ตอนที่ 112: เดินทัพสู่ถ้ำแมงมุมเพลิง
ท่ามกลางความลึกอันมืดมิดและเงียบสงัดของรอยแยกใต้ดิน ปล่องถ้ำศิลาขนาดมหึมาทอดตัวดิ่งลงสู่เบื้องล่างราวกับเป็นคอหอยของอสูรกายยักษ์ที่รอคอยการมาเยือนของเหล่าผู้กล้า บัดนี้ กองทัพผสมอสูรภายใต้การนำของหลีเฮงกำลังเคลื่อนพลอย่างเป็นระเบียบ แถวทหารอสูรทอดยาวเป็นสายประหนึ่งมังกรทมิฬเคลื่อนกายในความสลัว
เสียงเล็บและกรงเล็บเหล็กกล้าของ "อสูรหมาป่าสองขา" จำนวนเจ็ดร้อยตัวกรีดครูดไปกับแผ่นดินศิลาขรุขระ ดังระงมสะท้อนก้องไปตามผนังถ้ำที่หนาแน่นไปด้วยหินย้อยระย้า ยามที่พวกมันก้าวเดินด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ ร่างกายสีดำสนิทมะเมื่อมทอประกายวับแวมล้อแสงไฟสีส้มแดงจางๆ ที่สะท้อนขึ้นมาจากเงามืดเบื้องลึก ทางด้านหลังมี "อสูรปีศาจพ่นพิษมาร" อีกสามร้อยตัว เลื้อยคลานกายท่อนล่างคล้ายอสรพิษอย่างเงียบเชียบ เปลือกแข็งสีม่วงเข้มหนาเตอะบนหัวและลำตัวส่งเสียงดังกรอบแกรบยามขยับไหว แผงคอด้านหลังของพวกมันขยับขึ้นลงเป็นจังหวะเพื่อสูดกลิ่นอายอณูปราณวิเศษและกักเก็บกรดพิษร้ายแรงไว้ในกระเปาะเนื้อแกนพลังงาน
ยิ่งกองทัพเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินเท่าใด อุณหภูมิโดยรอบก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัวและรวดเร็ว กลิ่นอายอับชื้นและลมเย็นบางเบาจากปากถ้ำด้านบนถูกแทนที่ด้วยลมร้อนผ่าวระอุที่หอบเอาไอกำมะถันฉุนกึกเข้ามาปะทะ ผนังถ้ำศิลาที่เคยมีสีเทาหม่นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงจัดเนื่องจากความร้อนระอุใต้พิภพที่สาดซัดขึ้นมาไม่ขาดสาย หินย้อยขนาดใหญ่โตหลายสิบคนโอบห้อยระย้าลงมาจากเพดานถ้ำสูงลิบ ดูคล้ายกับเขี้ยวอสูรสีเลือดที่จ้องจะบดขยี้ผู้บุกรุก
ไม่นานนัก เส้นทางเบื้องหน้าก็ขยายกว้างออกสู่โถงถ้ำใต้ดินขนาดมหึมา ที่ซึ่งความน่าสะพรึงกลัวและความงดงามทางธรรมชาติใต้พิภพหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ธารหินหลอมเหลวหรือธารลาวาสีส้มแดงสว่างไสวไหลพุ่งผ่านรอยแยกขนาดยักษ์ขนาบข้างเส้นทางเดินศิลาแคบๆ ทั้งสองด้าน ผิวหน้าของธารเหล็กไหลร้อนแรงนั้นหนืดข้นและเดือดพล่าน ส่งเสียงครืนๆ ทุ้มต่ำน่าเกรงขามพร้อมกับปะทุระเบิดออกเป็นฟองอากาศแก๊สสีเพลิงดังกึกก้องเป็นระยะๆ แผ่รังสีความร้อนแดงฉานสาดส่องประกายความร้อนจัดจนบรรยากาศโดยรอบดูบิดเบี้ยวพร่าเลือนประหนึ่งประกายแดดยามบ่ายแก่ๆ ของฤดูร้อนอันแสนหฤโหด
สำหรับทหารสัตวอสูรที่ฟักกำเนิดมาจากรังฟักปราณของแดนปีศาจ ความร้อนระดับนี้อาจเป็นเพียงเรื่องกวนใจเล็กน้อย แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดาที่มีเกรดพลังยุทธ์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินและร่างกายอ่อนแออย่างหลีเฮง ซึ่งบัดนี้มีเพียงลมปราณฝึกหัด ขั้นกลาง เท่านั้น มันกลับกลายเป็นการทรมานที่แท้จริง!
