ศิลาและอาบาไนทิ้งระยะห่างออกจากกันกลับมาอยู่ในท่วงท่าปกติจากนั้นศิลารอบปรายสายตามองรอบตัว เห็นเพียงความวินาศสันตะโร ขืนยังเป็นอยู่แบบนี้มีหวังได้หายไปทั้งทวีปแน่นอน
“เปลี่ยนสถานที่สู้กันเถอะ” ศิลากล่าวขึ้น “การต่อสู้ของเทพสงครามจะทำให้โลกนี้พินาศกันไปใหญ่ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะเดือดร้อน”
“ข้าเห็นด้วย ข้าเองก็ไม่ต้องการให้มีผู้รับเคราะห์จากเหตุการครั้งนี้” อาบาไนถือว่าเป็นนักรบที่มากด้วยเกียรติ เขาไม่ต้องการให้คนไม่เกี่ยวข้องมารับผลกระทบจากการต่อสู้ของตน คนพวกนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย การที่ต้องมีผู้บริสุทธิ์ตกตายถือเป็นการกระทำที่ต่ำช้าในฐานะของนักรบ “จะเปลี่ยนเป็นที่ไหน”
ศิลาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เขาไม่ได้หวังดีหรือเป็นห่วงผู้เล่นอะไร ให้ถูกคือไม่สนด้วยซ้ำว่าพวกผู้เล่นคนอื่นจะถูกผลกระทบอะไร ศิลาอยากเปลี่ยนสถานเพราะไม่ต้องการให้ตนเองถูกถ่ายทอดสด
“ดวงจันทร์” ศิลาชี้ไปยังพระจันทร์กลมโตสีเหลืองทอง
“ดี” อาบาไนตอบรับก่อนจะพุ้งร่างเหาะสูงขึ้นไปด้วยความรวดเร็วทั้งหมดที่มี ชายหนุ่มไม่หันมาสนใจศิลาแม้แต่น้อย เขาเชื่อใจว่ายังไงจอมมารคนนี้จะต้องตามมาอย่างแน่นอน และเป็นอย่างที่อาบาไนเชื่อ
ศิลาเร่งคลื่นพลังถึงขีดสุดก่อนจะทีบเท้าใส่อากาศ คลื่นแรงระเบิดกระจายเป็นวงกว้างออกจากเท้าพร้อมกับร่างของศิลาหายไปจากหน้าจอในพริบตา ขณะเดียวกันคลื่นพลังแรงถีบที่ศิลาปล่อยออกมาพุ้งกระทบผิวทะเลก่อเกิดเป็นมหาคลื่นสึนามิพัดถล่มทวีป เมืองน้อยใหญ่กำลังจะล่มสลาย ผู้เล่นต่างหนีเอาชีวิตรอด พวกเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีขัดขวางมวลน้ำมหาศาลเอาไว้แต่มันกลับไร้ผล คลื่นวาตะเกรี้ยวกราดรุนแรง รวดเร็วจนสามารถพังทลายบาเรียร์ของพวกผู้เล่นได้ง่ายดาย ซ้ำร้ายคลื่นยักษ์ที่ศิลาสร้างขึ้นโดยไม่ตั้งใจไม่ได้มาเพียงลูกเดียวแต่ยังโถมเข้าโอบทวีปเป็นระลอกคล้ายคลื่นทะเลพัดเข้าชายฝั่ง
“ประกาศ ประกาศ ประกาศสถานะการณ์ฉุกเฉิน ผู้เล่นทุกคนในทวีปโลกใหม่ขอแนะนำให้อพยบหนีจากคลื่นยักษ์แฝงพลังแห่งสูญ โดยเร็วค่ะ”
“ประกาศ ขอให้ผู้เล่นทุกคนในทวีปผู้กล้าที่มี ระดับไม่ถึง 300 อพยบโดยด่วน ไม่เช่นนั้นท่านจะถูกคลื่นยักษ์แห่งการลบล้าง ลบออกค่ะ”
“ประกาศ ประกาศ เนื่องจากเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ขอเปิดภารกิจพิเศษปกป้องทวีปผู้กล้าจากวาตะภัย คลื่นยักษ์แห่งการลบล้าง ผู้เล่นที่เข้าร่วมจะได้รับศาสตราระดับ SS รวมถึงเลื่อนขึ้นเป็นกึ่งเทพสงคราม”
เหตุการณ์วิบัติครั้งนี้เกิดจากศิลา ทำให้รูเซียโน่ต้องมาตามเช็ด เลยจำเป็นต้องตั้งภารกิจพิเศษ
