ปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School)

    ตอนที่ 76 : ทางเลือกจากความซื่อตรงต่อตัวเอง มักไม่ทำให้เสียใจภายหลัง

     

    ตอนที่ 76 : ทางเลือกจากความซื่อตรงต่อตัวเอง มักไม่ทำให้เสียใจภายหลัง

     

    URI

    หน่วยสอบสวนกลางที่ขึ้นตรงกับ UR ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างเขตประเทศที่มีทุกประเทศเป็นสมาชิก

     

    ถ้า UR เป็นเสมือนเสาหลักในการรักษาระเบียบของโลก งั้น URI ก็คือตำรวจที่คอยจัดระเบียบโลกให้เป็นไปตามที่ UR กำหนด

    พูดง่าย ๆ... URI ก็เหมือนกับตำรวจโลกนั่นแหละ

     

    เพราะแบบนั้น ตอนที่เราทำงานในฐานะแองกริคราวน์เลยได้มีปะทะกันบ่อย ๆ

    อย่างล่าสุดเองก็โดนหน่วยพิเศษมาบุกถึงเซฟเฮาส์ด้วย เรียกว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมาของเราก็ไม่ผิดหรอก

     

    แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะต่อให้พวกนี้เก่งยังไงแต่ก็ตามจับเราไม่เคยได้อยู่ดี

    ...ไม่ได้จะดูถูกหรอกนะ แต่มันก็เป็นความจริง

     

    เพราะงั้น ฉันมั่นใจ 100% เลยว่าที่ถูกเรียกไปฝึกงานไม่ใช่เพราะเรื่องนี้

     

    คิดตามปกติ... ฉันน่าจะถูกเลือกเพราะเกือบชนะเกมที่หัวหน้าหน่วยสืบสวนเขตที่ 66 ออก้า วาเลนไทน์จัดไว้มากกว่า

    ส่วนที่เคนเนธไม่ถูกเลือก คงเป็นเพราะถ้าฉันไม่เข้าไปช่วยหมอนั่นก็คงตกรอบ นั่นแหละคงเป็นสาเหตุที่ฉันผ่านเกณฑ์อยู่คนเดียว

     

    ...แต่ที่คิดตามปกติไม่ได้ นั่นเพราะออก้า วาเลนไทน์ดันปรากฏตัวออกมาพร้อมหน้ากากตัวตลกเนี่ยสิ

    แถมวันเดียวกันนั้น อาจารย์ฮอว์คินก็ปรากฏตัวขึ้นมาจู่โจมเราอีก

     

    ถ้าสองเรื่องนี้เชื่อมโยงกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าออก้าอาจจะเป็นหนึ่งใน Midnight เหมือนกับอาจารย์

    นั่นสินะ... ทำเรื่องใหญ่ถึงขนาดลบประเทศให้หายไปได้ แถมยังไม่ทำให้ทั้งโลกสั่นคลอนด้วย มันจะแปลกตรงไหนถ้า UR ก็มีส่วนรู้เห็นด้วย

     

    ไม่สิ เรายังบอกไม่ได้ว่า Midnight เป็นคนบงการ UR หรือแค่มีสายอยู่ในนั้น

    แต่... มันก็มีอยู่แค่ทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้

              ชินเหงื่อตกกับทางเลือกที่อยู่บนโต๊ะตรงหน้า พอเบาใจที่จะพักจากเรื่องนี้ได้ไม่ทันไร เบาะแสใหม่มันก็ดันปรากฏขึ้นมาอีก

              นอกจากเรื่องที่ว่าตัวตนอาจจะถูกเปิดเผยแล้ว หากชินไม่ตอบรับข้อเสนอฝึกงานนี้ โอกาสที่จะเข้าหาออก้า วาเลนไทน์ที่เป็นผู้ต้องสงสัยหลังจากนี้ก็คงยาก

              ตัวเลือกที่ดีที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ข้อเสียคือมันไม่ได้อยู่ตลอด และเวลากำลังนับถอยหลัง

              ชินยืนนิ่งครุ่นคิดชั่งน้ำหนักได้สักพัก อาจารย์เลย์น่าที่มองชินมาตลอดเลยเริ่มเกาหัว

     

    “คิดหนักเลยสินะ... แต่ก็แหงล่ะ เธออุตส่าห์เพิ่งทำงานทัศนศึกษาจบไปเองแท้ ๆ ถ้าเป็นฉันคงโยนเจ้านี่ลงถังขยะแล้วกลับบ้านไปก๊งเบียร์แล้วล่ะ”

    “อะฮะฮะ...”

