คุณหนูในห้องหอ

    บทที่63: งานเลี้ยงต้อนรับทายาทแม่ทัพกัว 63-2

    คนที่อยู่ในกรงเห็นภาพของหนุ่มสาวคู่นั้น ร่วงตกลงไปด้านล่างกับตา พวกเขากำหมัดแน่นด้วยความคลุ้มคลั่ง ส่วนไป๋ไป๋ยังไม่หยุดคำราม มันเดินไปเดินมาหน้ากรง ตรงจุดที่จางหลินถงและอู๋ฮวนตกลงไป ดวงตาไป๋ไป๋แดงจัดไม่น่ามองอย่างยิ่ง มันดูก้าวร้าวมากและมองหวางมู่ไม่วางตา

    ‘เจ้ามนุษย์ถ่อย เจ้าคนทะเยอทยานหวังสูง เจ้ากล้าจับข้ามาขัง และยังทำร้ายนายของข้า เจ้าช่างไม่กลัวตาย’

    ไป๋ไป๋เดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิด เดิมทีมันถูกปล่อยให้คืนสู่ป่าเพราะไม่สามารถตามจางหลินถงไปได้ แต่เจ้าคนถ่อยส่งคนไปตามหาและจับมันกลับมาที่อิงหยาง แวบแรกที่เห็นหวางมู่ ไป๋ไป๋ก็รับรู้ได้ถึงสันดานคิดไม่ซื่อ มีจิตใจมุ่งร้ายต่อทายาทพยัคฆ์ขาวแล้ว คนผู้นี้ไม่สมควรได้รับการอภัยอย่างยิ่ง หากมันหลุดไปได้มันต้องขย้ำคอ และโยนให้เป็นอาหารพวกเสือหิวโหยในกรงนี้แน่นอน

    หวางมู่เหมือนรู้ว่าไป๋ไป๋ไม่ชอบตน ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้กรงอีกเล็กน้อย และไม่ลืมรักษาระยะห่างไม่ให้ไป๋ไป๋ยื่นกรงเล็บมาตะปบได้ เขามองไป๋ไป๋พลางยิ้มเยาะ นอกจากเขาไม่ยอมรับสตรีอ่อนแอทำอะไรไม่เป็นมาเป็นเจ้านาย เขายังไม่ยอมก้มหัวบูชาสัตว์เดรัจฉานเป็นเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ประจำค่ายอีกด้วย

    เสือก็คือเสือ มันเป็นสัตว์สัตว์ป่า ดุร้ายกินเนื้อเป็นอาหาร จะเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ไปได้อย่างไร เหลวไหลทั้งเพ!

    “ผู้คนในค่ายพยัคฆ์ขาวเทิดทูนเจ้าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มานานเกินไป จนเจ้าหลงลืมแล้วสินะว่าเจ้าเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน คอยดูเถอะ ลูกหลานเจ้าอยู่ที่ใด ข้าจะส่งคนไปจับมา และถลกหนังของพวกเจ้ามาทำพรมเช็ดเท้า และส่งขายตลาดมืดให้หมด ฮ่าๆ”

    โฮ่ก! ไป๋ไป๋โกรธมากมันตะปบกรงเล็บใส่กรงอย่างคับแค้น ‘หน็อย เจ้ามนุษย์ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง สักวันข้าจะให้เจ้าชดใช้!’