"โอ๊ย... ให้มันได้อย่างนี้สิ! นี่มันหนทางไปเหมืองแร่หรือทางเดินลงกระทะทองแดงนรกขุมที่สิบแปดกันแน่? ร้อนขนาดนี้ข้าคงได้กลายเป็นหมูอบรมควันสุกเกรียมก่อนจะได้เห็นหน้าตาของศิลาไฟโลกันตร์เป็นแน่แท้!"
หลีเฮงบ่นกระปอดกระแปดด้วยใบหน้าเหยเก เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากและไหลซึมผ่านขมับชะล้างแก้มสาก ทั่วทั้งแผ่นหลังและเสื้อผ้าไหมเนื้อดีของเขาบัดนี้เปียกโชกจนแนบชิดไปกับลำตัว ผิวกายของชายหนุ่มแดงซ่านด้วยพิษลมร้อน ลมหายใจที่พ่นออกมาแต่ละครั้งร้อนผ่าวจนเขารู้สึกระคายคออย่างรุนแรง สัญชาตญาณรักตัวกลัวตายของเขาสั่งให้เขามองหาเครื่องปรับอากาศหรือน้ำแข็งใสด่วนๆ แต่นี่คือแดนลับปีศาจใต้พิภพ จะไปหาของพรรค์นั้นได้อย่างไร!
เย่เจาจวินที่เดินนำอยู่เบื้องหน้าในชุดกระโปรงยาวผ่าข้างสีดำขลิบด้ายแดงละสายตาจากทหารอสูรแล้วหันกลับมามองสามีของนาง นางส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจยาวด้วยความระอา ทว่านัยน์ตาคู่สวยสีม่วงลึกลับกลับฉายแววห่วงใยและเอ็นดูอย่างเด่นชัด
"คนหน้าหนาเช่นเจ้า พึ่งพาตัวเองแทบไม่ได้เลยจริงๆ หากไม่มีพวกข้าอยู่เคียงข้าง เจ้าคงละลายกลายเป็นผุยผงไปแล้วกระมัง" เย่เจาจวินเอ่ยจิกกัดด้วยน้ำเสียงหวานใส ทว่านิ้วมือเรียวงามดั่งลำเทียนของนางกลับกรีดขยับร่ายมหาเวทปราณปีศาจราตรีสีดำแดงอย่างรวดเร็ว
สายใยพลังสีม่วงแดงถักทอขึ้นในอากาศก่อนจะพุ่งเข้าเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของหลีเฮงอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้น หน้าต่างระบบสีครามก็เด้งเตือนในหัวของชายหนุ่ม
*[ติ๊ง! เปิดใช้งานทักษะคุ้มครองจากพันธะฮาเร็ม: 'เกราะพลังภรรยา' ทำงานเสร็จสมบูรณ์!]*
*[ม่านพลังปราณปีศาจราตรีจะทำหน้าที่กักกั้นและดูดซับความเสียหายจากรังสีความร้อนภายนอก 70% ให้แก่โฮสต์]*
ม่านแสงโปร่งสีดำประกายทองบางเบาก่อตัวขึ้นรอบกายของหลีเฮงอย่างมิดชิด ความร้อนจัดที่เคยแผดเผาผิวกายพลันบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่ามันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนขี้สำออยอย่างเขารู้สึกสบายใจได้เต็มร้อย
"พี่เจาจวินร่ายเกราะคุ้มครองให้แล้ว เช่นนั้นให้น้องช่วยเสริมปราณเย็นให้อีกชั้นนะเจ้าคะ นายท่าน" เสียงหวานนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านข้าง
