Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามตะวันจันทรา:ดวลเดือดเทพสงคราม(1)

                 ศิลาและอาบาไนทิ้งระยะห่างออกจากกันกลับมาอยู่ในท่วงท่าปกติจากนั้นศิลารอบปรายสายตามองรอบตัว    เห็นเพียงความวินาศสันตะโร   ขืนยังเป็นอยู่แบบนี้มีหวังได้หายไปทั้งทวีปแน่นอน

                “เปลี่ยนสถานที่สู้กันเถอะ”  ศิลากล่าวขึ้น  “การต่อสู้ของเทพสงครามจะทำให้โลกนี้พินาศกันไปใหญ่    เดี๋ยวคนอื่นเขาจะเดือดร้อน”

                “ข้าเห็นด้วย   ข้าเองก็ไม่ต้องการให้มีผู้รับเคราะห์จากเหตุการครั้งนี้”  อาบาไนถือว่าเป็นนักรบที่มากด้วยเกียรติ    เขาไม่ต้องการให้คนไม่เกี่ยวข้องมารับผลกระทบจากการต่อสู้ของตน   คนพวกนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย   การที่ต้องมีผู้บริสุทธิ์ตกตายถือเป็นการกระทำที่ต่ำช้าในฐานะของนักรบ   “จะเปลี่ยนเป็นที่ไหน”

                 ศิลาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า    เขาไม่ได้หวังดีหรือเป็นห่วงผู้เล่นอะไร    ให้ถูกคือไม่สนด้วยซ้ำว่าพวกผู้เล่นคนอื่นจะถูกผลกระทบอะไร    ศิลาอยากเปลี่ยนสถานเพราะไม่ต้องการให้ตนเองถูกถ่ายทอดสด

                “ดวงจันทร์”   ศิลาชี้ไปยังพระจันทร์กลมโตสีเหลืองทอง

                “ดี”  อาบาไนตอบรับก่อนจะพุ้งร่างเหาะสูงขึ้นไปด้วยความรวดเร็วทั้งหมดที่มี   ชายหนุ่มไม่หันมาสนใจศิลาแม้แต่น้อย    เขาเชื่อใจว่ายังไงจอมมารคนนี้จะต้องตามมาอย่างแน่นอน     และเป็นอย่างที่อาบาไนเชื่อ

                ศิลาเร่งคลื่นพลังถึงขีดสุดก่อนจะทีบเท้าใส่อากาศ    คลื่นแรงระเบิดกระจายเป็นวงกว้างออกจากเท้าพร้อมกับร่างของศิลาหายไปจากหน้าจอในพริบตา   ขณะเดียวกันคลื่นพลังแรงถีบที่ศิลาปล่อยออกมาพุ้งกระทบผิวทะเลก่อเกิดเป็นมหาคลื่นสึนามิพัดถล่มทวีป   เมืองน้อยใหญ่กำลังจะล่มสลาย   ผู้เล่นต่างหนีเอาชีวิตรอด    พวกเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีขัดขวางมวลน้ำมหาศาลเอาไว้แต่มันกลับไร้ผล    คลื่นวาตะเกรี้ยวกราดรุนแรง  รวดเร็วจนสามารถพังทลายบาเรียร์ของพวกผู้เล่นได้ง่ายดาย    ซ้ำร้ายคลื่นยักษ์ที่ศิลาสร้างขึ้นโดยไม่ตั้งใจไม่ได้มาเพียงลูกเดียวแต่ยังโถมเข้าโอบทวีปเป็นระลอกคล้ายคลื่นทะเลพัดเข้าชายฝั่ง

                 “ประกาศ   ประกาศ   ประกาศสถานะการณ์ฉุกเฉิน   ผู้เล่นทุกคนในทวีปโลกใหม่ขอแนะนำให้อพยบหนีจากคลื่นยักษ์แฝงพลังแห่งสูญ  โดยเร็วค่ะ”

                 “ประกาศ   ขอให้ผู้เล่นทุกคนในทวีปผู้กล้าที่มี  ระดับไม่ถึง 300  อพยบโดยด่วน  ไม่เช่นนั้นท่านจะถูกคลื่นยักษ์แห่งการลบล้าง  ลบออกค่ะ”

                 “ประกาศ   ประกาศ   เนื่องจากเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน  ขอเปิดภารกิจพิเศษปกป้องทวีปผู้กล้าจากวาตะภัย  คลื่นยักษ์แห่งการลบล้าง   ผู้เล่นที่เข้าร่วมจะได้รับศาสตราระดับ SS  รวมถึงเลื่อนขึ้นเป็นกึ่งเทพสงคราม”