     

    ตอนที่ตกลงมาจางหลินถงหลับตาจึงไม่รู้ว่าตกลงมาลึกเท่าใด แต่ที่รู้นางไม่เจ็บปวดสักนิด นางรู้สึกได้ถึงแรงกอดรัดที่แนบแน่น ครั้นลืมตาขึ้นมองพบว่านางนอนอยู่บนตัวของอู๋ฮวน นางนึกทึ่งในความมีสติของเขา เขามือไวมากไม่รู้ว่าคว้านางไว้ได้ตั้งแต่เมื่อใด

    “จวิ้นอ๋อง”นางผงกหน้าขึ้นมอง พบว่าเขามองนางอยู่เช่นกัน การแนบชิดถึงเนื้อถึงตัวทำให้แก้มนางเห่อร้อนอยู่บ้าง

    “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”อู๋ฮวนถาม มือยังคงกอดรัดร่างนางแน่น

    “ข้าไม่เป็นไร ท่านเล่าเจ็บตรงไหนบ้าง”นางรีบลงจากตัวเขา นั่งคุกเข่าแล้วช่วยประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่ง อู๋ฮวนร้องครางเบาๆ  เขาเจ็บที่หลังมากเพราะตอนตกลงมา มัวแต่ตกใจกลัวว่านางจะได้รับบาดเจ็บ จึงรีบคว้านางมากอดและลืมใช้กำลังภายในเข้าช่วย ผลจึงเป็นเช่นนี้

    “ไม่เป็นไรมาก แค่เจ็บที่หลังเล็กน้อย”เขาตอบตามความจริง

    “ลุกขึ้นไหวหรือไม่”นางถามน้ำเสียงเจือความกังวลอยู่มาก

    อู๋ฮวนทำท่าขยับตัวอยู่สองสามครั้ง แล้วพ่นลมหายใจอย่างสิ้นหวัง“ไม่ไหว”

    “ข้าช่วยนะ”นางยกแขนของเขาขึ้นมาพาดไหล่นาง สองแขนโอบรอบเอวเขาแน่น ทำให้หน้าอกนุ่มบดเบียดกับช่วงหน้าอกของเขา อู๋ฮวนผงะเล็กน้อย ราวกับกับมีกระแสไฟจุดไปทั่วร่าง ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน เขารู้สึกร้อนวาบทั่วตัวจนลามถึงใบหู

    “อดทนหน่อยเถอะเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกว่ามีพัดลมผ่าน ที่นี่ต้องมีทางออกแน่”จางหลินถงกล่าวแล้วออกแรงช่วยประคองเขาขึ้นมา

    “อืม” เห็นนางพยายามช่วยเหลือด้วยความปรารถนาดี เขาหรือจะกล้าคิดอกุศลต่อ

    ไฟร้อนรุ่มในร่างกายถูกดับลงอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากข่มเจ็บที่หลัง ออกแรงช่วยนางกระทั่งลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ พลันในห้องก็มีควันสีขาวพวยพุ่งเข้ามา ในควันเหล่านั้นมีกลิ่นหอมเจือจาง จางหลินถงและอู๋ฮวนรีบยกมือขึ้นปิดจมูก สาดสายตามองหาที่มาของควันปริศนา

    “ควันอะไร”

    “ยาสลบ พวกเขาเล่นตลกกับเรา!”อู๋ฮวนสบถ นึกไม่ถึงว่าเจ้าเมืองอิงหยางจะใช้แผนการชั้นต่ำกับพวกเขา

    “ยาสลบหรือ? หากข้ารอดออกไปได้ ข้าจะไม่ไว้ชีวิตเขาเด็ดขาด”จางหลินถงสบถและเริ่มโงนเงน ก่อนจะหมดสติและล้มลง

    “อาหลิน อาหลิน”อู๋ฮวนเริ่มหูตาพร่ามัวเช่นกัน แต่เขาแข็งแรงกว่านางย่อมอดทนได้นานกว่า

    ชายหนุ่มคุกเข่าลงพลางดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด และล้วงเอาเม็ดยาขนาดเล็ก ที่ซ่อนในสายคาดเอวทางขวาออกมาสองเม็ด เม็ดหนึ่งใส่ปากจางหลินถง เม็ดหนึ่งใส่ปากเขาเอง ก่อนจะอุ้มนางขึ้นและวิ่งไปยังมุมห้อง เขามัวแต่คิดจะหาทางพาคนรักออกจากห้องบ้าบอนี่ จึงลืมเจ็บหลังไปชั่วขณะ อู๋ฮวนกลั้นลมหายใจอยู่ได้อีกครู่หนึ่ง แต่ท้ายที่สุดโลกของเขาก็พลิกกลับขาของเขาทรุดฮวบ เขาล้มลงพร้อมกับหญิงสาวหนึ่งคนในอ้อมแขน หมดสติหน้าประตูทางออกนั่นเอง