              ชินหัวเราะแห้งกับอาจารย์เลย์น่าที่ยกมือขึ้นทำท่ากระดกเบียร์ มองกี่ทีก็รู้สึกว่าเธอช่างสวยเสียของ ทั้งที่ใบหน้าและท่าทางเธอละม้ายคล้ายกับเลย์ล่าผู้เป็นแม่อีกคนของชินเลยแท้ ๆ

              แต่ถึงชินจะแอบคิดเสียมารยาทเขาก็ต้องยอมรับ ว่าอีกจุดที่อาจารย์เลย์น่าเหมือนกับแม่ของเขาคือความเป็นห่วงจากใจ

              ชินถึงสัมผัสความอ่อนโยนได้จากแววตาที่อาจารย์เลย์น่ามองมา

     

    “ไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้นะ เอาเอกสารกลับไปอ่านก่อนสักวันนึงค่อยว่ากันก็ไม่สายหรอก... ไม่สิ ส่งเอกสารมากระชั้นชิดแบบนี้ ถ้ายังมีปัญหาอีกก็ไปขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลยเถอะ”

    “มะ ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกครับ...” ชินยิ้มแห้ง ๆ กับท่าทีจริงจังเกินเหตุของเลย์น่า

              ถึงปกติจะอยากรับมุกก็เถอะ แต่ชินรู้สึกว่าเธอจริงจังน่าดู และเขาก็รู้สึกขอบคุณตรงส่วนนั้น

     

    “แต่ก็เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมาแจ้งอีกที... ขอบคุณที่เหนื่อยนะครับอาจารย์”

    “ฮุฮู! ฉันเป็นอาจารย์สาวสวยที่พึ่งพาได้ใช่ไหมล่า!”

              อาจารย์เลย์น่ายิ้มร่าแล้วก็ตบหลังชิน ป๊าบ! เข้าให้ เสร็จแล้วก็กระโดดโลดเต้นออกจากห้องไป ท่าทางยังกับเด็กจนชินรู้สึกอยากริบคำขอบคุณคืนเลยทีเดียว

              แล้วพออาจารย์หายออกจากห้องไป เคนเนธก็เดินมาตบบ่าชินไปพร้อมกับแอบมองเอกสารในมือของชิน

     

    “แล้วนี่ชินของฉันโดนใช้งานอะไรอีกล่ะเนี่ย?”

    “ฉันเป็นของนายตั้งแต่เมื่อไหร่ดีกว่า”

              ชินถอนหายใจกับเรื่องล้อเล่นที่ดูจะเยอะเกินไปแล้วในช่วงนี้

              ส่วนเรื่องที่เคนเนธอยากรู้เขาคิดว่าเอาให้ดูคงอธิบายง่ายกว่า ชินเลยยกเอกสารให้เคนเนธไปดูเอง ซึ่งนั่นพอดีกับที่เกวนกับซูซานตามมาด้วย พวกเธอเลยรวมหัวกันชะโงกดูปึกกระดาษในมือเคนเนธพร้อมกัน

     

    “อะไรเนี่ย?” แต่ผิดคาดของชิน เพราะเคนเนธเอียงคอไม่เข้าใจสิ่งที่กระดาษเขียน เกวนที่อยู่ข้าง ๆ เลยถอนหายใจเพราะรู้สึกว่าต้องอธิบายให้เขาฟัง

    “เคนเนธนี่ล่ะก็... นี่มันใบเชิญชวนให้ชินไปฝึกงานที่ URI น่ะ”

    “โห! สมเป็นชินจริง ๆ เลยแฮะ!”