เสียงจากระบบดังถี่ยิบแจ้งเตือนถึงผู้เล่นทั่วโลก มีหลายคนกำลังมุ้งทยานมายังหิมพานต์เพื่อจะต้านทานสกัดกั้นคลื่นยักษ์ไม่ให้ลบล้างทวีป หลายคนเลือกจะล็อคเอ้าท์หนี พวกเขาไม่อยากจะเสี่ยงตายแม้รางวัลตอบแทนจะยั่วใจก็ตาม ในเมื่อไม่ได้อะไรพวกเขาก็ขอไม่เสียอะไรจะดีกว่า รู้ดีว่าแม้จะเป็นแค่เศษพลังแห่งสูญของศิลาที่แฝงมากกับคลื่นยักษ์ แต่มันไม่ใช่อะไรที่จะหยุดได้ง่ายอย่างที่คิดและยิ่งเป็นพลังของศิลาด้วยแล้ว แค่เศษเสี้ยวมันก็มากเทียบเท่าพลังสุดขีดของผู้เล่นระดับสามร้อย
“เฮ่ย.. ดวงจันทร์ระเบิด!!” ผู้เล่นคนหนึ่งกำลังจะเข้าร่วมภารกิจชี้ขึ้นฟ้าทางดวงจันทร์ให้พรรคพวกมอง เขาตกใจถึงขีดสุด
“เออ... จริงด้วยว่ะ เกิดอะไรขึ้น” ชายหนุ่มอีกคนให้ความสนใจ
“หรือว่า? ศิลากับไอ้ตัวนั้นไปสู้กันที่ดวงจันทร์” เพื่อนหนุ่มอีกคนพูดขึ้น
“เป็นไปไม่ได้ ผู้เล่นเนี่ยนะจะไปดวงจันทร์ นั่นมันมีไว้ประดับฉากไม่ใช่เลอะ”
“ประดับหน้าเองซิ เกมนี้มันคือโลกเสมือนอ้างอิงจากความเป็นจริง เพราะงั้นดวงจันทร์ก็ถือว่าเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของโลก ในโลกจริงมนุษย์ยังไปเหยียบดวงจันทร์ได้เลย นับประสาอะไรกับในโลกนี้ที่ทำได้ทุกอย่าง”
“แต่แกเคยเห็นผู้เล่นคนไหนเคยไปดวงจันทร์มั้ง มันเชื่อยาก”
“จะเชื่อยากหรือไม่อยากเชื่อ แต่ความจริงที่ว่าดวงจันทร์ระเบิดหายไปครึ่งเสี้ยวก็เป็นความจริง”
บนพื้นผิวขุขระ รอบข้างเป็นความมืด และเศษหินน้อยใหญ่ เส้นแสงสองส้ายบินตัดผ่านปะทะกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งสร้างระเบิดคลื่นพลังออกมาทำลายดวงจันทร์ให้พินาศขึ้นเรื่อยๆ
ชั่วพริบตาศิลาดีดตัวถอยห่างออกมาก่อนจะเรียกหอกโมกขศักดิ์มาถือไว้ในมือ บรรยากาศรอบกายของเขาพลันเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ไม่เหมือนกับอาบาไนรอบกายอาบด้วยคลื่นพลังเกรี้ยวกราด ทว่าที่ทั้งสองมีเหมือนกันคือรอบกายปกคลุมด้วยพลังธาตุลมเป็นการสร้างอากาศหายใจให้กับตนเอง
“ท่านเป็นตัวอันตรายอย่างที่เดม่อนคิดไว้ไม่มีผิด ขนาดไม่ได้อยู่ในร่างผสานวิญญาณกับจันทราเทพยังสามารถต่อกรข้าได้ถึงเพียงนี้ ไม่ซิ เหมือนว่าหากไม่อยู่ในการผสานวิญญาณจะแข็งแกร่งกว่า” อาบาไนพูดไม่ผิด การผสานวิญญาณกับฟ้าครามทำให้ศิลามีพลังเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย เป็นเพียงแค่การปลดระดับเลเวลเท่านั้น แต่พลังของศิลามากกว่าเลเวลไปมากมาย ความหมายจริงๆของการผสาณวิญญาณนั่นเพื่อมีไว้สยบกดทับพลังที่มากเกินไปของศิลา คอยใช้พลังของห้าครามสยบเอาไว้จากภายในไม่ให้เขาเผลอใช้พลังออกมาเต็มที่
“แต่ผมก็ยังเอาชนะคุณไม่ได้ นั่นคือความจริง”