    คนทั้งคู่หมดสติไปได้ไม่นานก็มีคนผู้หนึ่งเดินมาหยุดใกล้ร่างของพวกเขา เป็นหวางมู่เขาสวมผ้าปิดหน้าจึงไม่ได้รับผลกระทบจากควันยาสลบ ท่านเจ้าเมืองวัยหนุ่มนั่งยองๆมองสตรีตัวเล็กที่นอนอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างพอใจ

    “ทายาทแม่ทัพกัว ที่แท้ก็อ่อนหัดถึงเพียงนี้ ฮ่าๆสาวน้อย อย่างเจ้าเป็นได้แค่สตรีที่คอยปรนนิบัติข้าบนเตียงเท่านั้น อย่าหวังว่าเจ้าจะได้ขึ้นมาเป็นเจ้านายเหนือหัวข้าได้ ข้าไม่มีทางก้มหัวให้กับสตรีอย่างเจ้าเด็ดขาด หึๆ”หวางมู่หัวเราะลั่น เห็นนางครั้งแรกเขาไม่ได้คาดหวังอะไรกับจางหลินถงมากอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้ระวังนาง ทางด้านอู๋ฮวนก็หมดสติไปแล้วจึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล

    ไม่นึกว่าจะจัดการง่ายดายถึงเพียงนี้ หวางมู่มองใบหน้าจางหลินถงอยู่ครู่หนึ่ง พลันในใจนึกเสียดายขึ้นมา

    “ดูไปดูมานางก็น่ารักดี ทั้งยังเป็นหลานสาวแม่ทัพกัว หากแต่งนางเป็นภรรยา ตำแหน่งผู้นำค่ายก็ต้องตกเป็นของข้า ฮ้า...ข้านึกออกแล้วว่าจะทำอย่างไรกับเจ้าดี หึๆ” ในดวงตาหวางมู่ผุดแววตาชั่วร้าย เขายื่นมือออกไป หวังแตะแก้มเนียบและลูบไล้ให้สมใจอยาก

    ทว่าจู่ๆจางหลินถงที่หมดสติก็ลืมตาขึ้นมา นางดึงเข็มที่ซ่อนอยู่ในมวยผมออกมาหนึ่งเล่ม ก่อนจะจิ้มเข้าที่ลำคอของหวางมู่รวดเร็วปานสายลม

    “อ้าก!”หวางมู่ผวา ดวงตาเบิกค้างด้วยความเจ็บปวด เขายกมือขึ้นตะปบที่ลำคอและดึงเข็มออกมา“เข็มพิษ”

    จางหลินถงลุกขึ้นยืนที่มุมปากของนางยกขึ้นสูง“ถูกแล้วใต้เท้า นั่นเป็นเข็มพิษจริงๆและไม่ใช่พิษธรรมดา เป็นพิษไร้สีไร้กลิ่น ไม่ว่าใครที่โดนพิษนี้เข้าจะมีอาการร่างกายอ่อนแรง และพิษจะค่อยแทรกซึมทำลายอวัยวะในร่างกายอย่างช้าๆ จนตายในที่สุด”

    “เพราะอะไร เหตุใดยาถึงไม่ได้ผล”หวางมู่ตกตะลึงไม่คิดว่าตนที่เป็นฝ่ายได้เปรียบมาตลอด จะพลาดท่าเสียทีอย่างง่ายดาย“ที่แท้พวกเจ้าหลอกข้า”