              พอเข้าใจสถานการณ์ เคนเนธก็ยิ้มร่าซะอย่างกับเป็นตัวเองที่ถูกหวย เล่นเอาชินทำตัวไม่ถูกจนต้องเกาหัวแก้เขินไป

              ส่วนซูซานที่ได้ยินเสียงพูดคุยของชินมาแต่แรกแล้วก็เริ่มทำสีหน้าคมกริบขึ้น

     

    “นั่นสิคะ สมเป็นชินจริง ๆ ...ไม่ว่าตอนไหนก็มีคนอยากชวนมาร่วมงานด้วยตลอดเลย” น้ำเสียงซูซานดูดีใจจากรอยยิ้มที่เผยขณะพูด

              ...แต่นั่นดูไม่ได้มาจากความดีใจอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นเกวนคงไม่เปลี่ยนแววตาจนคมกริบตามไปด้วย เพราะแววตาซูซานนั้นจ้องชินราวกับจะจับกิน

              ‘ชินเก่งจนใครก็อยากชวนเป็นพวก รวมถึงฉันด้วย’ นั่นแหละคือสิ่งที่ชินกับเกวนสัมผัสได้

              ...ซึ่งชินก็พอจะมองเจตนานั้นออกแต่แรกแล้ว

              แต่อย่างว่า ตอนนี้ชินต้องให้ความสำคัญกับเบาะแสใหม่ และการจัดลำดับความสำคัญกับทางเดินชีวิตเสียก่อน

     

    “...แต่ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจหรอก คงต้องกลับไปคิดดูก่อนน่ะ”

              ชินว่าแล้วก็หยิบปึกกระดาษคืนจากมือเคนเนธเอาเข้ากระเป๋า เขาไม่คิดว่าควรบอกว่าตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว โดยเฉพาะตอนที่ซูซานอยู่ด้วย

     

    “งั้นวันนี้ฉันขอกลับก่อนนะทุกคน พอดีมีธุระนิดหน่อยน่ะ”

    “อ้าวเหรอ? น่าเสียดายชะมัดเลย” เคนเนธทำตาคลอเบ้าใส่ทันทีที่เห็นชินโบกมือลา และยิ่งหนักเข้าเมื่อเกวนเองก็โบกมือลาด้วย

    “ฉันเองก็ขอกลับไปทำการบ้านดีกว่า”

    “นั่นสิคะ ฉันเองก็ติดธุระพอดีเหมือนกัน ไว้เจอกันนะทุกคน”

              ซูซานว่าแบบนั้นแล้วก็แยกตัวออกจากห้อง ไปคนละทางกับทั้งชินและเกวน

              เหลือไว้แต่ลมเย็นหวิว ๆ จากนอกหน้าต่าง พัดใส่เคนเนธให้หนาวเหน็บด้วยความเหงาหงอยอยู่คนเดียว

     

    “...ไม่มีใครเล่นด้วยเลยอ่า”

     

    ❖❖❖❖❖

     

    ————ทางด้านของชงหยวน

              หลังจากแยกกลุ่มมาจากทั้งชินและเกวน (รวมถึงเคนเนธ) ซูซาน... ชงหยวนก็เดินลงจากตึกเรียน ลงไปยังถนนที่นำพาไปสู่ประตูหน้าโรงเรียน

              ในระหว่างนั้น ชงหยวนสัมผัสตัวตนคนคุ้นเคยได้จากด้านหลัง แต่ก็ทำเพียงเหลือบด้วยหางตาเพื่อยืนยันก่อนจะเดินต่อไปจนถึงนอกรั้วโรงเรียน

              แล้วพอพ้นจากสายตาของนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน เด็กหนุ่มที่เดินตามหลังชงหยวนมาตลอดก็เดินมาอยู่ข้าง ๆ เธอ

     

    “สวัสดีครับท่านชงหยวน”

    “ไงจิน”

              ชงหยวนตอบรับคำทักทายของนักเรียนชายอย่างจิน ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันอย่างแนบเนียนโดยไร้ซึ่งสายตาจากผู้ใด

              แม้อันที่จริง คนในห้องเรียนจะรู้อยู่แล้วก็ตามว่าทั้งสองคนรู้จักกันแถมยังได้อยู่กลุ่มทัศนศึกษาเดียวกัน จะมีการติดต่อกันหลังจากทัศนศึกษาจบลงย่อมไม่แปลกอะไร

              ทั้งอย่างงั้นชงหยวนก็ยังเลือกที่จะไม่ให้ใครเห็นการพบกันระหว่างเธอกับจิน เพราะมันอาจนำไปสู่การเข้าใจผิดได้ และสาเหตุของเรื่องนั้นก็คือ

     

    “ชินยะเป็นยังไงบ้างเหรอครับ”

    “ก็ดูสงบเหมือนทุกทีนั่นแหละ ไม่มีเวลาไหนเหมาะเข้าหาไปกว่านี้แล้ว”

              ชงหยวนตอบข้อสงสัยของจินในบัดดล ด้วยรอยยิ้มที่จินสังเกตเห็นว่าดูดีใจมากกว่าทุกครั้งที่เคยเห็นเลยทีเดียว

     

    กะแล้วเชียวว่าท่านชงหยวน...

