บัดนี้จุดสีเหลืองได้เคลื่อนที่อย่างว่องไวจากหอชั้นที่หก ไปสู่หอชั้นที่เจ็ด..ชั้นที่แปด...ชั้นที่เก้า....และหยุดนิ่งอยู่ ณ.หอชั้นที่เก้า ภายนอกหอหน้าจอแสดงผลต่างถูกความเงียบงันเข้าครอบงำจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจอันแผ่วเบาของตัวเอง และชั่วครู่ก็มีเสียงถอนหายใจดังขึ้นฉุดกระชากห้วงสติของทุกคนออกจากความเงียบ..
"โอ...."
แล้วเสียงต่าง ๆ ก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
"พระเจ้า..ถึงกับมีคนทดสอบหอนิรทุกข์พยายมไปจนถึงชั้นที่เก้าและไปอย่างรวดเร็วนัก ข้ามิได้ตาฝาดไปใช่ไหม มิได้ฝันไปใช่ไหม?"
"เพี๊ยะ..!!"
"โอ้ย..!!"
"เจ้าบ้า..เจ้ามาตบข้าทำไม.. อูยฟันเกือบหัก"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า..ถ้าเจ้ารู้สึกเจ็บแสดงว่าเจ้าไม่ได้ฝันไป สิ่งที่เห็นล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น"
"แต่มิทราบจุดสีเหลืองจะใช่เทพบุตรอัสนีรึไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีจุดสีเหลืองถึงเจ็ดจุด คงต้องรอดูตอนที่คนผู้นั้นถูกส่งต้วออกมาอย่างเดียวแล้ว ว่าเป็นผู้ใดกันแน่ที่เก่งกาจปานนี้"
ณ.มุมหนึ่งของลานหน้าจอแสดงผล บัดนี้ยืนไว้ด้วยชายวัยกลางคนสองคนต่างแต่งกายคล้ายชาวบ้านป่าธรรมดา แต่สายตาอันคมกล้าดูท่าทีน่าจะมิใช่ชาวบ้านป่าธรรมดาแน่ ทั้งสองซุบซิบกันเบา ๆ ได้ยินกันเพียงสองคน
"น่าจะเป็นที่นี่แล้วที่เหวินต้าหัวมา ..พี่ใหญ่ ท่านเห็นสตรีสองนางที่เพิ่งออกมาจากหอก่อนหน้านี้หรือไม่ ท่าทางสองคนนี้คงจะเป็นอัจฉริยะที่เพิ่งถือกำเนิดของอาณาจักรเนตรอสูรเป็นแน่แท้ ระดับปราณก็มิได้สูงส่งเช่นที่นายท่านบอกทั้งสองน่าจะอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับสามหรือสี่เท่านั้น พวกเราต้องหาโอกาสกำจัดเสี้ยนหนามของอาณาจักรเราทิ้งไปซะคราวนี้เลย ..โอ..แต่ช่างน่าเสียดายทั้งสองต่างเป็นโฉมงามที่ยากจะพบเจอโดยแท้...หากมีโอกาสข้าขอชมเชยก่อนกำจัดทิ้ง..ไม้ง้นน่าเสียดายของแย่"
"ฮึ.!!..เจ้าอย่าประมาทไป...นายท่านบอกให้กระทำอย่างระมัดระวัง หากไปสะกิดให้พวกเฒ่าตายยากเหล่านั้นตื่นขึ้นมา..ชีวิตของเจ้าก็ต้องทิ้งไว้ที่นี่แล้ว"
"เป็นไปได้รึพี่ใหญ่...นายท่านบอกว่าอาณาจักรนี้มิมีผู้ที่มีปราณยุทธสูงกว่าระดับราชันย์แสดงตัวมาเกือบร้อยปีแล้ว เจ้าเฒ่าตายยากพวกนั้นคงได้ตายไปจริง ๆ แล้ว มิอย่างนั้นในระยะร้อยปีที่ผ่านมาคงต้องแสดงตัวออกมาบ้างแล้ว"
"เจ้าสาม..อย่าเหลวไหลไป..จากการสอบถามเมื่อครู่ทราบว่าครานี้มีอัจฉริยะเกิดขึ้นถึงสามคนเป็นหนึ่งบุรุษและสองสตรี..สตรีสองนางที่เพิ่งออกมาจากหอคงเป็นอัจฉริยะสตรีที่ว่านั้นแล้ว ..ส่วนหนึ่งบุรุษน่าจะเป็นผู้ที่กำลังทดสอบอยู่ในหอขณะนี้ก็เป็นได้...ตอนนี้เฝ้าดูและติดตามสืบสาวก่อนว่าเป็นผู้ใดที่เป็นผู้ทำร้ายเจ้าสอง...หากทราบชัดค่อยหาทางแก้แค้นให้จงได้ อย่าให้เจ้าสองต้องตายตาไม่หลับ"
....................................................................................................................................................................