เป็นสืออิง อดีตราชินีเผ่าอสรพิษมารผู้เลอโฉม นางก้าวขยับส่วนหางงูขนาดยักษ์สีเขียวมรกตเลื่อมพรายของนางเข้ามาประชิดกายชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา เนื้อตัวของสืออิงงดงามเย้ายวนใจในชุดเกราะกึ่งผ้าไหมสีเขียวมรกตรัดรึง สัดส่วนอกอวบอิ่มเอิบสะกดสายตาและบั้นเอวคอดกิ่วยังคงชวนให้ใจสั่นไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนหางงูที่เยือกเย็นเปรียบดั่งหยกหิมะค่อยๆ โอบพันรอบบั้นเอวและสะโพกของหลีเฮงอย่างทะนุถนอมประหนึ่งโอบอุ้มแก้วตาดวงใจ
ลมปราณเกลาเย็นที่แฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บแห่งขั้วน้ำแข็งถูกแผ่กระจายออกมาจากร่างของสืออิงอย่างแผ่วเบา ครอบคลุมรอบกายหลีเฮงไว้ประหนึ่งร่มน้ำแข็งเคลื่อนที่ ทันทีที่ส่วนหางเย็นเฉียบสัมผัสและไอปราณน้ำแข็งห่อหุ้ม หลีเฮงก็รู้สึกเหมือนได้ก้าวจากกองเพลิงเข้าไปอยู่ในห้องแอร์แสนสบาย ร่างกายที่เคยเกร็งเครียดพลันอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว
"อา... สบายตัวเหลือเกิน! เย็นชื่นใจจริงๆ" หลีเฮงส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคออย่างมีความสุข ใบหน้าที่เคยหมองคล้ำแปรเปลี่ยนเป็นกระปรี้กระเปร่าทันตาเห็น ชายหนุ่มหน้าหนาไม่รอช้ารีบขยับกายเข้าไปเบียดซบไหล่เนียนของสืออิง พลางเอนตัวอิงแอบไปกับส่วนหางงูนุ่มๆ ลื่นๆ ของนางอย่างหน้าไม่อาย อีกมือหนึ่งก็แอบเอื้อมไปเกาะไหล่ของเย่เจาจวินเพื่อดึงนางเข้ามาใกล้ชิดกัน
"เจาจวินคนดี... สืออิงยอดรักของสามี... พวกเจ้าช่างเป็นภรรยาที่ดีที่สุดในโลกหล้า! การมีภรรยาเก่งกาจทรงพลังที่คอยประคับประคองเช่นนี้ ช่างประเสริฐเลิศล้ำยิ่งกว่าการสำเร็จวิชาขึ้นเป็นเซียนชั้นฟ้าเสียอีก ข้าตัดสินใจแล้ว ชั่วชีวิตนี้ข้าจะขอทำตัวเป็นแมงดาตัวน้อยที่นอนเกาะพวกเจ้าไปจนชราภาพ ไม่ขอเหน็ดเหนื่อยฝึกยุทธ์ต่อสู้อีกต่อไปแล้ว!" หลีเฮงเอ่ยออดอ้อนหน้าหนา ส่งสายตาหวานเชื่อมปนทะเล้นใส่หญิงงามทั้งสอง
เย่เจาจวินเบือนหน้าหนีค้อนขวับใส่เขา ดวงตาคู่สวยสั่นระริกด้วยความขวยเขินปนหมั่นไส้ "วาจาเหลวไหลหน้าหนาไร้ยางอายที่สุด! หลีเฮง เจ้ามองดูเบื้องหลังสิ ทหารอสูรของเจ้านับพันตัวกำลังเดินแถวตามมาอยู่แท้ๆ แต่เจ้ากลับเอาแต่ออดอ้อนฉอเลาะสตรีเช่นนี้ ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรืออย่างไรกัน?"