    จางหลินถงหัวเราะ“โทษข้าไม่ได้ เป็นเพราะที่ท่านประมาทข้าเอง จวิ้นอ๋องลุกขึ้นเถอะปลากินเบ็ดแล้ว”

    หลังจากนางกล่าวจบ อู๋ฮวนก็ลืมตาและลุกขึ้นยืนด้วยอีกคน เขามองเจ้าเมืองด้วยประกายตาเย็นเยียบ หวางมู่ตกตะลึงอยู่พักใหญ่ก่อนจะพยายามลุกขึ้นยืน แต่ว่าขาของเขาเริ่มอ่อนแรงลงทีละน้อยจึงเข่าทรุดต่อหน้าคนทั้งสองอย่างหมดท่า

    “จวิ้นอ๋อง ท่านกับนางร่วมมือกันเล่นละครตบตาข้างั้นหรือ?”หวางมู่เห็นแววตาอู๋ฮวนแล้วขนลุกซู่ สมฉายาที่ว่าแม้แต่ผียังหวาดกลัวจริงแท้ หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่ล่วงเกินคนผู้นี้เด็ดขาด

    “ใต้เท้าหวางยังใช้กลอุบายกับข้าได้ เหตุใดข้าจะใช้กลอุบายกับใต้เท้าบ้างไม่ได้”อีกฝ่ายตอบด้วยสีหน้านิ่งเฉย ไม่เชิงเรียกว่ากลอุบายเสียทีเดียว แค่มียาแก้และกินทันเวลา จึงไม่สลบอย่างที่หวางมู่ต้องการ

    “จวิ้นอ๋อง ข้าน้อยล่วงเกินจวิ้นอ๋องเป็นเพราะได้รับคำสั่งให้ทำ จวิ้นอ๋องได้โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย”

    “ใครกันที่สามารถสั่งใต้เท้าได้ หืม?”อู๋ฮวนเดินวนรอบหวางมู่ มือดึงปิ่นปักผมของแท้ที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อออกมาถือเล่น ราวกับจงใจให้อีกคนได้เห็น“เข็มพิษของอาหลินออกฤทธ์ช้า แต่เข็มพิษของข้าสามารถปลิดชีวิตเจ้าได้ภายในพริบตา ใต้เท้าหวาง ข้าให้ท่านเลือกสองทาง พูดความจริงกับตาย ใต้เท้าจะเลือกอย่างไร”อู๋ฮวนไม่คิดปรานีคนที่เล่นงานเขาอยู่แล้ว และยิ่งคนผู้นั้นมีใจสกปรกคิดแตะต้องจางหลินถง ยิ่งไม่สมควรได้รับการให้อภัย

    เมื่อความตายมาเยือนบวกกับร่างกายอ่อนแรง จนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ ทำให้หวางมู่หน้าซีดขาว เหงื่อเย็นหลั่งชุมทั่วตัว ด้วยรักตัวกลัวตายเขารีบลนลานกล่าวทันที

    “เป็นแม่ทัพกองหน้า ร่วมมือกับแม่ทัพกองหลัง หัวหน้าฝ่ายเสบียง และหัวหน้าผู้คุมกฎสั่งให้ข้าคอยจับตามองพวกท่าน และจับพวกท่านส่งกลับไปที่ค่าย จัดงานวิวาห์ให้พวกท่าน และให้พวกท่านดื่มสุรามงคลผสมยาพิษ จากนางโยนให้สัตว์ประจำตระกูลกินเป็นการลงโทษ เซ่นสังเวยแด่ดวงวิญญาณแม่ทัพกัว และพี่น้องที่ต้องตายไป”

    “เพราะเหตุใดถึงต้องทำเช่นนั้น”จางหลินถงถามบ้าง คิ้วงามขมวด และเกิดโทสะจนเผลอแสดงสีหน้า

    “คุณหนูคงไม่รู้ว่าคนสกุลอู๋ทำกับเราไว้อย่างไร เราอยู่เหมือนตายมาตลอดหลายปี แต่ว่าคุณหนูกลับมีใจคิดคด แต่งงานกับศัตรู ทำเช่นนี้เท่ากับทรยศพวกเรา พวกเขาจึงโกรธแค้นและคิดแผนการนั้นขึ้นมาลงโทษพวกท่าน จวิ้นอ๋องข้าน้อยได้บอกความจริงทั้งหมดแล้ว จวิ้นอ๋องยกโทษให้ข้าน้อยด้วยเถอะ”หวางมู่กลัวตายรีบก้มหัวโขกศีรษะ ลืมฐานะว่าตนเป็นถึงเจ้าเมืองจนสิ้นแล้ว

    “เสือพวกนั้นเป็นเสือที่พวกท่านเตรียมไว้ต้อนรับข้าหรือ?”จางหลินถงอดถามต่อไม่ได้ นางนึกถึงไป๋ไป๋ นางปล่อยไปแล้วเหตุใดจึงมาอยู่ในกรงที่นี่ได้อีก “และเสือขาวตัวนั้น เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้”

    “ข้าส่งคนไปจับมันมา มันเป็นสัตว์ประจำค่าย”หวางมู่หันมาตอบสีหน้าลุแก่โทษแล้ว“คุณหนูข้าล่วงเกินคุณหนู เป็นเพราะได้รับคำสั่งให้ทำ ยกโทษให้ข้าด้วยเถอะ”

    “ใต้เท้าหวางเคยได้ยินหรือไม่ คำที่ว่าของที่ไม่ควรแตะก็อย่าแตะ”อู๋ฮวนกล่าวด้วยน้ำขรึมจัด หวางมู่ถึงกับตัวสั่น “ความผิดที่เจ้าล่วงเกินข้ายังพอให้อภัยได้ แต่เจ้าคิดร้ายต่อทายาทแม่ทัพกัวข้าให้อภัยไม่ได้”

    กล่าวจบอู๋ฮวนเก็บปิ่นปักผมเข้าที่เดิม แล้วหยิบเม็ดยาสีเหลืองเล็กๆที่ซ่อนในสายคาดเอวออกมา พลางยื่นมือบีบคางหวางมู่และเอาเม็ดยานั้นใส่ลงไป หวางมู่ตาเหลือกลาน เพราะกลัวว่าจะเป็นยาที่ทำให้เขาตายเร็วขึ้นจึงไม่กล้ากลืน ชั่วขณะเขาได้เห็นแววตาดุดันของอู๋ฮวนที่จ้องมองมา

    “ถ้ำไม่อยากตาย ก็กลืนลงไป!”

    เอื้อก! หวางมู่กลืนเม็ดยาลงคอทันที หลังจากนั้นอู๋ฮวนจึงคว้าคอเสื้อหวางมู่ดึงให้ลุกขึ้นและกล่าวต่อว่า

    “ที่ข้าให้เจ้ากินเป็นยายับยั้งพิษชั่วคราว ไม่ใช่ยาถอนพิษ ยาถอนพิษข้าจะให้เจ้าก็ต่อเมื่อ เจ้าทำงานให้ข้าสำเร็จแล้วเท่านั้น”

    “จวิ้นอ๋องต้องการให้ข้าน้อยทำเรื่องอันใดหรือขอรับ” หวางมู่รีบประจบเมื่อพบทางรอด

    อู๋ฮวนอมยิ้มสีหน้าเหี้ยมขึ้น“ปล่อยคนของข้าทั้งหมด และพาพวกเราไปค่ายพยัคฆ์ขาว”

    “จวิ้นอ๋อง”หวางมู่ตาเบิกค้าง“แต่ข้าน้อยอาจถูกปลดจากตำแหน่ง...”

