หลบหนี
‘บ้าอะไรเนี่ย!’ หวางเฟิงสบถในใจอย่างหงุดหงิด เขาไม่คิดเลยว่ามันจะกลายมาเป็นแบบนี้ นี่มันผิดแผนไปหมด ตำรวจพวกนี้รู้ได้ยังไงว่าสวีหยุนหนิงถูกลักพาตัวมา แล้วมาช่วยเธอในเวลาที่เขาหลับอยู่
เห็นได้ชัดว่าหวางเฟิงคิดว่า ตำรวจพวกนี้เป็นคนมาช่วยสวีหยุนหนิงในตอนที่เขางีบหลับไป จากนั้นพวกหงเกิ้นก็ซัดทอดมาถึงเขา ผู้เป็นตัวการออกคำสั่ง
‘ไม่ได้การ ฉันต้องหนี!’ หวางเฟิงคิด เขาแน่นอนว่าไม่อยากติดคุก ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง
ถ้าหากว่าเขารู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ เขาจะไม่มีทางอยากแสดงเป็นวีรบุรุษกอบกู้ความงามต่อหน้าสวีหยุนหนิงแน่นอน เรื่องนี้มันทำให้เขาสูญเสียทุกอย่าง เขานึกภาพออกเลยว่าอนาคตต่อจากนี้ของเขาจะเป็นยังไง
เขาพอรู้มาบ้างว่าตระกูลของสวีหยุนหนิงนั้นไม่ธรรมดา เมื่อเป็นแบบนี้ เขาที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลักพาตัวเธอมา จะมีอนาคตได้อย่างไร เกรงว่าถ้าหากเขาถูกจับติดคุก เขาคงได้ใช้ชีวิตในคุกไปจนตายแน่
โดยไม่ลังเล หวางเฟิงใช้พลังปราณทำลายกุญแจมือ ก่อนที่จะซัดตำรวจสองคนที่นั่งประกบเขาซ้ายขวาจนสลบ จากนั้นเขาก็ใช้เท้าถีบจนประตูรถกระเด็น เขากระโดดออกไปในทันที
ด้วยความที่เป็นผู้ฝึกตนระดับปราณจิตขั้นกลาง ร่างกายของเขาย่อมแข็งแกร่งระดับหนึ่ง กระโดดออกจากรถในขณะที่ยังวิ่งอยู่แบบนี้ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บไม่มากอยู่แล้ว
ร่างกายของหวางเฟิงกลิ้งอยู่ที่ถนนหลายตลบ ก่อนที่จะหยุดลง เขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ต้องบอกว่าหวางเฟิงโชคดี เพราะถ้ามีรถขับมาในเวลานี้ เขาจะถูกชนในทันที
เขารีบลุกขึ้น จากนั้นก็วิ่งจนหายลับไปไม่เห็นแม้แต่เงาหลัง
ตำรวจที่ขับรถและตำรวจอีกคนที่นั่งอยู่ข้างเบาะข้างคนขับตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทะหัน
“คนร้ายหลบหนี!”
หลังจากเรียกคืนสติกลับมาจากอาการตกตะลึงได้ ตำรวจที่ขับรถก็เหยียบเบรกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับพูดออกมาอย่างตื่นตระหนก เขาและตำรวจอีกคนรีบลงจากรถ
แต่มันก็สายเกินไปแล้ว หวางเฟิงได้วิ่งเข้าป่าข้างทางไป จนไม่เห็นแม้แต่เงาหลังแล้ว
.......................................................
คฤหาสน์ตระกูลเย่ เย่กู่เฉินในตอนนี้กำลังนอนอยู่ภายในห้องของตัวเอง เหตุการณ์ที่หวางเฟิงหลบหนี เขาแน่นอนว่าไม่ได้รู้ แต่ถึงเขารู้ เขาก็คงจะไม่สนใจ เพราะคนระดับหวางเฟิงที่เป็นตัวเอก ย่อมมีโชคมากมาย จะมาถูกตำรวจจับง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง
แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตของหวางเฟิงจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน เพราะมันได้แตกต่างออกไปจากเนื้อเรื่องตามนิยายผลงานต้นฉบับแล้ว
“การช่วยเหลือสวีหยุนหนิง จะทำให้เธอรู้สึกดีกับเรามากขึ้น แต่นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น” เย่กู่เฉินนอนถอนหายใจอยู่คนเดียวภายในห้อง
การได้รับจูบอันดูดดื่มจากสวีหยุนหนิงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเธอคงจะไม่ยอมมอบจูบอันดูดดื่มให้ง่ายๆ เรียกได้ว่ามันต้องใช้เวลา เขาผ่านก้าวแรกได้แล้ว ต่อไปก็คือก้าวที่สอง ซึ่งก็คือการพูดคุยกับเธอทุกวัน
จะยังไงเขาก็มีเวลาหนึ่งเดือน เย่กู่เฉินคิดว่าเขาต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอน การได้รับจูบอันดูดดื่มจากนางเอกทั้งห้าคนของเรื่องนี้ มันอาจจะยาก แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับเขาที่รู้ว่าพวกเธอต้องการอะไรอย่างแน่นอน