"โธ่... เจาจวินคนงาม พวกมันเป็นเพียงอสูรอัญเชิญที่ซื่อสัตย์ จะรู้ความอะไรกันเล่า อีกอย่าง... หากพวกมันมีหัวใจคิดได้จริง ก็คงมีแต่จะริษยาข้าตาร้อนผ่าวเสียมากกว่า ชายใดในใต้หล้าจะมีวาสนาสูงส่งจนได้ราชินีปีศาจผู้งดงามมาคอยแผ่เกราะป้องกันและมีราชินีงูแสนสวยเอาหางเย็นๆ โอบประคองเดินเที่ยวเล่นกลางนรกขุมนี้กันเล่า? นี่แหละคือจุดสูงสุดของชีวิตบุรุษ!" หลีเฮงหัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจไม่มีความกระดากอายแม้แต่น้อย
สืออิงที่ได้ยินคำชมเชยก็แก้มซับสีแดงระเรื่อ ดวงตาสีทองฉายประกายแวววาวด้วยความรักและยินดี นางแอบขยับหางรัดเอวหนาของชายหนุ่มให้ชิดแนบเนื้อยิ่งขึ้นเพื่อแสดงความภักดีและความเป็นเจ้าของ ทว่าในจังหวะนั้นเอง ไอร้อนระอุสะสมที่พัดผ่านธารลาวาเบื้องล่างกลับทำให้ร่างกายของสืออิงสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย
อสรพิษมารเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ที่ชื่นชอบความเย็นและความชุ่มชื้น แม้ว่านางจะมีระดับพลังยุทธ์สูงถึงขอบเขตชั้นสูงและมีปราณน้ำแข็งแกร่งกล้า แต่การที่ต้องแผ่พลังปราณเย็นเพื่อสู้กับความร้อนสะสมมหาศาลตลอดการเคลื่อนทัพลึกเข้าใต้พิภพอย่างยาวนานเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบให้เส้นชีพจรลมปราณในร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งงูของนางเริ่มแข็งตัวและเกร็งเครียด กล้ามเนื้อบริเวณบ่า ไหล่ลาด และบั้นเอวที่ต่อประสาทเข้ากับส่วนสะโพกงูของนางเริ่มมีความตึงเครียดอย่างรุนแรง
หลีเฮงซึ่งกอดรัดอิงแอบนางอยู่ย่อมรู้สึกได้ทันที ทักษะหมอนวดในอดีตชาติผสมผสานกับสัญชาตญาณของระบบสแกนชีพจรทำงานขึ้นมาทันทีในสมองของเขา
"สืออิง... เจ้าเหนื่อยล้าเกินไปแล้ว" หลีเฮงเอ่ยน้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนปนความห่วงใยจริงจัง สายตามองตรงไปยังแก้มแดงปลั่งที่ดูเหนื่อยอ่อนของนาง
"ม... มิเป็นไรเจ้าค่ะนายท่าน สืออิงยังทนได้ ลมปราณเกลาเย็นของข้ายังเหลือเฟือเพื่อดูแลท่าน..." สืออิงตอบด้วยเสียงแผ่ว พยายามจะฝืนส่งยิ้มอ่อนโยนเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มกังวล
"อย่าพูดจาอวดเก่งเช่นนั้นเลย คนดีของข้า ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าทนเห็นพวกเจ้าบาดเจ็บหรือล้าไม่ได้เด็ดขาด การรักษาสุขภาพของเจ้าคือหน้าที่อันดับหนึ่งของสามีนะ มาเถอะ ข้าจะช่วยคลายเส้นชีพจรและคลายความตึงเครียดให้เจ้าเอง" หลีเฮงกล่าวพลางดึงสืออิงเข้ามาหยุดพักผ่อนข้างแนวทางเดินศิลาชั่วครู่ โดยให้ทหารอสูรเดินแถวเคลื่อนพลล่วงหน้าไปก่อนเล็กน้อย
ชายหนุ่มยืนอยู่ด้านหลังร่างระหงของราชินีงู ยื่นมือหนาอุ่นร้อนแตะลงบนผิวเนื้อนิ่มบริเวณไหล่ลาดเนียนที่โผล่พ้นเกราะผ้าไหมสีมรกต ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสโดนผิวแก้วขาวเนียนละมุน หลีเฮงก็สูดลมหายใจลึกรวบรวมปราณวิเศษและเปิดใช้งานสกิลในทันที!