    อีกฝ่ายกล่าวไม่ทันจบอู๋ฮวนก็รีบแทรกขึ้น“มีแค่สองตัวเลือก ทำหรือไม่ทำ”

    “ทำขอรับ”หวางมู่จำใจรับปาก ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อ เมื่ออาการแขนขาอ่อนแรงเริ่มบรรเทา

    “เตือนไว้ก่อนยาถอนพิษชนิดนี้หายากยิ่ง มีเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น อย่าได้คิดไม่ซื่อกับข้า!”

    “ขอรับ”หวางมู่กลัวตายยิ่งกว่าอะไรดี มีหรือจะกล้าเล่นตุกติก

    เจ้าเมืองหนุ่มที่ก่อนหน้านี้ เอาแต่วางท่าหยิ่งผยองสูงส่งเหนือผู้คน บัดนี้ได้กลายเป็นเชลยเสียแล้ว ทหารพยัคฆ์ขาวได้เห็นเช่นนั้นก็ยืนไม่ติด กรูเข้ามาปิดล้อม หวางมู่รีบยกมือขึ้นห้ามอย่างเร่งด่วน

    “หยุดก่อน ทุกท่านใจเย็นๆ การปองร้ายเชื้อพระวงศ์มีโทษถึงตาย รีบไปปล่อยคนและนำทางไปค่ายพยัคฆ์ขาวเร็วเข้า” ยามความตายมาจ่อหน้า ไม่น่าเชื่อว่าหวางมู่ก็ปกป้องคนเป็น

    ทหารหน่วยพยัคฆ์ขาวงุนงง ครั้นได้เห็นแววตาของหวางมู่จึงปลดอาวุธ และนำทางไปยังห้องที่คุมขังคณะเดินทางจากเมืองหลวง ปล่อยพวกเขาทั้งหมดออกจากกรง แต่จางหลินถงยังไม่พอใจ นางสั่งให้ปล่อยไป๋ไป๋ออกมาด้วย หวางมู่หน้าซีดปากสั่นอีกรอบ

    “คุณหนูนั่นเป็นเสือร้ายนะขอรับ มันกินเนื้อเป็นอาหารนะขอรับ”

    “แล้วอย่างไร ข้าต้องการให้ปล่อยมันออกมา มีแค่สองทางเลือก ทำหรือไม่ทำ”นางใช้คำเดียวกันกับอู๋ฮวน จวิ้นอ๋องผู้นั้นยกยิ้มปลื้มใจอย่างที่สุด อาหลินของข้าช่างเหมือนข้าเข้าไปทุกที

    “ทำขอรับ”หวางมู่รับปากทันที ชีวิตใครใครก็รัก เขาผิดหรือที่ต้องปกป้องชีวิตตนเอง“เด็กๆปล่อยเสือขาวตัวนั้นออกมา”

    “ใต้เท้า แต่นั่นเสือนะขอรับ”

    “ข้ารู้ ข้าสั่งให้ปล่อยออกมา”

    “ขอรับ”เมื่อจนปัญญาจึงจำใจต้องทำตามคำสั่ง ทุกคนถือไว้มั่น หากเกิดเสือร้ายคลุ้มคลั่งจะได้สังหารได้ทันที

    โชคดีที่ไป๋ไป๋วนเวียนหน้าประตูกรง ทันทีที่ประตูกรงเปิดออก เสือขาวดุจหิมะรีบกระโจนออกมาราวกับรู้ ทหารค่ายพยัคฆ์ขาวรีบปิดกรงขังอย่างไว เพื่อป้องกันตัวอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องหลุดออกมา ไป๋ไป๋เป็นอิสระมันมอง และกระโจนเข้าหาจางหลินถงทันที

    “คุณหนู!”

    “แม่นาง!”