หลังจากกู่ร้องออกมาครั้งหนึ่งกังหลงรู้สึกโล่งใจขึ้น ก้มสำรวจร่างกายตัวเองบัดนี้เสื้อผ้าต่างมีรอยขาดเว้าแหว่งจนดูเหมือนยาจกแต่ดีที่ในนี้มีแต่ตนเพียงลำพังผู้เดียว รีบค้นหาในถุงมิติทองคำชั่วครู่หยิบเอาชุดมาเปลี่ยนจนมองดูเป็นนักศึกษาบอบบางหน้าตาหล่อเหลายิ่งผู้หนึ่งอีกครั้ง ขณะนี้การไหลเวียนของพลังปราณทั่วร่างกังหลงไหลเวียนรวดเร็วยิ่ง
ลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติพัฒนายกระดับขึ้นสู่ระดับที่สอง สามารถดูดกลืนธาตุธรรมชาติทุกชนิดได้รวดเร็วกว่าปกติถึงห้าเท่าตัว กระดูกกล้ามเนื้อจะได้รับการปรับเปลี่ยนจนกายาแข็งแกร่งมีพลังกว่าเดิมถึงห้าเท่าตัวเช่นกัน ทนทานรับน้ำหนักได้ถึงหนึ่งหมื่นชั่ง และสำเร็จกายาทองแดงระดับต้น ทนทานความร้อนหนาวและพลังฝ่ามือของผู้ฝึกยุทธระดับครึ่งก้าวสู่จักรพรรดื์สงครามขั้นสุดลงมา จนมิอาจทำอันตรายใด ๆ แก่กังหลงได้
จากการดูดกลืนของลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติได้เติมเต็มพลังปราณของกังหลงให้มีความหนาแน่นจนสามารถจะยกระดับไปสู่ระดับต่อไปได้หากมีปัจจัยสนับสนุนที่เหมาะสมแม้กังหลงจะรู้สึกได้เช่นนั้นแต่ใช่จะสามารถผ่านคอขวดนี้ไปอย่างง่ายดายไม่สลัดความคิดนี้ทิ้ง กังหลงมุ่งหน้าสู่หอชั้นที่ เจ็ด แปด และเก้าในทันที
เนื่องจากในทุกชั้นที่ผ่านมานี้เพียงพลังกดดันและปราณความร้อนเพียงเพิ่มขึ้นชั้นละหนึ่งระดับด้านพลังกดดันเมื่อกังหลงสามารถสำเร็จลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติระดับที่สองเมื่อโคจรลมปราณตามแนวทางลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติความกดดันทั้งมวลก็หายไปสิ้นความแข็งแกร่งของลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติก็ยิ่งพัฒนายกระดับขึ้นเช่นกันส่วนปราณความร้อนไม่ว่าจะร้อนแรงปานใด
สำหรับกังหลงผู้ครอบครองราชาแห่งอัคคีทั้งปวงแล้วเปรียบเสมือนตนอยู่ในธารน้ำอุ่นอันแสนสบายเท่านั้นปราณความร้อนที่เพิ่มระดับขึ้นกลับเป็นประโยชน์ต่อกังหลงมากยิ่งขึ้นเมื่อถูกดูดกลืนมาเป็นปราณบริสุทธิ์ทำให้ฐานพลังปราณหนาแน่นกว่าผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันเกือบสิบเท่าตัว
ปัจจุบันด้วยฐานพลังปราณหนาแน่นกว่าผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันเกือบสามเท่าตัวกายาทองแดงบวกกับลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติระดับสองท่าร่างเก้ากายาอัสนีไม่ทิ้งรอย กังหลงสามารถต่อสู้ข้ามสามระดับช่วงชั้นใหญ่ได้อย่างสบาย