*[เปิดใช้งานสกิล: 'สัมผัสผ่อนคลาย ขั้น 4' และ 'อุ้งมือมาร ขั้น 2' กับเป้าหมายสืออิง]*
ปลายนิ้วหนาร้อนผ่าวกดน้ำหนักเฟ้นลงบนจุดลมปราณสะบักหลังไหล่ลาดของนางอย่างแม่นยำ น้ำหนักที่กดลงไปนั้นพอดีอย่างอัศจรรย์ ไม่แรงจนเจ็บระบมและไม่เบาจนไร้ความรู้สึก กระแสพลังปราณอุ่นละมุนสายหนึ่งจากใต้ปลายนิ้วแทรกซึมผ่านชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อลึกเข้าสู่เส้นชีพจรลมปราณที่กำลังหดเกร็งตัว สลายลิ่มเลือดลมที่ติดขัดและขับไล่พิษร้อนจากภายนอกออกไปอย่างรวดเร็ว
"อ๊ะ... อ๊า..."
สืออิงส่งเสียงครางหวานซ่านสยิวออกมาระลอกหนึ่งอย่างลืมตัว ร่างระหงสั่นเทิ้มระริกประหนึ่งสายพิณที่ถูกดีดสะบัด ดวงตาสีทองคู่สวยฉ่ำปรือเบิกกว้างก่อนจะค่อยๆ เคลิ้มหลับลงด้วยความเสียวซ่านรัญจวนใจที่แผ่ซ่านเข้ามาลบล้างความเมื่อยล้าจนหมดสิ้น สัมผัสจากฝ่ามือและนิ้วมือของหลีเฮงนั้นวิเศษเกินกว่าคำพรรณนา มันอุ่นซ่านลึกซึ้งเข้าไปถึงแกนกระดูกและจิตวิญญาณ ร่างกายครึ่งงูของนางบิดส่ายสะโพกงูไปมาอย่างขวยเขินสะท้านเสียวระคนสุขสบาย
หลีเฮงลอบยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยตามประสาคนกะล่อน เขาขยับฝ่ามือเลื่อนลูบไล้ต่ำลงมาจากแผ่นหลังนวลเนียน ผ่านร่องกระดูกสันหลังที่สวยงามจนถึงบั้นเอวคอดกิ่วสะพานโค้งอันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างท่อนบนมนุษย์และหางอสรพิษ นิ้วหัวแม่มือทั้งสองบีบนวดคลึงจุดสะกดลมปราณบริเวณกระเบนเหน็บและสะโพกงูอย่างหนักแน่นและแผ่วเบาสลับเป็นจังหวะ ทุกครั้งที่ปลายนิ้วเน้นน้ำหนักบดบี้ สืออิงก็สะดุ้งสุดตัวโยน ลมหายใจของนางหอบกระชั้นถี่ เสียงครางสั่นเครือปนหอบหวานฉ่ำสะท้อนก้องทั่วถ้ำใต้ดิน ยอมปล่อยเรือนร่างให้แนบซบไปกับแผ่นอกกว้างของหลีเฮงอย่างอ่อนระทวยประหนึ่งขี้ผึ้งลนไฟ
"อ๊า... นายท่าน... นวดตรงนั้น... อื้อ... เสียวซ่านสบายเหลือเกินเจ้าค่ะ... ลมปราณในร่างของข้าแล่นพล่านไปหมดแล้ว... อ๊า..." สืออิงพึมพำละล่ำละลัก ใบหูแดงก่ำด้วยความเขินอายปนความรู้สึกเสียวสยิวที่แล่นริ้วเข้ามาในสมองจนตัวลอย
การนวดด้วยสัมผัสสวาทปนการรักษาช่วยให้พลังลมปราณน้ำแข็งของนางที่เคยอุดตันได้รับการชำระล้างและหมุนเวียนกลับมาได้อย่างเปี่ยมพลังยิ่งกว่าเก่า ไอปราณเย็นเฉียบแผ่ซ่านออกมาปกคลุมกายหลีเฮงได้หนาแน่นขึ้นและต้านทานความร้อนได้ดีเยี่ยมขึ้นเป็นเท่าทวี
*[ติ๊ง! โฮสต์นวดบำบัดฟื้นฟูชีพจรให้แก่สืออิงสำเร็จอย่างงดงาม]*
*[ลมปราณเกลาเย็นของสืออิงได้รับการกระตุ้นเป็นพิเศษ: แผ่รังสีเย็นช่วยลดทอนความร้อนรอบตัวโฮสต์เพิ่มขึ้น 20%]*
