ห้านายและขันทีชราสี่สุ่ยคนเดิมที่คอยยืนรินน้ำชา