“เราต้องพักเรื่องสวีหยุนหนิงเอาไว้ก่อน ตอนนี้มาคิดก่อนดีกว่าว่าจะทำยังไงกับนางเอกคนที่สามของเรื่อง” เย่กู่เฉินคิดหนักเล็กน้อย เมื่อนึกถึงนางเอกคนที่สาม
นางเอกคนที่สามมีชื่อว่าซงหว่านเอ๋อร์ เป็นคนที่เจ้าอารมณ์มากที่สุดในนางเอกทั้งหมด เธอมักจะโกรธคนง่าย ถ้าใครไปทำให้เธอไม่พอใจเพียงเล็กน้อย ก็จะอาละวาดออกมาในทันที
ไม่รู้ว่าผู้เขียนสุนัขเอาสมองหรือส้นตีนคิด ถึงได้ทำให้นางเอกมีนิสัยอันธพาลแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เวลามีการโหวตตัวละครที่ชอบ เธอคนนี้ก็ติดท็อปเท็นตลอด ไม่พูดไม่ได้ว่าซงหว่านเอ๋อร์มีบุคลิกแม่เหล็กอย่างแท้จริง
“เอาไว้ค่อยคิดทีหลังแล้วกัน วันนี้นอนก่อนดีกว่า” เย่กู่เฉินพลันส่ายหน้าไปมา เขารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย จึงหลับตานอนอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานเขาก็หลับไป
อีกด้านหนึ่ง หวางเฟิงผู้หลบหนี เขาได้หนีมายังที่ตั้งของแก๊งสีแดง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รอเขาอยู่คือความพินาศ ที่ตั้งของแก๊งสีแดงเกลื่อนกลาดไปด้วยปอกกระสุนปืนและมีรอยเลือดจำนวนมาก คาดว่าที่นี่คงเกิดการยิงกันอย่างหนักขึ้นอย่างแน่นอน
และคาดว่าต่อไปแก๊งใหญ่ในโลกใต้ดินปักกิ่ง จะเหลือเพียงแก๊งเดียวแล้ว ซึ่งก็คือแก๊งสีขาว
“บัดซบ! ตระกูลสวีต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ?” หวางเฟิงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด แต่นอกจากความหงุดหงิดแล้ว เขายังมีความหวาดกลัวด้วย
เขาไม่เชื่อว่าตระกูลสวีจะไม่ส่งคนมาตามไล่ล่าค้นหาตัวเขา ขนาดแก๊งสีแดงยังถูกทำลาย แล้วตัวเขาจะรอดได้ยังไง ยิ่งเป็นแบบนี้ ความเสียใจของหวางเฟิงก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก
“เราไม่น่าใช้ทางลัดในการสร้างความประทับใจให้กับสวีหยุนหนิงเลย เราน่าจะค่อยๆ เข้าหาเธออย่างค่อยเป็นค่อยไป” หวางเฟิงพึมพำกับตัวเอง ในตอนนี้เขาไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เรียกได้ว่าเขามืดแปดด้านอย่างแท้จริง
จะกลับไปโรงเรียนก็ทำไม่ได้ จะกลับบ้าน เขาก็ไม่กล้ากลับ เพราะเขากลัวจะดึงที่บ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“มันต้องมีสักทางสิ!” หวางเฟิงพลันระดมคิดอย่างหนัก ว่าจะทำยังไงต่อไป เขาคิดอยู่นานมากทีเดียว ทันใดนั้น ใบหน้าของเขาก็สว่างขึ้น ราวกับมีหลอดไฟปรากฏขึ้นมาเหนือศีรษะของเขาอย่างไรอย่างนั้น
“มีทางแล้ว เราต้องไปกบดานที่แก๊งสีขาวก่อน พอเรื่องมันซาลงแล้ว ค่อยคิดอีกทีว่าจะทำยังไงต่อไป” หวางเฟิงพูด เห็นได้ชัดว่านี่คือความคิดของเขาเวลานี้
ด้วยความที่เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับปราณจิตขั้นกลาง เขาเชื่อว่าเขาสามารถทำให้แก๊งสีขาวยอมจำนนได้เหมือนกับแก๊งสีแดงอย่างแน่นอน
ความแข็งแกร่งของแก๊งสีขาวไม่ได้เหนือไปกว่าแก๊งสีแดง เมื่อเป็นแบบนี้ มันย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่หวางเฟิงจะเชื่อว่าตัวเองสามารถทำให้แก๊งสีขาวยอมจำนนได้
ด้วยความคิดเหล่านี้ หวางเฟิงไม่ลังเลที่จะรีบเดินทางไปยังที่ตั้งของแก๊งสีขาวในทันที
ที่ตั้งของแก๊งสีขาว เขาได้รู้จากหัวหน้าแก๊งสีแดงแล้ว ซึ่งเขาก็จำมันได้แม่น และมันก็อยู่ไม่ไกลมากจากที่นี่เท่าไหร่ ใช้เวลาไม่นานก็คงไปถึง
จบบทที่ 30