                 เหตุการณ์วิบัติครั้งนี้เกิดจากศิลา  ทำให้รูเซียโน่ต้องมาตามเช็ด   เลยจำเป็นต้องตั้งภารกิจพิเศษ

                 เสียงจากระบบดังถี่ยิบแจ้งเตือนถึงผู้เล่นทั่วโลก    มีหลายคนกำลังมุ้งทยานมายังหิมพานต์เพื่อจะต้านทานสกัดกั้นคลื่นยักษ์ไม่ให้ลบล้างทวีป      หลายคนเลือกจะล็อคเอ้าท์หนี   พวกเขาไม่อยากจะเสี่ยงตายแม้รางวัลตอบแทนจะยั่วใจก็ตาม   ในเมื่อไม่ได้อะไรพวกเขาก็ขอไม่เสียอะไรจะดีกว่า   รู้ดีว่าแม้จะเป็นแค่เศษพลังแห่งสูญของศิลาที่แฝงมากกับคลื่นยักษ์   แต่มันไม่ใช่อะไรที่จะหยุดได้ง่ายอย่างที่คิดและยิ่งเป็นพลังของศิลาด้วยแล้ว   แค่เศษเสี้ยวมันก็มากเทียบเท่าพลังสุดขีดของผู้เล่นระดับสามร้อย

                 “เฮ่ย..   ดวงจันทร์ระเบิด!!”  ผู้เล่นคนหนึ่งกำลังจะเข้าร่วมภารกิจชี้ขึ้นฟ้าทางดวงจันทร์ให้พรรคพวกมอง   เขาตกใจถึงขีดสุด

                 “เออ...   จริงด้วยว่ะ    เกิดอะไรขึ้น”  ชายหนุ่มอีกคนให้ความสนใจ

                 “หรือว่า?   ศิลากับไอ้ตัวนั้นไปสู้กันที่ดวงจันทร์”  เพื่อนหนุ่มอีกคนพูดขึ้น

                  “เป็นไปไม่ได้  ผู้เล่นเนี่ยนะจะไปดวงจันทร์  นั่นมันมีไว้ประดับฉากไม่ใช่เลอะ”

                  “ประดับหน้าเองซิ    เกมนี้มันคือโลกเสมือนอ้างอิงจากความเป็นจริง   เพราะงั้นดวงจันทร์ก็ถือว่าเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของโลก   ในโลกจริงมนุษย์ยังไปเหยียบดวงจันทร์ได้เลย  นับประสาอะไรกับในโลกนี้ที่ทำได้ทุกอย่าง”

                 “แต่แกเคยเห็นผู้เล่นคนไหนเคยไปดวงจันทร์มั้ง    มันเชื่อยาก”

                 “จะเชื่อยากหรือไม่อยากเชื่อ   แต่ความจริงที่ว่าดวงจันทร์ระเบิดหายไปครึ่งเสี้ยวก็เป็นความจริง”

                บนพื้นผิวขุขระ  รอบข้างเป็นความมืด  และเศษหินน้อยใหญ่   เส้นแสงสองส้ายบินตัดผ่านปะทะกันนับครั้งไม่ถ้วน   แต่ละครั้งสร้างระเบิดคลื่นพลังออกมาทำลายดวงจันทร์ให้พินาศขึ้นเรื่อยๆ

                ชั่วพริบตาศิลาดีดตัวถอยห่างออกมาก่อนจะเรียกหอกโมกขศักดิ์มาถือไว้ในมือ  บรรยากาศรอบกายของเขาพลันเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง   ไม่เหมือนกับอาบาไนรอบกายอาบด้วยคลื่นพลังเกรี้ยวกราด  ทว่าที่ทั้งสองมีเหมือนกันคือรอบกายปกคลุมด้วยพลังธาตุลมเป็นการสร้างอากาศหายใจให้กับตนเอง