              จินรู้สึกได้ทันที แต่ก็อุบไว้ไม่พูดเรื่องที่มันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่งั้นเธอคงไม่นัดเจอเขาในจุดที่จะมีคนในโรงเรียนเห็นอย่างนี้

              ...เพราะมันชัดเจนมาก ว่าชงหยวนไม่อยากให้ชินเข้าใจผิดว่าเธอสนิทกับผู้ชายคนอื่น

              ชงหยวนผู้ยิ้มด้วยใบหน้าของหญิงสาวในห้วงรักชัดเจนอย่างนี้ อย่างไรจินก็มองออก

     

    “แล้วเราจะเอายังไงต่อเหรอครับ?” จินเลยเลือกที่จะถามไปยังประเด็นอื่นแทน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ชงหยวนจะเข้าหาชินอยู่ดี

              นั่นเพราะอย่างไรเสีย... เป้าหมายแต่แรกของเธอก็คือการดึงชินมาเป็นพวกอยู่แล้ว

              ชงหยวนที่ได้ยินอย่างนั้นยิ้มแป้นหันขวับมาทางจินอย่างร่าเริงในบัดดล

     

    “ก็แหงอยู่แล้ว! แต่ก่อนอื่นฉันคงต้องทำให้เขากลับมาเชื่อใจฉันก่อนน่ะนะ”

    “...แบบรัก ๆ ใคร่ ๆ น่ะเหรอครับ?”

    “จะซื้อใจก็ต้องใช้ใจไปแลกสิ! ไม่ใช่รึไง?”

              ชงหยวนทั้งชี้นิ้วทั้งขมวดคิ้วใส่จินยังกับว่าเขาถามแปลก ๆ ทำเอาจินเหงื่อตกไปแวบนึง

              แต่พอเห็นว่าชงหยวนดูจะไม่ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนทุกทีเขาก็โล่งใจ เพราะชงหยวนดูแสดงออกไปทางงอนที่จินไม่ยอมเห็นด้วยกับเธอมากกว่า เรียกว่าพอเทียบกับช่วงที่ผ่านมาแล้ว ตอนนี้เธอดูหวานไปเลย

     

    ความรักทำให้คนเปลี่ยนขนาดนี้เลยสินะ

    ...แต่เราก็ว่าเขาไม่ได้หรอก

              จินยิ้มแห้ง ๆ แม้อยากจะบอกให้เจ้านายระวังตัวในการเข้าหา แต่ตัวเขาก็ก้าวผ่าวเรื่องยากลำบากมาได้เพราะคิดถึงเฟย เลยรู้สึกว่าไม่มีสิทธิจะไปบอกในสิ่งที่ตัวเองก็ทำไม่ได้

              สิ่งที่เขาทำได้ เลยเหลือแต่การสนับสนุนผู้เป็นนาย

     

    “แล้วผมต้องทำอะไรบ้างเหรอครับ?”

    “ก็แค่เตรียมตัวไว้ก็พอ ทุกคนนั่นแหละ ...แต่ก็หวังว่าจะไม่ต้องเคลื่อนไหวล่ะนะ”

              ชงหยวนทิ้งท้ายด้วยสีหน้าที่ขมวดคิ้วเครียดขึ้น เพราะอย่างไรชินก็ยังเป็นแองกริคราวน์และอยู่ฝั่งเดียวกับวลาด

     

    เดิมที... ถึงพิสูจน์ได้ว่าชินไม่มีตราราชันย์ มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าตอนนี้เราเป็นศัตรูกันอยู่ดี

    แต่ถึงอย่างงั้น เราก็หวังว่าตัวเองจะมีแต้มต่อที่จะทำให้ชินแปรพักตร์ได้

     

    ...ถึงนั่นจะเป็นข้อสรุปในมุมมองของเราฝ่ายเดียวก็เถอะ เพราะเราไม่รู้เลยว่าสัญญาระหว่างชินกับวลาดคืออะไร

    แล้วอีกอย่าง ชินไม่ใช่ผู้ชายที่จะผิดคำพูดตัวเองง่าย ๆ ด้วย

     

    ดังนั้น โอกาสที่เขาจะทรยศพวกตัวเองนั้นมีน้อยมาก เรื่องนั้นเรารู้ดีอยู่แล้ว

    แต่ถึงจะรู้ดีอยู่แล้ว ยังไงมันก็ต้องลองเสี่ยงดู

     

    ก็ชินน่ะ... ชินน่ะควรต้องอยู่กับฉัน...

              ชงหยวนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เอ่อล้นมาจากในอกจนต้องหยุดความคิดตัวเองลง การปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำการตัดสินใจนั้นถือเป็นเรื่องน่าละอายของผู้นำ

              แต่จะทำอย่างไรได้... หลังจากคืนนั้นที่ได้พิสูจน์แล้วว่าชินไม่มีตราราชันย์ อารมณ์ที่เธอเก็บกดเอาไว้มากว่าสิบปีมันก็เริ่มทะลักออกมามากขึ้นทุกวัน เธอรู้สึกเหมือนความอ่อนไหวที่เคยมีแก่เขามันทยอยฟื้นกลับมาหลังจากที่รู้ว่าตัวเองยังมีโอกาสเคียงข้างชินได้อยู่

              และนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย... อย่างน้อยก็สำหรับตอนนี้

     

    ยังไงก็ตาม เราต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจไปก่อน

    เพราะโผล่เข้ามาในชีวิตของชินแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แถมยังทำตัวน่าสงสัยหลายต่อหลายครั้งอีก หากไม่เริ่มจากการคลี่คลายข้อสงสัยให้ตัวเอง ชินก็จะไม่มีวันเปิดใจ

     

    “งั้นก็ตามแผน... วันนี้ฉันจะไปคุยกับเขาที่ห้อง ส่วนพวกเธอก็อยู่ห่าง ๆ ไว้แต่ก็เตรียมตัวเผื่อไว้ด้วย”

    “ได้เลยครับ จะพยายามทำให้เป็นธรรมชาติเพื่อตบตาวลาดนะครับ”

              จินโค้งหัวรับทราบคำสั่ง เพราะถ้าวางกำลังใกล้ชินอย่างโจ่งแจ้งเกินไป วลาดที่เป็นผู้ปกครองดินแดนซึ่งรู้ตำแหน่งของตราทุกชนิดจะจับไต๋เอาได้

              แม้การที่ชงหยวนซึ่งมีตราราชันย์เข้าใกล้ชินก็อาจเป็นความเสี่ยงให้วลาดเคลื่อนไหวก็เถอะ แต่ยังไงเธอก็เรียนห้องเดียวกับชินมาหลายสัปดาห์แล้ว การที่วลาดจะเคลื่อนไหวตอนนี้ก็อาจจะไม่คุ้มเพราะอาจเป็นการเปิดศึกกลางเมืองอีกครั้ง

              การที่ชงหยวนเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง ก็เพื่อให้วลาดกังวลเรื่องนั้นและไม่เข้ามาหาเธอแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่สร้างเงื่อนไขให้วลาดไม่มีทางเลือกจนต้องเข้ามาปะทะด้วย เรียกว่านี่เป็นตาเดินที่ดีที่สุดแล้ว

              ชงหยวนทวนแผนในหัวและภาวนาถึงโอกาสสำเร็จ รู้ตัวอีกทีก็เดินมาจนถึงสถานีรถไฟฟ้าที่จะนำไปสู่หอพักของชินแล้ว

     

    “งั้นแยกย้ายกันตรงนี้แหละ”

    “โชคดีนะครับท่านชงหยวน”

    “ของมันแหงอยู่แล้ว”

              ชงหยวนยืดอกพูดน้ำเสียงมั่นใจก่อนจะเดินจากไป พร้อมกับโบกมือลาจินโดยไม่ได้หันไปมอง

              เธอเดินขึ้นไปยังสถานีรถไฟฟ้าอย่างเด็ดเดี่ยว แต่ทุกก้าวที่เดินก็สัมผัสได้เหมือนกันว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นรัวขึ้นเรื่อย ๆ ทุกขณะที่เดินทาง บวกกับภาพจินตนาการที่ตัวเองกำลังจะกลับไปสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมกับชิน นั่นยิ่งทำให้แก้มเธอแดงระเรื่อ

     

    ให้ตายสิ... สงบใจไม่ได้เลยแฮะ

    ทำไมหัวใจฉันมันซื่อตรงขนาดนี้เนี่ย!