ฮึ... “ความจริงคือท่านกำลังลองเชิงข้าตางหากล่ะ จอมมาร”
“ไหนเลยข้าจะกล้าลองเชิงกับคนที่มีพลังสูงกว่าตัวเอง ท่านเข้าใจผิดแล้ว”
“คิดว่าข้าดูไม่ออกรึไง”
ศิลาหัวเราะในลำคอครั้งหนึ่ง “งั้นคงต้องเลิกเล่น ผมเองก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” ความคิดของศิลายังไม่เปลี่ยน
เขาไม่สามารถเอาชนะชายตรงหน้าได้ แต่เขาควรจะรีบๆตายได้แล้วเพื่อให้สามตนนี้ไปจากเขาเสียที ทว่าถึงกระนั้นเขาก็ไม่คิดที่จะตาย เกิดเป็นคนหากชีวิตยังไม่สิ้นมันก็ต้องดิ้น นั่นคือสิ่งที่เขาคิดยึดถือมาตลอดตั้งแต่ชีวิตตกต่ำถึงจุดต่ำสุด และศิลาคิดว่าไม่ใช่แค่เขาที่คิดแบบนี้ มนุษย์ทุกคนย่อมคิดแบบเดียวกัน หากมีชีวิตอยู่ก็ต้องก้าวเดินต่อไป วันนี้เจอเรื่องแย่ขนาดไหน นอนหลับเอาแรงสักตื่นเมื่อเช้าวันใหม่มาเยือนก็ต้องก้าวเผชิญหน้ากับความจริง วันนี้ไม่ดีพรุ้งนี้มันต้องดี พรุ้งนี้ไม่ดีวันต่อไปมันต้องดี
ศิลาไม่กลัวที่จะต้องสูญเสีย พลังจากการตายครั้งนี้ เขากลับมองว่าเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เขามองตัวเองอย่างลึกซึ้งว่าขาดอะไรไป ทำไมตัวเองถึงแข็งแกร่งมากกว่านี้ไม่ได้ ตั้งแต่จบสงครามเมืองจันทราเขาพัฒนาตนเองจนก้าวล้ำเกินสามัญสำนึก ทว่าขณะเดียวกันก็ถึงทางตัน เขาไม่สามารถพัฒนาตนเองให้ไปไกลกว่านี้ได้ ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน หากก้าวเดินไปข้างหน้าไม่ได้ พยายามดึงดันเดินต่อไปแล้วยังก้าวผ่านไม่ได้ เขาก็ควรเดินถอยหลังบ่างเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าได้ต่อ แม้ว่าจะเสียเวลา แต่เขาจะไม่พบทางตัน
คลื่นพลังมหาศาลขุมหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างของอาบาไน บรรยากาศรอบข้างสั่นไหวสะท้าน พื้นหินดวงจันทร์แยกร้าวแตกเป็นเสี่ยงลอยขึ้นในอากาศ
“จอมมาร หมดเวลาเล่นสนุกกันแค่นี้” เทพสงครามอาบาไนกำลังจะเอาจริง พลังเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลจนก่อนหน้านี้เทียบไม่ติด ดาบคู่ในมือสั่นสะท้านด้วยความกระหายเลือด
“ผมเองก็คิดเช่นนั้น เราเสียเวลากันมามากแล้ว” ศิลาตอบด้วยท่าทางไม่หวั่นเกรง เขารู้ถึงความแข็งแกร่งฝ่ายตรงข้ามดี ทำให้ไม่มีอะไรผิดไปจากคาดการณ์ไว้นัก จะผิดก็แค่อย่างเดียว
ศิลาสัมผัสได้ถึงขุมพลังของแปดมงกุฎ ฟ้าคราม และพวกซุนหงอคง รวมถึงคลื่นพลังอีกมากมายหลายแสนจุด เดาว่าน่าจะเป็นพลทหารอาชญากร กำลังเคลื่อนพลไปที่ไหนสักแห่ง ไม่สามารถระบุทิศทางได้แน่ชัดเพราะระยะทางห่างกันมากเกินไป แต่ศิลาก็พอจะเดาออก
สงสัยฟ้าคงคิดจะชิงเศษวิญญาณที่เหลือมาจากพวกนีโอ คิดว่าหากมีเศษวิญญาณครบเจ็ดชิ้นจะสามารถเอาชนะอาบาไนได้ซิท่า ขอบคุณในความพยายามและความหวังดีที่คิดทำเพื่อเรา แต่ถ้าไม่รีบลงไปหยุดไว้สิ่งที่เราคิดใฝ่ฝันมันจะจบ