เมื่อเข้าสู่หอชั้นที่เก้า ทันทีที่ล่วงล้ำเข้ามา กังหลงสัมผัสกับพลังกดดันที่เพิ่มมากขึ้นถึงสามเท่าหากเปรียบเทียบกับหอชั้นที่หนึ่งแล้วหอชั้นที่เก้ามีพลังกดดันมากว่าถึงสิบเท่า กังหลงต้องโคจรลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติตลอดเวลาลมปราณหมุนวนถึงหกสิบสี่รอบพลังกดดันที่ได้รับจึงหายไปส่วนพลังธาตุของหอชั้นที่เก่านี้เมื่อสัมผัสได้กังหลงถึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
เนื่องจากพลังธาตุที่ขวางกั้นผู้ทดสอบในชั้นนี้เป็นพลังธาตุสายฟ้าภายในหอชั้นที่เก้ามืดครึ้มไปด้วยหมู่เมฆ สายฟ้ามากมายแลบแปรบปราบสายฟ้านับร้อยสายก่อตัวบนท้องฟ้าทันใดนั้นเมื่อพบเจอผู้ล่วงล้ำเข้ามาต่างฟาดโจมตีใส่กังหลงโดยพร้อมเพรียงกัน
"เปรี๊ยะ...เปรี๊ยะ"
"เปรี๊ยง!!..เปรี๊ยง.!!..เปรี๊ยง..!!"
กังหลงอ้าแขนรับสายฟ้าทั้งมวลที่มุ่งโจมตีตนทันใดนั้นจักระธาตุสายฟ้าได้หมุนวนอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ดูดกลืนสายฟ้าทั้งหมดเข้าไปกลั่นกรองเป็นพลังบริสุทธิ์เติมเต็มจุดจักระและเติมเต็มจุดตันเถียนซึ่งบัดนี้เริ่มขยายตัวออกไปอีกหนึ่งส่วน
ลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติทำหน้าที่ดูดกลืนพลังธาตุสายฟ้าเข้าไปอย่างคลุ้มคลั่งสายฟ้าไหลแปลบปลาบไปทั่วกายกังหลง ต่อให้สายฟ้ารุนแรงปานใดก็มิอาจทำอันตรายใด ๆต่อกังหลงได้ในเมื่อตนได้กลืนกินเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุผู้เป็นนายของสายฟ้าทั้งมวลเข้าไป
แม้สายฟ้าในหอนิรทุกข์พยายมชั้นที่เก้าจะไม่อาจเทียบเท่ากับสายฟ้าที่กังหลงเคยเจอในเทือกเขาเนตรอสูรแต่ก็นับว่ามากมายพอสมควร เมื่อตนมีลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติจึงมีประโยชน์มหาศาล
กังหลงอาศัยโอกาสนี้ฝึกปรือทั้งท่าร่างเก้ากายาอัสนีไม่ทิ้งรอยและร่างกายที่ผลัดเปลี่ยนไปดุจดังได้ชุบตัวกับสายฟ้า ทั้งยังเรียกปีกฟ้าวายุคำรณออกมาเช่นกันเมื่อฝึกปรือท่ามกลางสายฟ้าเหล่านี้ความรวดเร็วว่องไวจึงยากจะหาใดเปรียนดุจปลาที่ได้น้ำ พุ่งฉวัดเฉวียนแยกเงา บัดนี้ได้เห็นร่างถึงแปดร่างที่วิ่งและเหินบินไปมาเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่จนยากจะคาดเดาถึงตำแหน่งได้