              ชงหยวนรู้สึกหงุดหงิดกับตัวเองแต่ก็ทำได้แค่ยิ้มแหย เธอนั่งมองนอกหน้าต่างขณะวิวทิวทัศน์ถูกเลื่อนผ่าน ทำให้นึกถึงวันที่เคยตัดสินใจเด็ดขาดว่าหากพบว่าชินเป็นราชาเธอก็จะต้องฆ่าเขาให้ได้

              แต่พอเทียบกับตอนนี้... ร่างกายและหัวใจที่โหยหาชินอย่างซื่อตรงนี้มันช่างตรงข้ามกับเมื่อตอนนั้น นั่นเพราะเธอเรียกความซื่อตรงของตัวเองได้กลับมาก่อนที่ผลการพิสูจน์จะออกมาเสียอีก

              แม้จะน่าขัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้... ว่าสาเหตุที่ทำให้เธอเปลี่ยนไป กับสาเหตุที่ทำให้เธอกลับมาเป็นตัวเองได้อีกครั้งมันดันมาจากเรื่องเดียวกัน นั่นก็คือชิน

              ชินมีอิทธิพลกับเธอถึงขนาดนั้น และนั่นแหละคือเหตุผลที่ชงหยวนต้องพึงเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา รวมถึงตอนนี้ที่ยังใจเต้นรัวไม่หายด้วย

     

    สงบใจไว้ชงหยวน... เธอไปแค่แสดงความจริงใจเท่านั้น

    อย่าเพิ่งไปคาดหวังอะไรนอกจากนั้นโดยเด็ดขาด

              ชงหยวนข่มใจที่กำลังเริงร่าของตัวเองขณะก้าวลงจากรถไฟฟ้า แต่แทนที่ขาจะพาลงบันได เธอกลับเดินเข้าห้องน้ำหญิงแทน

              ชงหยวนมองตัวเองในกระจก เห็นใบหน้าอันผ่องใสเยาว์วัยของตัวเองแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มยืดอกอย่างภูมิใจ

              แต่ถึงอย่างนั้น... เธอกลับรู้สึกว่าเครื่องสำอางมันจางลงไปเมื่อเทียบกับตอนเช้า เธออดไม่ได้อีกที่จะหยิบเครื่องแป้งออกมาเติมเสียหน่อย

              เสร็จกิจไปหนึ่งชงหยวนก็พยักหน้าพอใจ แต่ก็ไม่วายนึกครึ้มอะไรไม่รู้จึงยกแขนขึ้นดมกลิ่นตัวเอง

              แน่นอนว่าไร้ซึ่งกลิ่นไม่พึงประสงค์เพราะเธอดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีความคิดแลบเข้ามาว่า ‘กันไว้ดีกว่าแก้น่า’ เธอเลยเดินเข้าห้องน้ำไปแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับตามตัว โดยเฉพาะส่วนข้อพับอย่างรักแร้หรือระหว่างหน้าอกที่อาจมีเหงื่อออกมาก

              แล้วในระหว่างนั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะสำรวจชุดชั้นในของตัวเอง ซึ่งมันเป็นลายลูกไม้ที่ดูเป็นผู้ใหญ่เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

     

    คะ แค่เผื่อไว้น่า!

              ชงหยวนทะเลาะกับตัวเองในหัว ต้องย้ำเตือนกับหัวใจอันซื่อตรงอีกรอบว่าไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้น ...เธอแค่เผื่อไว้ว่าหากมีอะไรเกิดขึ้น มันจะได้ออกมาดีก็เท่านั้นเอง

     

              ชงหยวนแก้ตัวกับตัวเองอย่างนั้นแล้วเดินออกจากห้องน้ำ หนนี้เธอตั้งจุดหมายไว้ที่หอพักของชินจริง ๆ แล้ว