    องค์รัชทายาท อู๋อ๋อง อู๋สี่ เป่าซาน หวางมู่ และคนอื่นที่ไม่เคยเห็นความสนิทสนมระหว่างจางหลินถง และไป๋ไป๋ร้องขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด เจ้าไป๋ไป๋ไม่ได้คิดทำร้ายจางหลินถง มันแค่คิดถึงนายน้อยของมัน มันแลบลิ้นเลียทั่วใบหน้าเนียนจนเปียกแฉะ จางหลินถงหัวเราะลั่นแม้แต่ไห่เถิงยังอดอมยิ้มไม่ได้ ในขณะที่อู๋ฮวนยืนหน้าดำหน้าแดงเพราะหมั่นไส้ไป๋ไป๋

    ‘เจ้าเสือลามก บังอาจลวนลามว่าที่ภรรยาของข้า! หากไม่ใช่เพราะนางเอ็นดูเจ้า ข้าต้องถลกหนังเจ้าแน่’

    “ไป๋ไป๋ ไม่คิดว่าจะได้พบเจ้าอีก”นางกอดไป๋ไป๋แน่น ไป๋ไป๋ก็เลียหน้านางไม่หยุด ท่าทีของมันยามนี้ไม่หลงเหลือความดุร้ายเช่นก่อนหน้า ดูไปดูมาคล้ายแมวยักษ์จอมเจ้าเล่ห์ ที่พยายามอ้อนเจ้านายเสียมากกว่า

    “นี่ นี่มันอะไรกัน เหตุใดเจ้าเสือนั่นถึงไม่ทำร้ายนาง” องค์รัชทายาทเอ่ยถามด้วยสีหน้าประเดี๋ยวตกใจ ประเดี๋ยวประหลาดใจ

    เซินสี่รีบหันไปรายงาน“ทูลองค์รัชทายาท ไป๋ไป๋เป็นสัตว์เลี้ยงประจำตระกูลกัว แม้ดุร้ายแต่ไป๋ไป๋เชื่อฟังแม่นางอาหลินมาก มันจึงไม่ทำร้ายนางพ่ะย่ะค่ะ”

    “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ วันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”อู๋อ๋องพยักหน้า ขณะดวงตามองเสือขาวตัวนั้นอย่างนึกทึ่ง

    “พี่สะใภ้ ข้าขอจับบ้างได้หรือไม่”อู๋สี่นึกสนุกอย่างลองแตะดูสักครั้ง

    จางหลินถงหันไปยิ้มให้อู๋สี่ รอยยิ้มของนางสดใสจนผู้คนตกตะลึง“ได้สิเจ้าคะ ไป๋ไป๋เป็นเด็กดีนะ”

    ไป๋ไป๋ได้ยินก็พ่นลมหายใจฟืดฟาดด้วยความหงุดหงิด มนุษย์พวกนี้อยากรู้อยากเห็นไม่เข้าท่า เห็นแก่นายของมัน มันจึงยืนนิ่งยอมให้อู๋สี่ลูบขนนุ่มนิ่มเล่น ผู้คนได้เห็นจึงคลายหวาดกลัวลงบ้าง บางคนแทบกราบจางหลินถง เพราะเสือตัวนั้นเชื่องกับนาง พวกตนจึงรอดพ้นจากการกลายเป็นอาหารมื้อใหญ่ นับแต่นั้นนางก็ได้รับฉายาจากเหล่าทหารค่ายพยัคฆ์ขาวว่า ‘โฉมสคราญผู้สยบเสือร้าย’

    ครั้งทุกอย่างลุล่วงไปตามแผนการ จางหลินถงยืนขึ้นแล้วกวาดตามองกลุ่มคนที่อู๋ฮวนพามา นับด้วยสายตาไม่ต่ำกว่ายี่สิบชีวิต หวางมู่สั่งคนให้นำทรัพย์สินทุกอย่าง ที่ยึดครองมาจากคณะเดินทางส่งคืนทั้งหมด แล้วนำทางพวกเขาเดินทางสู่ค่ายพยัคฆ์ขาว ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองอิงหยางไปยี่สิบลี้

     ***************************************************************************

    คล้ายกับเรื่องคุณหนูในห้องหอ ที่คุณอ่าน