อาบาไนวาดดาบกรีดในอากาศเชื้องช้าสงบนิ่งนุ่มนวล คล้ายเป็นการขยับร่างกายไร้สาระ มองดูเหมือนชายหนุ่มเหวี่ยงดาบเล่น ศิลาอยู่ห่างจากอาบาไนสิบเมตรไม่คิดเช่นนั้น เขารีบตวัดหอกโมกศักดิ์ฟันใส่ความว่างเปล่าตรงหน้าด้วยความว่องไว เห็นเหมือนศิลาไม่ได้ขยับมือ ตอนนั้นเองบังเกิดเสียงระเบิดดังตูมสนั่น
คลื่นสูญญากาศปรากฎขึ้นเบื้องหน้าของศิลา แรงลมที่ไม่รู้มาจากไหนถูกดูดเข้าไปในหลุมดำพยามยามดึงศิลา หอกโมกขศักดิ์หมุดควง ปักลงพื้นเพื่อใช้ยึดเหนี่ยว วินาทีต่อมาปลายหอกแหลมคมตวัดฟันล่างขึ้นบนผ่าคลื่นหลุมดำตรงหน้าสลายหายในพริบตา
เพ๊ง!... ศิลาแทบไม่อยากเชื่อสายตาสิ่งที่เห็นกำลังเกิดขึ้นกับตน หอกโมกขศักดิ์แตกสลายเป็นเสี่ยงๆพังย่อยยับ
“บ้าน่า!!... หอกโมกขศักดิ์อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับSS แตกกระจุยเนี่ยนะ”
หอกโมกขศักดิ์ของศิลากำลังจะวิวัฒนาการเป็นหอกมารฟ้าปราชัยระดับ SSS ทว่ากลับพังลงอย่างง่ายดายเพียงแค่สัมผัสคลื่นพลังของอาบาไนตรงๆ ศิลายอมเสี่ยงเปิดช่องว่างเพื่อเก็บเศษซากศาสตราเข้าช่องเก็บของ แม้จะไม่สามารถซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ ทำให้กลับมาเป็นหอกโมกขศักดิ์แบบเดิมไม่ได้ ทว่าเขาก็ไม่อยากจะทิ้ง
ศิลาปรายหางตาเห็นอาวุธคู่ใจ โหยหา ร่ำไห้ ทว่าเขากลับไม่เอาออกมาใช้ เลือกจะหยิบเอาดาบโทสึกะและกระจกยาตะออกมาแทน
ฟ้าวววว.... เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านขวามือของศิลา เขารีบหันมองเห็นคลื่นพลังสีดำรูปอสรพิษถือดาบคู่พุ้งมาโจมตีด้วยความเกรี้ยวกราดโดยมีอาบาไนเป็นศูนย์กลางของร่างพลังงาน ขยับตามท้วงท่าของชายหนุ่มทุกประการ
คลื่นพลังสีทองแปดเหลี่ยมกางออกเป็นแผ่ผืนเบื้องหน้า เกิดเสียงดังบึ่มก่อนจะตามมาด้วยเสียงเพ๊งคล้ายแก้วแตก ม่านพลังป้องกันถูกทำลายลงในพริบตา กระจกยาตะเกิดรอยแตกร้าว ศิลารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เย็นสะท้านทั่วร่าง ก่อนจะถีบเท้าใส่พื้นถอยหลังออกมา ทว่าอาบาไนก็ยังคงรุกไล่ไม่ลดละ เสียงคมดาบปะทะกันดังถี่ยิบนับครั้งไม่ถ้วนพร้อมกับศิลาถอยร่นไปเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเสียเปรียบ
“อย่าได้ใจให้มันมากนัก ย๊าก” ศิลาตัดสินใจผนึกพลังเวทมนต์แห่งสูญไว้ทั่วร่างก่อนจะระเบิดออกมาในคราวเดียว
“ชิ!... อนันตกาลแห่งสูญของจันทราเทพ?” อาบาไนวาร์ปชั่วพริบตาถอยหลังออกมาหลายร้อยเมตรหลบโดมคลื่นพลังแห่งการลบล้าง เทพสงครามหรุบตามองจอมมารด้วยแววตาครุ่นคิด สงสัย ค้นหาอะไรบางอย่าง
“เวน่อม เจ้าคิดยังไง” สองเทพสงครามดูการดวลอยู่ห่างๆเกิดข้อสงสัย
“เรื่องอะไร?”