              สถานที่แรกที่ชงหยวนเดินผ่านคือตลาดชุมชน เธอเคยได้ยินชินพูดถึงมันจึงรู้ว่าไม่น่าผิดที่ พอเดินเท้าต่อไปอีกไม่ทันไรก็เห็นหอพักเก่า ๆ ที่คิดว่าน่าจะใช่

     

    ...ลำบากเหมือนกันนะคะเนี่ย

              ชงหยวนอดคิดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ก็รีบปรับความคิดตัวเองไม่ให้ความเห็นใจมากลืนกินความสามารถในการเจรจา

              เธอเดินขึ้นไปบนชั้นสองเสียง่าย ๆ ดูเหมือนเรื่องการรักษาความปลอดภัยเองก็เรียกว่าไม่มีเลย แต่เธอก็เดินต่อไปจนถึงห้องที่สองจากในสุดตามที่ได้ยินมา ก่อนที่จะเคาะห้อง

     

    “สวัสดีค่ะชิน ฉันชงหยวนเองค่ะ”

              ชงหยวนเอ่ยแนะนำตัวด้วยชื่อจริง เผยเจตนาที่จะแสดงความจริงใจตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ถึงน้ำเสียงจะดูหวานสดใสไปหน่อยจนตัวเองยังเผลอขนลุกก็เถอะ

     

    ฟู่!

              ชงหยวนรีบปรับลมหายใจอีกรอบ นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้แสดงความร้อนรนออกมาก่อนจะเริ่มการพูดคุย

              ...ทว่า ผ่านไปแล้วกว่า 30 วินาที แต่กลับไม่มีใครออกมาเปิดประตูเลยสักคน

              ทั้งที่เธอสัมผัสกลิ่นอายได้ว่ามีคนอยู่ในห้องคนนึงแท้ ๆ

     

    ...หรือว่า!!!?

              ชงหยวนไม่อยากจะคิดถึงความเป็นไปได้นึงที่แอบกังวล จึงลองเพ่งประสาททสัมผัสที่ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี พริบตานั้นความรู้สึกหนาวเย็นจนขนลุกก็ลอดออกมาจากใต้ประตู

              แม้จะเล็กน้อยแต่มันก็มากพอที่จะทำให้รู้ เพราะคนที่แข็งแกร่งมากพอจะเผลอปล่อยพลังเวทหลุดรอดออกมาได้แบบนี้มันมีอยู่ไม่กี่คน

     

    “นั่นเธอใช่ไหม... โอลิเวีย”

              ชงหยวนพูดกดเสียงตัวเองเป็นครั้งแรก เธอรู้ตัวเองว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปและภายในใจเองก็คุกรุ่นด้วยความร้อนจากความพิโรธ

              ถึงแบบนั้นก็ไม่ละทิ้งความเป็นไปได้ที่ชินจะอยู่ในห้องด้วย เธอเลยพยายามเลือกใช้คำพูดให้ดูดีอยู่

              ...แต่นั่นก็จนถึงจุดที่ไม่มีเสียงตอบกลับนานกว่าหนึ่งนาที ชงหยวนจึงมั่นใจว่าชินไม่ได้อยู่ในห้อง เพราะเขาไม่มีทางปล่อยให้แขกรอนานขนาดนี้แน่

              ถึงอย่างนั้น จะแสดงความโกรธก่อนที่จะคุยก็ไม่ดีอีก ชงหยวนเลยถือวิสาสะเอื้อมมือไปจับลูกบิด

     

    “...ถ้ายังเงียบอยู่ฉันจะเปิดเข้าไปเองแล้วนะ”

    แกร๊ก!

              ชงหยวนรีบชักมือหนีแทบไม่ทัน เพราะไม่ทันไรลูกบิดประตูก็ถูกแช่แข็งมาจากข้างใน

              แล้วคนที่เป็นสาเหตุก็เป็นคนเปิดประตูเองหลังจากนั้น... ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากโอลิเวียที่ยังอยู่ในชุดนักเรียนเพราะเพิ่งกลับมาจากที่โรงเรียน

              เธอจ้องตาชงหยวนด้วยความพิโรธ ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

              ด้านหน้าห้องของชินที่ควรจะเป็นจุดรับแขก เลยกลายเป็นสนามรบระหว่างหญิงสาวในห้วงรักทั้งสองไปเสียแล้ว

     

    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School) ที่คุณอ่าน