                “ท่านเป็นตัวอันตรายอย่างที่เดม่อนคิดไว้ไม่มีผิด   ขนาดไม่ได้อยู่ในร่างผสานวิญญาณกับจันทราเทพยังสามารถต่อกรข้าได้ถึงเพียงนี้  ไม่ซิ  เหมือนว่าหากไม่อยู่ในการผสานวิญญาณจะแข็งแกร่งกว่า”  อาบาไนพูดไม่ผิด   การผสานวิญญาณกับฟ้าครามทำให้ศิลามีพลังเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย  เป็นเพียงแค่การปลดระดับเลเวลเท่านั้น  แต่พลังของศิลามากกว่าเลเวลไปมากมาย   ความหมายจริงๆของการผสาณวิญญาณนั่นเพื่อมีไว้สยบกดทับพลังที่มากเกินไปของศิลา  คอยใช้พลังของห้าครามสยบเอาไว้จากภายในไม่ให้เขาเผลอใช้พลังออกมาเต็มที่ 

                “แต่ผมก็ยังเอาชนะคุณไม่ได้  นั่นคือความจริง”

                ฮึ...   “ความจริงคือท่านกำลังลองเชิงข้าตางหากล่ะ  จอมมาร”

               “ไหนเลยข้าจะกล้าลองเชิงกับคนที่มีพลังสูงกว่าตัวเอง  ท่านเข้าใจผิดแล้ว”  

               “คิดว่าข้าดูไม่ออกรึไง”  

               ศิลาหัวเราะในลำคอครั้งหนึ่ง   “งั้นคงต้องเลิกเล่น  ผมเองก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว”  ความคิดของศิลายังไม่เปลี่ยน  

                เขาไม่สามารถเอาชนะชายตรงหน้าได้   แต่เขาควรจะรีบๆตายได้แล้วเพื่อให้สามตนนี้ไปจากเขาเสียที  ทว่าถึงกระนั้นเขาก็ไม่คิดที่จะตาย   เกิดเป็นคนหากชีวิตยังไม่สิ้นมันก็ต้องดิ้น  นั่นคือสิ่งที่เขาคิดยึดถือมาตลอดตั้งแต่ชีวิตตกต่ำถึงจุดต่ำสุด    และศิลาคิดว่าไม่ใช่แค่เขาที่คิดแบบนี้   มนุษย์ทุกคนย่อมคิดแบบเดียวกัน  หากมีชีวิตอยู่ก็ต้องก้าวเดินต่อไป  วันนี้เจอเรื่องแย่ขนาดไหน  นอนหลับเอาแรงสักตื่นเมื่อเช้าวันใหม่มาเยือนก็ต้องก้าวเผชิญหน้ากับความจริง   วันนี้ไม่ดีพรุ้งนี้มันต้องดี  พรุ้งนี้ไม่ดีวันต่อไปมันต้องดี   

                ศิลาไม่กลัวที่จะต้องสูญเสีย  พลังจากการตายครั้งนี้  เขากลับมองว่าเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เขามองตัวเองอย่างลึกซึ้งว่าขาดอะไรไป   ทำไมตัวเองถึงแข็งแกร่งมากกว่านี้ไม่ได้   ตั้งแต่จบสงครามเมืองจันทราเขาพัฒนาตนเองจนก้าวล้ำเกินสามัญสำนึก   ทว่าขณะเดียวกันก็ถึงทางตัน    เขาไม่สามารถพัฒนาตนเองให้ไปไกลกว่านี้ได้  ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน   หากก้าวเดินไปข้างหน้าไม่ได้   พยายามดึงดันเดินต่อไปแล้วยังก้าวผ่านไม่ได้  เขาก็ควรเดินถอยหลังบ่างเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าได้ต่อ  แม้ว่าจะเสียเวลา  แต่เขาจะไม่พบทางตัน

               คลื่นพลังมหาศาลขุมหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างของอาบาไน   บรรยากาศรอบข้างสั่นไหวสะท้าน   พื้นหินดวงจันทร์แยกร้าวแตกเป็นเสี่ยงลอยขึ้นในอากาศ

                “จอมมาร   หมดเวลาเล่นสนุกกันแค่นี้”  เทพสงครามอาบาไนกำลังจะเอาจริง   พลังเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลจนก่อนหน้านี้เทียบไม่ติด   ดาบคู่ในมือสั่นสะท้านด้วยความกระหายเลือด

                “ผมเองก็คิดเช่นนั้น   เราเสียเวลากันมามากแล้ว”  ศิลาตอบด้วยท่าทางไม่หวั่นเกรง   เขารู้ถึงความแข็งแกร่งฝ่ายตรงข้ามดี   ทำให้ไม่มีอะไรผิดไปจากคาดการณ์ไว้นัก      จะผิดก็แค่อย่างเดียว   