“นั่นไง พลังที่จอมมารใช้ออกมาเมื่อครู่ มันอนันตกาลแห่งสูญ เวทมนต์แห่งการลบล้างของจันทราเทพชัดๆ” เดม่อนสงสัย และดูเหมือนเวน่อมก็จะไม่รู้คำตอบเช่นกัน
“จะว่าไปก็จริง หากเมื่อก่อนเขาใช้พลังแห่งสูญได้ข้าไม่แปลกใจอะไรเลยเพราะเขาเป็นผู้ทำพันธสัญญากับจันทราเทพ แต่ว่านี่มัน” เวน่อมคิดไม่ตก
“ใช่ไหมล่ะ จอมมารปลดพันธสัญญาผู้พิทักษ์ทั้งหมดของตนเอง เพราะไม่ต้องการให้มาโดนผลกระทบจากการที่ตนเองตาย ดังนั้นพลังแห่งสูญสมควรกลับไปอยู่กับจันทราเทพซิ”
“หากถามมนตราอาจได้คำตอบ พลังแห่งสูญถือเป็นดาวข่มพลังของท่านมหาจอมเทพแห่งสงคราม เดม่อนเจ้าอยู่กับอาบาไน ข้าจะไปนครมนตรา”
เดม่อนหันมองหน้าเพื่อนคอแทบหัก “เจ้าแน่ใจนะว่ารับมือกองทัพเวทมนต์ด้วยตัวคนเดียวไหว”
“ข้าไปเพื่อพูดคุย มิใช่สงคราม” ร่างของเวน่อมหายไปในพริบตา ทิ้งเดม่อนให้พยานการดวลของทั้งสอง
บึ่ม...บึ่ม...ตู่ม...เงาสองสายพุ้งปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง แต่ละครั้งเกิดคลื่นระเบิดทำลายดวงจันทร์ให้พินาศสันตะโร
ฮึ.. อาบาไนฉีกยิ้ม ขณะที่ไล่ต้อนศิลา “นับว่าร้ายกาจ สามารถรับมือข้าที่ใช้พลังสามในห้าส่วนได้ ถ้างั้นเพิ่มอีกขั้น อย่าตายซะก่อนล่ะจอมมาร” ชายหนุ่มกล่าวด้วยความรู้สึกยินดี พึงพอใจพร้อมหวนคิดถึงความหลัง นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ใช้พลังเท่านี้ นานแค่ไหนแล้วที่เลือดลมไม่สูบฉีดด้วยความเล้าใจ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้สัมผัสการต่อสู้อันเล่าร้อน
“พลังเพิ่มขึ้นอีก?” ศิลาเหงื่อตก ไม่คิดว่าอาบาไนจะยังออมพลังเอาไว้ “แต่เดี๋ยวนะ ทำไม่ดาบโทสึกะถึงไม่แตก หรือว่าคลื่นพลังนั่นเป็นสกิลทำลายอาวุธแบบไร้เงื่อนไข?”