*[แต้มเสน่หาของสืออิงเพิ่มขึ้น +5 แต้ม (ยอดรวมสิเน่หารอบปัจจุบัน: 125 แต้ม)]*
เย่เจาจวินที่ยืนคอยอยู่ไม่ไกลหันกลับมามองภาพหนุ่มหน้าหนาที่กำลังโอบกอดบีบนวดเนื้อตัวสตรีงูอย่างเปิดเผยกลางถ้ำลาวาแดงฉาน นางเอามือกุมขมับใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความระอาปนปวดขมับอย่างรุนแรง
"หลีเฮง! เจ้ามันคนหน้าไม่อายที่หาใครเปรียบเปรยไม่ได้จริงๆ! เดินทัพเข้าสู่เขตสงครามแท้ๆ แต่เจ้ากลับใช้เวลาไปกับการกอดรัดฟัดเหวี่ยงนวดลวนลามสตรีจนครางกระเส่าหน้าแดงก่ำเช่นนี้ ข้าล่ะยอมสยบให้แก่ความหน้าหนาดั่งแผ่นดินไหวของเจ้ายิ่งนัก!" เย่เจาจวินบ่นประชดประชันพลางสะบัดพัดในมือเบาๆ ข่มอารมณ์หึงหวงบางเบาที่ก่อตัวในอก
"ฮ่าๆ เจาจวินคนดี เจ้าอย่าปรักปรำสามีเช่นนั้นสิ ข้าทำลงไปเพื่อประสิทธิภาพของกองทัพเราทั้งสิ้น! เจ้ารู้หรือไม่ว่าการนวดของข้านั้นสามารถคลายความเหนื่อยล้าและเพิ่มพลังปกป้องให้แก่พวกเราได้จริง? หากไม่เชื่อ... ให้ข้าช่วยนวดบีบสะโพกงามๆ ของเจ้าเพื่อคลายความตึงเครียดตรงนี้เลยดีไหม? สะโพกของเจ้าก็น่าจะเมื่อยล้าจากการเดินนำทัพอยู่ไม่น้อยเชียวนะ" หลีเฮงหัวเราะร่าทำท่าทางกรุ้มกริ้มจะสืบเท้าเข้าไปหา
"ไม่ต้องเลย! ขยับถอยไปห่างๆ ข้าเลยนะคนเจ้าเล่ห์! หากก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะสั่งให้อสูรหมาป่าวิ่งรุมเหยียบหลังเจ้าแทนนิ้วมือของเจ้า!" เย่เจาจวินสะบัดหน้าเชิดใส่พลางชี้พัดขู่ ทว่าดวงตาสีม่วงคู่งามกลับประกายระยิบระยับแฝงรอยยิ้มอารมณ์ดี
ทันใดนั้น หน้าจอโปร่งแสงของระบบเทพแมงดาก็กะพริบแจ้งเตือนส่งเสียงสังเคราะห์สุดกวนประสาทเข้าหัวของชายหนุ่มทันที
*[ติ๊ง! ตรวจพบพฤติกรรมหน้าหนา ไร้ยางอาย ลวนลามและบีบนวดข้ารับใช้สตรีอย่างประเจิดประเจ้อท่ามกลางธารลาวาเดือดและสายตาสิ่งมีชีวิตอสูรอัญเชิญนับพัน]*
*[ผลลัพธ์: แต้มศักดิ์ศรีของโฮสต์ลดลง -1 แต้ม (แต้มศักดิ์ศรีสะสมปัจจุบัน: -56 แต้ม)]*
*[ระบบขอปรบมือให้เกียรติยศแก่ความหน้าด้านหนาทนไร้ขีดจำกัดของโฮสต์!]*
*[แต้มวิบัติสะสมเพิ่มขึ้น +1 แต้ม (แต้มวิบัติสะสมปัจจุบัน: 48 แต้ม) จากผลพวงการเรียกใช้งานทักษะพลังช่วยปกป้องโดยละเลยวิถีฝึกยุทธ์ด้วยตนเอง]*
หลีเฮงแอบเบ้ปากพลางบ่นสบถด่าระบบในใจ 'แต้มศักดิ์ศรีติดลบแล้วไง? ศักดิ์ศรีกินได้เมื่อไหร่ ยิ่งแต้มติดลบมาก สกิลหลบหลังสตรีของข้าก็ยิ่งเหนียวแน่นแกร่งกล้าขึ้นเท่านั้น! ระบบช่างไม่เข้าใจวิถีแมงดาที่แท้จริงเลยพับผ่าสิ!'
หลังจากหัวเราะเฮฮาแก้ตึงเครียดกันได้ไม่นาน ทั้งสามคนก็เริ่มก้าวเดินเคลื่อนพลตามหลังกองทัพอสูรต่อไปลึกเข้าไปในปล่องถ้ำใหญ่ ทว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าใด สภาพแวดล้อมโดยรอบก็ยิ่งดูน่ากลัวและเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน
บนโขดหิน ผนังถ้ำ และหินย้อยสีแดงเพลิงที่ห้อยระย้าจากเพดานถ้ำสูง เริ่มปรากฏเส้นใยแมงมุมสีส้มอมแดงระยิบระยับพันโยงใยข้ามไปมาอย่างหนาแน่นราวกับเป็นตาข่ายยักษ์ เส้นใยเหล่านั้นดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง มันไม่เพียงแต่มีขนาดใหญ่หนาเท่าข้อมือเด็ก แต่ภายใต้เส้นใยไหมที่เหนียวหนืดนั้นยังมีริ้วพลังงานความร้อนสีแดงแล่นพล่านไหลเวียนอยู่ภายในตลอดเวลาประหนึ่งท่อส่งลาวาขนาดเล็ก ส่งแสงสว่างวูบวาบส่องประกายสลัวให้แก่โถงถ้ำ
สืออิงดึงสติอารมณ์ความเอียงอายกลับมาเป็นความเคร่งขรึมทันที แววตาสีทองจ้องมองเส้นใยสีเลือดเหล่านั้นด้วยความระแวดระวังภัยสูงสุด นางรีบเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นายท่าน พี่เจาจวิน โปรดระวัง! ใยไหมเหล่านี้คือ 'ใยไหมเพลิง' ของพวกเผ่าแมงมุมไหมเพลิงเจ้าค่ะ เมื่อปรากฏใยสีแดงหนาตาเช่นนี้ แสดงว่าพวกเราได้ล่วงล้ำเข้าสู่เขตล่าเหยื่อและรังชั้นนอกของพวกมันอย่างเต็มตัวแล้ว!"
"ใยไหมเพลิงเหล่านี้น่ากลัวอย่างไรหรือ สืออิง?" เย่เจาจวินถามพลางใช้สายตาประเมินความเหนียวแน่นของใยที่ไหวระริกตามสายลมร้อน
"พวกมันถักทอขึ้นมาจากน้ำลายพิษอสูรผสมผสานลมปราณอัคคีเข้มข้นของตัวแมงมุม มีความเหนียวแน่นและทนทานเหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ยิ่งกว่าโซ่เหล็กกล้าชั้นเลิศหลายเท่าตัวนัก หากสิ่งมีชีวิตใดหรือทหารอสูรตัวใดเดินไปสัมผัสหรือติดกับใยเหล่านี้ เส้นใยจะตอบสนองด้วยการรัดรึงบีบรัดเข้าหาตัวเหยื่อทันที พร้อมทั้งปลดปล่อยไฟอัคคีพิษแผดเผาไหม้เกรียมจนผิวหนังและเนื้อเยื่อหลอมละลาย และที่ร้ายกาจที่สุดคือ ยิ่งเหยื่อดิ้นรนขัดขืน เส้นใยก็จะยิ่งทวีคูณความร้อนและรัดรึงแน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าเหยื่อจะสลายกลายเป็นกองเถ้าถ่านเจ้าค่ะ!" สืออิงอธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วน แววตามีประกายกังวลปนหวาดเกรง
หลีเฮงพยักหน้ารับทราบอย่างจริงจัง ทอดสายตามองดูเส้นใยแมงมุมสีเพลิงที่ขึงไขว้กันระโยงระยางจนแทบจะปิดกั้นเส้นทางเดินเบื้องหน้าในหลายๆ จุด "เข้าใจแล้ว ยุทธศาสตร์ที่เราวางแผนจัดเตรียมไว้จากค่ายย่อยจะสามารถแสดงอานุภาพแก้ทางพวกมันได้อย่างยอดเยี่ยม"
ชายหนุ่มชักดาบสั้นประดับอัญมณีข้างกายออกมาถือไว้เพื่อสร้างความมั่นใจ (แม้จะยังคงยืนหลบเยื้องอยู่ด้านหลังเย่เจาจวินก็ตาม) ก่อนจะส่งกระแสจิตสั่งการไปยังกองทัพอสูรทั้งหมด
"อสูรหมาป่าสองขาแนวหน้า จงขยับขบวนเป็นแนวกระดานแคบๆ คอยจับจ้องเดินข้ามหลีกเลี่ยงอย่าสัมผัสถูกใยไหมสีแดงเพลิงเหล่านั้นเด็ดขาด! ใช้ความเร็วของพวกเจ้าอ้อมหลบหลีกไปตามซอกหิน!"
"อสูรปีศาจพ่นพิษมารแนวหลัง! จงเตรียมกระเปาะกรดพิษในแผงคอให้พร้อม หากพบใยไหมเพลิงกีดขวางแนวรบหลักจนเคลื่อนพลต่อไปไม่ได้ ให้พวกเจ้ารวมพลังพ่นกรดพิษกัดกร่อนยิงใส่จากระยะปลอดภัย กรดพิษร้ายแรงของพวกเจ้าจะทำปฏิกิริยาละลายโครงสร้างอัคคีและสลายความเหนียวของใยเพลิงเหล่านั้นให้สลายกลายเป็นของเหลวไร้ฤทธิ์เพื่อเบิกทางเปิดศึก!"
ฝูงอสูรอัญเชิญนับพันคำรามตอบรับคำสั่งผ่านกระแสจิตร่วมดวงใจดังกึกก้อง เสียงคำรามทุ้มต่ำของหมาป่าสองขาและเสียงพ่นลมฟ่อฟ่าของฝูงสัตวอสูรพ่นพิษมารสอดประสานกับเสียงเดือดระเบิดฟองของธารลาวาเบื้องล่าง สร้างบรรยากาศน่าเกรงขามดุดันยิ่งนัก
ในเสี้ยววินาทีต่อมา เสียงกรอบแกรบแปลกประหลาดปนเสียงกรีดเล็บแหลมคมครูดกับผนังศิลาหนาเหน็บก็เริ่มแว่วดังมาจากหลืบความมืดและซอกเพดานถ้ำเบื้องหน้า เสียงฝีเท้านับร้อยนับพันคู่กำลังเคลื่อนไหวไต่กำแพงหินอย่างรวดเร็วรุกคืบเข้ามาหาขบวนทัพของพวกเขา ดวงตาอสูรสีส้มแดงเดือดพล่านนับสิบนับร้อยดวงปรากฏขึ้นท่ามกลางเงามืดสะท้อนแสงไฟเดือด
การศึกชิงแร่ศิลาไฟโลกันตร์และสงครามทลายถ้ำแมงมุมเพลิงกำลังจะเปิดฉากขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว!
---------------------------------------------------
[ประเมินผลระบบเทพแมงดา ประจำตอน]
* แต้มแมงดาคงเหลือ: 34,500 แต้ม (คงเดิม)
* แต้มวิบัติสะสม: 48 แต้ม (เพิ่มขึ้น +1 แต้ม จากผลบำบัดผ่านสกิลและรับเกราะป้องกันโดยละเลยการฝึกปรือพลังปราณด้วยตนเอง)
* เกราะพลังเมีย: 7 หน่วย (คงเดิม สถานะของสืออิงยังเป็นสนมรับใช้/ฮีโร่ต่อสู้)
* ค่าศักดิ์ศรีสะสม: -56 แต้ม (ลดลง -1 แต้ม จากพฤติกรรมหน้าหนานวดคลายเส้นบ่าไหล่สะโพกให้แก่ข้ารับใช้สืออิงต่อหน้าสาธารณชนและบริวารอสูรขณะเดินทาง)
* สถานะปัจจุบัน: 'ทัพผสมฝ่าลมร้อนมุ่งสู่รังแมงมุมเพลิง / ฝูงสมุนแมงมุมเพลิงขยับตัวเตรียมเปิดฉากการล้อมปะทะทัพหลีเฮง'
---------------------------------------------------