                 ศิลาสัมผัสได้ถึงขุมพลังของแปดมงกุฎ  ฟ้าคราม  และพวกซุนหงอคง   รวมถึงคลื่นพลังอีกมากมายหลายแสนจุด   เดาว่าน่าจะเป็นพลทหารอาชญากร    กำลังเคลื่อนพลไปที่ไหนสักแห่ง    ไม่สามารถระบุทิศทางได้แน่ชัดเพราะระยะทางห่างกันมากเกินไป   แต่ศิลาก็พอจะเดาออก

                สงสัยฟ้าคงคิดจะชิงเศษวิญญาณที่เหลือมาจากพวกนีโอ    คิดว่าหากมีเศษวิญญาณครบเจ็ดชิ้นจะสามารถเอาชนะอาบาไนได้ซิท่า                ขอบคุณในความพยายามและความหวังดีที่คิดทำเพื่อเรา    แต่ถ้าไม่รีบลงไปหยุดไว้สิ่งที่เราคิดใฝ่ฝันมันจะจบ

                อาบาไนวาดดาบกรีดในอากาศเชื้องช้าสงบนิ่งนุ่มนวล   คล้ายเป็นการขยับร่างกายไร้สาระ   มองดูเหมือนชายหนุ่มเหวี่ยงดาบเล่น      ศิลาอยู่ห่างจากอาบาไนสิบเมตรไม่คิดเช่นนั้น    เขารีบตวัดหอกโมกศักดิ์ฟันใส่ความว่างเปล่าตรงหน้าด้วยความว่องไว   เห็นเหมือนศิลาไม่ได้ขยับมือ    ตอนนั้นเองบังเกิดเสียงระเบิดดังตูมสนั่น

                 คลื่นสูญญากาศปรากฎขึ้นเบื้องหน้าของศิลา   แรงลมที่ไม่รู้มาจากไหนถูกดูดเข้าไปในหลุมดำพยามยามดึงศิลา    หอกโมกขศักดิ์หมุดควง   ปักลงพื้นเพื่อใช้ยึดเหนี่ยว   วินาทีต่อมาปลายหอกแหลมคมตวัดฟันล่างขึ้นบนผ่าคลื่นหลุมดำตรงหน้าสลายหายในพริบตา

                เพ๊ง!...    ศิลาแทบไม่อยากเชื่อสายตาสิ่งที่เห็นกำลังเกิดขึ้นกับตน      หอกโมกขศักดิ์แตกสลายเป็นเสี่ยงๆพังย่อยยับ

                “บ้าน่า!!...    หอกโมกขศักดิ์อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับSS  แตกกระจุยเนี่ยนะ”  

                 หอกโมกขศักดิ์ของศิลากำลังจะวิวัฒนาการเป็นหอกมารฟ้าปราชัยระดับ SSS  ทว่ากลับพังลงอย่างง่ายดายเพียงแค่สัมผัสคลื่นพลังของอาบาไนตรงๆ      ศิลายอมเสี่ยงเปิดช่องว่างเพื่อเก็บเศษซากศาสตราเข้าช่องเก็บของ  แม้จะไม่สามารถซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้   ทำให้กลับมาเป็นหอกโมกขศักดิ์แบบเดิมไม่ได้   ทว่าเขาก็ไม่อยากจะทิ้ง   

                 ศิลาปรายหางตาเห็นอาวุธคู่ใจ  โหยหา  ร่ำไห้  ทว่าเขากลับไม่เอาออกมาใช้   เลือกจะหยิบเอาดาบโทสึกะและกระจกยาตะออกมาแทน

                ฟ้าวววว....   เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านขวามือของศิลา   เขารีบหันมองเห็นคลื่นพลังสีดำรูปอสรพิษถือดาบคู่พุ้งมาโจมตีด้วยความเกรี้ยวกราดโดยมีอาบาไนเป็นศูนย์กลางของร่างพลังงาน   ขยับตามท้วงท่าของชายหนุ่มทุกประการ

                 คลื่นพลังสีทองแปดเหลี่ยมกางออกเป็นแผ่ผืนเบื้องหน้า   เกิดเสียงดังบึ่มก่อนจะตามมาด้วยเสียงเพ๊งคล้ายแก้วแตก   ม่านพลังป้องกันถูกทำลายลงในพริบตา   กระจกยาตะเกิดรอยแตกร้าว    ศิลารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง   เย็นสะท้านทั่วร่าง   ก่อนจะถีบเท้าใส่พื้นถอยหลังออกมา   ทว่าอาบาไนก็ยังคงรุกไล่ไม่ลดละ   เสียงคมดาบปะทะกันดังถี่ยิบนับครั้งไม่ถ้วนพร้อมกับศิลาถอยร่นไปเรื่อยๆ   เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเสียเปรียบ

                 “อย่าได้ใจให้มันมากนัก   ย๊าก”  ศิลาตัดสินใจผนึกพลังเวทมนต์แห่งสูญไว้ทั่วร่างก่อนจะระเบิดออกมาในคราวเดียว    

                 “ชิ!...    อนันตกาลแห่งสูญของจันทราเทพ?”  อาบาไนวาร์ปชั่วพริบตาถอยหลังออกมาหลายร้อยเมตรหลบโดมคลื่นพลังแห่งการลบล้าง    เทพสงครามหรุบตามองจอมมารด้วยแววตาครุ่นคิด  สงสัย  ค้นหาอะไรบางอย่าง

                 “เวน่อม   เจ้าคิดยังไง”  สองเทพสงครามดูการดวลอยู่ห่างๆเกิดข้อสงสัย

                 “เรื่องอะไร?”

                 “นั่นไง   พลังที่จอมมารใช้ออกมาเมื่อครู่  มันอนันตกาลแห่งสูญ  เวทมนต์แห่งการลบล้างของจันทราเทพชัดๆ”  เดม่อนสงสัย   และดูเหมือนเวน่อมก็จะไม่รู้คำตอบเช่นกัน

                 “จะว่าไปก็จริง    หากเมื่อก่อนเขาใช้พลังแห่งสูญได้ข้าไม่แปลกใจอะไรเลยเพราะเขาเป็นผู้ทำพันธสัญญากับจันทราเทพ   แต่ว่านี่มัน”  เวน่อมคิดไม่ตก

                 “ใช่ไหมล่ะ   จอมมารปลดพันธสัญญาผู้พิทักษ์ทั้งหมดของตนเอง   เพราะไม่ต้องการให้มาโดนผลกระทบจากการที่ตนเองตาย   ดังนั้นพลังแห่งสูญสมควรกลับไปอยู่กับจันทราเทพซิ”

                 “หากถามมนตราอาจได้คำตอบ  พลังแห่งสูญถือเป็นดาวข่มพลังของท่านมหาจอมเทพแห่งสงคราม   เดม่อนเจ้าอยู่กับอาบาไน  ข้าจะไปนครมนตรา”  

                 เดม่อนหันมองหน้าเพื่อนคอแทบหัก  “เจ้าแน่ใจนะว่ารับมือกองทัพเวทมนต์ด้วยตัวคนเดียวไหว”  

                 “ข้าไปเพื่อพูดคุย   มิใช่สงคราม”  ร่างของเวน่อมหายไปในพริบตา  ทิ้งเดม่อนให้พยานการดวลของทั้งสอง

                 บึ่ม...บึ่ม...ตู่ม...เงาสองสายพุ้งปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง   แต่ละครั้งเกิดคลื่นระเบิดทำลายดวงจันทร์ให้พินาศสันตะโร

                 ฮึ..     อาบาไนฉีกยิ้ม  ขณะที่ไล่ต้อนศิลา  “นับว่าร้ายกาจ   สามารถรับมือข้าที่ใช้พลังสามในห้าส่วนได้   ถ้างั้นเพิ่มอีกขั้น  อย่าตายซะก่อนล่ะจอมมาร” ชายหนุ่มกล่าวด้วยความรู้สึกยินดี  พึงพอใจพร้อมหวนคิดถึงความหลัง   นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ใช้พลังเท่านี้   นานแค่ไหนแล้วที่เลือดลมไม่สูบฉีดด้วยความเล้าใจ   นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้สัมผัสการต่อสู้อันเล่าร้อน

                 “พลังเพิ่มขึ้นอีก?”  ศิลาเหงื่อตก   ไม่คิดว่าอาบาไนจะยังออมพลังเอาไว้  “แต่เดี๋ยวนะ   ทำไม่ดาบโทสึกะถึงไม่แตก   หรือว่าคลื่นพลังนั่นเป็นสกิลทำลายอาวุธแบบไร้เงื่อนไข?”