ศิลาพริ้วร่างวูบวาบหลบห่างออกมาก่อนจะรวมพลังทั้งหมดไว้ที่หมัดขวาชกใส่อากาศ
“หัตถ์จอมมารมายา” คลื่นพลังสีทองรูปหมัดขนาดใหญ่พุ้งดุจดาวตกจู่โจมอาบาไน
“ไร้ประโยชน์” ชายหนุ่มตวาดลั่นน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ร่างอวตารอสรพิษฟันดาบใส่หัตถ์จอมมารมายา ทว่าอาบาไนนัยน์ตาเบิกกว้างเมื่อคมดาบฟันใส่ความว่างเปล่า “ภาพมายา?!!...” สายเกินไป หัตถ์จอมมารมายาเกิดจากพลังแห่งสูญปรากขึ้นโจมตีอาบาไนจากทางด้านหลัง อีกเพียงสามเซนติเมตรจะบรรลุถึงเป้าหมาย เสียงของเดม่อนพลันดังขึ้น
“อาบาไนข้างหลัง!!!....”
ไวกว่าที่คิด ชายหนุ่มกระโดดเหินตีรังกากลับหลังส่งผลให้การโจมตีของศิลาพลาดเป้า
อาบาไนเย็นสะท้านทั่วร่าง ขาของตนกำลังจะสัมผัสพื้น ทว่าบริเวณนั้นปรากฎประตูยมโลกเปิดรอต้อนรับ
“ประตูสู่ยมโลก” ศิลากระชากเสียง “คลื่นปลิดวิญญาณ เซกิชิกิ” มือสีเขียวมากมายพุ้งออกมาจากบานประตู จับ ตึง รั้ง ดึ้ง ร่างอาบาไนแน่นก่อนจะกระชากวิญญาณของเทพสงครามหายเข้าประตูยมโลกพร้อมเสียงบานประตูปิดดังตึงท่ามกลางสายตาตลึง ช๊อกของเดม่อน
แฮก..แฮก...แฮก ศิลาทรุดร่างลงกับพื้น พลังวิญญาณของเขาหมดเกลี้ยง พลังสมาธิถึงขีดจำกัด ประสาทสัมผัสด้านชาไร้ซึ่งความเฉียบคม สายตาพล่ามัว
ฉัวะ.. เสียงของมีดกระชากเนื้อดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ ร่างศิลาเซเล็กน้อย เลือดสีแดงสดไหลทลักออกจากปาก เขาพยายามก้มลงมองร่างกาย เห็นดาบแทงจากด้านหลังเสียบทะลุตัดขั้วหัวใจตนเองก่อนจะพยายามเหลียวมองด้านหลังสุดชีวิตพูดเสียงติดขัดว่า
“นะ...ไหนว่าไม่มีการสอดมือ” ร่างศิลาทรุดลงนอนกองกำพื้นดวงจันทร์ท่ามกลางเลือดแดงฉานไหลนอง
“การต่อสู้ระหว่างเจ้ากับอาบาไนรู้ผลแล้ว ดังนั้นคำสัญญาจึงสิ้นสุด” เดม่อนก้มหยิบวงแหวนโลกาออกจากข้อมือศิลา “ดวงใจภูติคงอยู่ที่จันทราเทพ แต่ก่อนอื่นคงต้องตามหาวิญญาณของอาบาไน” เทพสงครามดีดร่างพุ้งกลับสู่โลก “ท่านแข็งแกร่งมาก บัลลังมารสูงสุด แต่พวกข้าเองก็มีเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ ต่อให้ต้องยอมเสียเกียรติก็ตาม”
“ผู้เล่นศิลา ถูกสังหารโดยเทพสงคราม เดม่อน ระดับลดลงเหลือศูนย์ สกิลทุกอย่างลดลงเหลือศูนย์ เสียไอเทมทั้งหมด”
“เนื่องจากผู้เล่นศิลาไม่มีวันตาย กฎเกณฑ์จึงถือเป็นโมฆะ”
“ผู้เล่นศิลา อยู่ในสภาวะกึ่งตาย”
“Passive skill : บุตรแห่งพระพายทำงาน”
“ผู้เล่นศิลา อยู่ในสถานะรอการฟื้นคืนชีพ” ศิลาทำได้เพียงนอนจำศีลหลับไหล เพื่อรอสามลมให้พัดผ่านร่าง