                 ศิลาพริ้วร่างวูบวาบหลบห่างออกมาก่อนจะรวมพลังทั้งหมดไว้ที่หมัดขวาชกใส่อากาศ  

                “หัตถ์จอมมารมายา”  คลื่นพลังสีทองรูปหมัดขนาดใหญ่พุ้งดุจดาวตกจู่โจมอาบาไน

                 “ไร้ประโยชน์”  ชายหนุ่มตวาดลั่นน้ำเสียงเกรี้ยวกราด   ร่างอวตารอสรพิษฟันดาบใส่หัตถ์จอมมารมายา    ทว่าอาบาไนนัยน์ตาเบิกกว้างเมื่อคมดาบฟันใส่ความว่างเปล่า  “ภาพมายา?!!...”  สายเกินไป  หัตถ์จอมมารมายาเกิดจากพลังแห่งสูญปรากขึ้นโจมตีอาบาไนจากทางด้านหลัง   อีกเพียงสามเซนติเมตรจะบรรลุถึงเป้าหมาย   เสียงของเดม่อนพลันดังขึ้น

                  “อาบาไนข้างหลัง!!!....”

                  ไวกว่าที่คิด    ชายหนุ่มกระโดดเหินตีรังกากลับหลังส่งผลให้การโจมตีของศิลาพลาดเป้า

                 อาบาไนเย็นสะท้านทั่วร่าง   ขาของตนกำลังจะสัมผัสพื้น  ทว่าบริเวณนั้นปรากฎประตูยมโลกเปิดรอต้อนรับ

                “ประตูสู่ยมโลก”  ศิลากระชากเสียง  “คลื่นปลิดวิญญาณ  เซกิชิกิ”  มือสีเขียวมากมายพุ้งออกมาจากบานประตู  จับ  ตึง  รั้ง  ดึ้ง  ร่างอาบาไนแน่นก่อนจะกระชากวิญญาณของเทพสงครามหายเข้าประตูยมโลกพร้อมเสียงบานประตูปิดดังตึงท่ามกลางสายตาตลึง  ช๊อกของเดม่อน

                 แฮก..แฮก...แฮก   ศิลาทรุดร่างลงกับพื้น  พลังวิญญาณของเขาหมดเกลี้ยง  พลังสมาธิถึงขีดจำกัด  ประสาทสัมผัสด้านชาไร้ซึ่งความเฉียบคม   สายตาพล่ามัว    

                  ฉัวะ..   เสียงของมีดกระชากเนื้อดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ    ร่างศิลาเซเล็กน้อย   เลือดสีแดงสดไหลทลักออกจากปาก   เขาพยายามก้มลงมองร่างกาย   เห็นดาบแทงจากด้านหลังเสียบทะลุตัดขั้วหัวใจตนเองก่อนจะพยายามเหลียวมองด้านหลังสุดชีวิตพูดเสียงติดขัดว่า

                “นะ...ไหนว่าไม่มีการสอดมือ”  ร่างศิลาทรุดลงนอนกองกำพื้นดวงจันทร์ท่ามกลางเลือดแดงฉานไหลนอง

                “การต่อสู้ระหว่างเจ้ากับอาบาไนรู้ผลแล้ว   ดังนั้นคำสัญญาจึงสิ้นสุด” เดม่อนก้มหยิบวงแหวนโลกาออกจากข้อมือศิลา  “ดวงใจภูติคงอยู่ที่จันทราเทพ  แต่ก่อนอื่นคงต้องตามหาวิญญาณของอาบาไน”  เทพสงครามดีดร่างพุ้งกลับสู่โลก  “ท่านแข็งแกร่งมาก  บัลลังมารสูงสุด   แต่พวกข้าเองก็มีเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ  ต่อให้ต้องยอมเสียเกียรติก็ตาม” 

                “ผู้เล่นศิลา  ถูกสังหารโดยเทพสงคราม  เดม่อน  ระดับลดลงเหลือศูนย์  สกิลทุกอย่างลดลงเหลือศูนย์  เสียไอเทมทั้งหมด”

                “เนื่องจากผู้เล่นศิลาไม่มีวันตาย  กฎเกณฑ์จึงถือเป็นโมฆะ”

                “ผู้เล่นศิลา  อยู่ในสภาวะกึ่งตาย”

                “Passive skill : บุตรแห่งพระพายทำงาน”

                “ผู้เล่นศิลา  อยู่ในสถานะรอการฟื้นคืนชีพ”  ศิลาทำได้เพียงนอนจำศีลหลับไหล  เพื่อรอสามลมให้พัดผ่านร่าง

    คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน