บทที่สอง ทำโทษ
ล่วงเข้าวันที่สิบของการลงโทษจากหลวงพ่อฟู ทำให้สองคู่อริไม่ได้พบพานหน้าตากันและกันอีก
หลงน้อยกลับรู้สึกสบายใจ เพราะเป็เื่น่ารำคาญที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มคนเกเรนี้ เพียงหมัดเท้าของ ขอน หัวโจก ไม่นับเป็อย่างไร ทุกเท้าทุกหมัดที่ระดมใส่ร่างกระทบทำร้ายตนได้เพียงสองส่วนในสิบส่วนเท่านั้น ที่เหลือเป็การเคลื่อนไหวก่อนท่าเท้ากระทบถูกทุกครั้งครา แลดูไปเหมือนดังถูกทำร้ายรุนแรงแต่แท้จริงร่างกายได้พุ่งไปทิศทางเดียวกับหมัดเท้าก่อนจึงลดความรุนแรงไปมาก
แต่หลงน้อยก็ยอมรับว่าหากถูกร่างกายเข้าตรงๆ ขอน หัวโจก ผู้มีเรี่ยวแรงขนาดหักโค่นต้นกล้วยได้ในครั้งเดียวย่อมสามารถทำร้ายตนได้ไม่น้อย นึกแล้วครุ่นคิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถเพิ่มพูนกำลังกายให้มากขึ้นบ้าง
หลายวันมานี้ หลงน้อย รู้สึกว่าตนสามารถจับเสียงและความเคลื่อนไหวของสัตว์เล็กสัตว์น้อยได้ดีขึ้น หากว่าเพียงสำรวมใจรับฟังให้ศูนย์กลางอยู่ที่ใบหู แม้นเสียงบ่นครางของขาว หลังกุฏิหลวงพี่ผวนยังพอรับรู้ได้ ใจความยังไม่ชัดเจนเท่าใดนัก เพียงพอที่รับรู้ว่ามีผู้คนอยู่ที่นั่นและโดยสำเนียงที่คุ้นชินพอระบุตัวบุคคลได้อยู่บ้าง
วันนี้เป็เวรตักน้ำของ หลงน้อย หลังจากที่ทำธุระทั้งหลายเสร็จสิ้น อันได้แก่การล้างภาชนะในครัววัด จึงมุ่งหน้าไปยังลำธาร ตอนแรกตั้งใจหอบหิ้วถังสองใบแต่เมื่อเห็นว่าเด็กวัดส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันที่ด้านหน้าวัด เพื่อไปตัดไม้มาทำฐาน(ส้วม) พระ ดังนั้นหิ้วถังเพิ่มอีกสองใบ หากแต่ไม่มั่นใจนักที่ผู้ใดอาจพบเห็นจึงหิ้วถังบรรจุน้ำครั้งละสี่ใบจากลำธาร แล้วนำมาทิ้งไว้ที่ริมป่าสองใบ หิ้วเข้าไปเติมยังตุ่มน้ำด้านหลังวัด ถึงกระนั้นก็ยังทำให้เสร็จเร็วกว่าเดิมสามสี่เท่าตัว ด้วยว่าประกอบด้วยความเร็วในการวิ่งทะยานตามทางขึ้นเขาเป็ระยะ
เมื่อเสร็จแล้วหลงน้อยเดิม้าปลีกตัวไปจากวัดเพื่อกระทำการบางอย่าง แต่เมื่อวางถังทั้งสี่ใบลง ลองผนึกสมาธิที่ใบหูดู ได้ยินเสียงหลวงพ่อกล่าวแว่วๆอยู่จากตัวอุโบสถ เกิดความสงสัยขึ้นมาเพราะระหว่างตนถูกทำโทษหลวงพ่อฟูไม่กล่าวกระไรมากมาย ไฉนดูเหมือนท่านกล่าวนั่นนี่อยู่ไม่ขาด จึงย่องอย่างเงียบกริบไปด้านหลังเรือนอุโบสถ
ที่แท้หลวงพ่อฟูกำลังกล่าวคำภาษาบาลีสวดพระพุทธคุณนำให้ขอนกล่าวตาม
หลงย่องเงียบกริบดุจเดิมยืดศรีษะดูตามรอยแตก เห็นขอนหัวโจก นั่งคุกเข่าอยู่ตรงตำแหน่งเดียวกับตน สองมือพนมขึ้นกล่าวท่องบ่นตามหลวงพ่อฟู ดูไปแล้วแตกต่างจากตนเองที่ถูกกำหนดให้นั่งเงียบๆในท่าขัดสมาธิ หลงมองไม่เห็นหลวงพ่อฟูแต่รู้ว่าท่านอยู่ในห้องนั้น ในมุมช่องรอยแตกนั้นเห็นเพียงแต่ขอนหัวโจกเท่านั้น
ชั่วขณะ เห็นหลวงพ่อฟูเดินในท่ากุมข้อมือไว้ด้านหน้าเดินผ่านช่องรอยแตกมาตาครึ่งหลับครึ่งลืมแบบจงกรม ปากยังกล่าวนำอยู่ไม่ขาด เห็นท่านหันขวาพอดีตรงมาทางช่องรอยแตกที่หลงน้อยสังเกตการณ์อยู่ ตอนแรกเกิดความลังเลสงสัยว่าท่านพบเห็นตนเองหรือไม่ต้องหลบวูบหนึ่ง แต่เมื่อชะเง้อดูอีกครั้งก็เกิดความวางใจขึ้นมา เมื่อเห็นท่านอยู่ในอริยาบทอันเป็ปกติ ก่อนจะเดินมาใกล้ตำแหน่งที่หลงยืนอยู่แล้วเลี้ยวขวาอีกคราไปตามทางเดิม
ขอนหัวโจกรู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก เมื่อต้องนั่งคุกเข่าอยู่หน้าพระประธาน หลายวันนี้ตนได้แต่ท่องบนสวดมนต์พวกนี้จนแทบจะขึ้นใจ ขอนไม่เคยสนใจในพระอภิธรรมคัมภีร์ใดๆแม้ว่าจะอยู่วัดมาหลายปีั้แ่เป็เด็กตัวน้อย เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานวัด และหนีออกไปเที่ยวเตร่นอกวัดเป็นิจ นั่นเป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้จักกับกอป่าบุตรชายกอเข่อผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาห้าลูก
อันที่จริงขอนยังขุ่นแค้นอยู่ไม่หาย เคยคิดดักรอหลงน้อยที่ฐาน(ส้วม)ตอนค่ำคืน แต่ต้องเลิกล้มคงวามตั้งใจไปด้วยว่าตำแหน่งฐานอยู่ใกล้กุฎิหลวงพ่อฟูเกินไป หากท่านจับได้ ไม่ทราบว่าจะถูกลงโทษหนักกว่านี้หรือไม่ หากถูกกักบริเวณไว้ในวัดเดือนครึ่งเดือน ดังนั้นคงเป็ที่อัดอั้นตันใจแทบตายแล้ว คิดถึงตรงนี้ยิ่งทบความแค้นลงที่หลงน้อยเพิ่มพูน
เสียงหลวงพ่อฟูดังแทรกขึ้นมาในความคิด
"ขอนเอ๋ยเ้าขอน อย่าเป็เช่นขอนไม้ลอยตามน้ำ น้ำพัดไปที่ใดก็ที่นั้น บิดาเ้าตั้งชื่อขอนให้ รู้หรือไม่ มีความหมายว่าอย่างไร"
ขอนขณะนี้ขยับกายตั้งตรงทำท่าตั้งอกตั้งใจ ตายังหลับอยู่มิกล้าลืมขึ้น ตอบเสียงค่อยว่าไม่ทราบ
หลวงพ่อฟูเปลี่ยนอริยาบทเป็สองมือไพล่หลัง
"ครั้งกระโน้นบิดาของเ้า นายบ้านเขิง เป็นายบ้านผู้มีชื่อเสียงในแถบนี้ ไม่ว่าผู้ใดล้วนทราบว่าสามารถเป็ที่พึ่งพิงได้ ทั้งองอาจ ทั้งแข็งแกร่ง เชี่ยวชาญการเดินป่า ไม่ว่าป่าถิ่นใดสามารถเดินผ่านเข้าออกดุจห้องหับในบ้านช่องตนเอง ยิ่งเป็ถิ่นแถบนี้แล้วให้นายบ้านเขิงปิดตาเดิน ยังกลับออกมาได้ทีเดียว ความเข้มแข็งของพลังฝีมือไม่เป็รองผู้ใด หากยอมสยบแก่ผู้ใด เห็นจะมีแต่แม่ทัพพิทักษ์ประจิมท่านนั้น"
กล่าวถึงตอนนี้หลงน้อยที่ฟังอยู่ด้านข้างถึงกับสะดุ้ง จากนั้นตั้งใจรับฟังต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็นเมื่อมีชื่อบิดาเข้ามาเกี่ยวข้อง
ด้านขอนนั้นเคยได้ยินเื่ราวมาก่อน แต่ท่อนท้ายอันกล่าวถึงพระยาพิทักษ์ประจิมนี้เป็ครั้งที่แรกที่ได้ยินหลวงพ่อเอ่ยนามนี้ มันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
หลวงพ่อฟูหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ
"ความแข็งแกร่งของพ่อเ้าเรียกได้ว่าหากเป็นักรบย่อมอยู่แถวหน้า แม้นต่อสู้กันในป่าดงยิ่งยากหาผู้รับมือได้ วันหนึ่งมีกองทหารห้าร้อยนายจากเมืองหลวงนำโดยนายกองกร่าง มุ่งหน้ามายังบ้านนายบ้านคือพ่อเ้า นายบ้านเขิง พรานไพรล่องหน"
หลงรับฟังจนจดจ่อเื่ราวเหล่านี้หามีผู้ใดเคยกล่าวถึงไม่ ความรู้เื่เหตุในบ้านเมืองทั้งหมดมันรับทราบจากอาปานเพียงผู้เดี่ยว เมื่ออาปานมิเคยกล่าวถึงหลงน้อยย่อมไม่เคยได้ยิน แต่คำว่ากองทหารห้าร้อยและนายกองกร่าง ทำให้หลงน้อยอดคิดถึงเวยกร่างที่ปานสายลมอุดรเอ่ยถึงไม่ได้ และยังคาดว่าคำพรานไพรล่องหนสมควรเกี่ยวพันกับความโดดเด่นอันใดของนายบ้านเขิง
"เหล่าทหารนั้นมาด้วยเื่อันใดไม่มีผู้ใดทราบ เร่งรุดมากลางค่ำคืน เสียงเล่าขานว่าทหารเ่าั้ตั้งแถวล้อมบ้านเ้าไว้ให้นายกองสนทนาชั่วยาม จากนั้นจากไป พ่อเ้าไม่กล่าวกระไรกับผู้ใด หอบหิ้วเ้าซึ่งอายุไม่ถึงสองขวบมาหาอาตมา"
กล่าวจบหลวงพ่อฟูท่านหยุดเล็กน้อยแหงนเงยศรีษะขึ้นราวกับกำลังระลึกถึงเื่ราวหนหลัง ขอนนั้นั้แ่อยู่กับหลวงพ่อฟูมามิเคยได้ยินได้ฟังเื่นี้จากหลวงพ่อฟู รู้สึกสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดท่านมิเคยถ่ายทอดเื่ราวเหล่านี้มาก่อนหน้านี้ และเหตุไฉนท่านจึงมากล่าวถึงในตอนนี้กันเล่า ขอนนั้นรับฟังจนแทบอัดอั้นตันใจตายแล้วแต่ไม่กล้าขัดหรือเร่งรัดท่านเ้าอาวาส
หลวงพ่อฟูนิ่งชั่วอึดใจจึงกล่าวต่อ
"ยามนั้นพ่อเ้ามายืนอยู่ที่หน้าโบสถ์นี้ กล่าวฝากฝังเ้าไว้กับอาตมา"
หลวงพ่อหยุดเล็กน้อยรอให้ขอนได้ซึมซับคำฝากฝังนั้นแล้วเล่าสืบต่อ
"หลวงพ่อสอบถามว่าจะไปที่ใด ให้ช่วยดูแลเ้านั้นมิได้มีข้อขัดข้องประการใด เพราะหลวงพ่อเห็นว่านอกจากสองพ่อลูกแล้วพวกเ้าไม่มีญาติพี่น้องใดอีก ครั้งโน้นแม่เ้าเสียชีวิตตอนคลอดเ้าออกมาก็เป็ที่น่าเวทนานัก"
ถึงตอนนี้เด็กทั้งสองถึงกับน้ำตาซึม หลงน้อยพลอยหวนคิดถึงวันที่เห็นมารดาครั้งสุดท้าย ครุ่นคิดว่าตนยังโชคดีกว่าขอนหัวโจกหลายเท่านักอย่างน้อยยังมีโอกาสได้กอดมารดา เพียงเท่านี้ความรู้สึกด้านลบต่อขอนหายไปกว่าครึ่ง
หลวงพ่อยังกล่าวสืบต่อไป
"นายบ้านเขิงว่าจะไปเข้าป่า หลวงพ่อถามว่าถ้าเช่นนั้นจะไปสักกี่วัน พ่อเ้านิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนบอกว่า อาจไม่รอดกลับมา ขอให้หลวงพ่อช่วยสั่งสอนเ้าให้เป็คนดีเป็ศรีบ้านศรีเมือง หลวงพ่อถามว่า เื่หนักหนาอันใดถึงเพียงนี้ ป่าแถบนี้พรานไพรล่องหนแทบหลับตาเดินยังมีเื่ใดต้องเป็กังวล"
"พ่อเ้ากล่าวว่า เื่นี้ไม่สมควรที่หลวงพ่อต้องรู้ รังแต่จะประสบความยุ่งยากภายหลัง บอกได้เพียงว่า ถึงคราที่ต้องตอบแทนผู้มีพระคุณ ทั้งต่อตนและต่อบ้านเกิด ขอให้รู้ว่าไม่ว่าสิ่งที่กระทำเป็เื่ราวใดกล่าวได้ว่าไม่อายฟ้าดิน ห่วงแต่ขอนน้อย ตนตั้งใจเลี้ยงลูกให้เป็ยอดคน แข็งแกร่งทั้งกายและจิตใจ ต่อจากนี้ได้แต่พึ่งพาหลวงพ่อ และภาวนาว่าขอนน้อยจักค้นหาทางเดินอันถูกต้องของตนได้"
ขอนรับฟังด้วยหัวใจอันพลุ่งพล่าน หลายปีมานี้ตนรู้แต่เพียงว่า บิดาเป็พรานผู้ยิ่งใหญ่หายเข้าไปในป่าแล้วไม่กลับออกมา ผู้คนโจษจันว่าคงยังอยู่ที่แห่งหนใดในป่ากว้าง ไม่นึกว่ายังมีเื้ัอันซับซ้อนถึงเพียงนี้
"บิดาเ้าจากไปไม่พ้นเดือน มีผู้พบเห็นกองทหารนำโดยนายกองกร่างออกมาจากป่า จำนวนลดหายไปหลายนาย เหลือไม่ถึงครึ่งร้อย มุ่งหน้ากลับพระนคร"
หลวงพ่อหยุดเล็กน้อยค่อยกล่าวต่อ
"เฒ่าโผยที่เป็เพื่อนบ้านมาบอกกับหลวงพ่อเื่ทหารที่ไปยังบ้านเ้า ไม่กี่วันเฒ่าโผยพลันสิ้นอายุขัย เื่นี้จึงไม่มีผู้อื่นรู้เห็น"
หลวงพ่อฟูก้มศรีษะลงเพ่งมองขอนที่คุกเข่าอยู่
"ที่เล่าให้เ้าฟังวันนี้ เ้าคงรู้ว่าด้วยเหตุผลใด เ้าไม่ได้เกิดมาอย่างไร้ความสำคัญ เพราะเ้าเป็สิ่งที่สำคัญที่สุดของบิดา การที่พ่อเ้าฝากเ้าไว้กับหลวงพ่อและถ่ายทอดข้อความให้ไว้ มุ่งหมายให้สอนเ้าได้ว่า คนเราแม้ชีพยังสละได้เพื่อสิ่งดีงามและยิ่งใหญ่อันรู้ได้เฉพาะตน หาจำเป็ต้องให้โลกรู้ไม่ หลวงพ่อไม่ทราบว่าผู้มีพระคุณต่อพ่อเ้าเป็ใคร หลวงพ่อคำนวนว่าคงมีบุญคุณอันมากแท้จริง หากพ่อเ้าหลีกเลี่ยงการช่วยเหลือ เห็นแก่ตนและลูกเป็หลักในขณะที่สามารถกระทำ วันนี้แม้มีชีวืตยังจะเหลือความภาคภูมิอันใดมาสั่งสอนเ้า"
หลวงพ่อหยุดมองดูขอนที่สะอื้นจนตัวสั่นเทิ้ม ที่แล้วมาขอนเฝ้าแต่ครุ่นคิดว่าบิดาทอดทิ้งตน เนื่องจากความยุ่งยากในการเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง หรือไม่ท่านคงไม่รักไม่เอ็นดูจึงหนีจากไปไม่ใยดี ตนเองเฝ้าแต่คิดว่าสักวันคงจะได้พบหน้าเพื่อถามถึงเหตุผลจะกล่าวตัดพ้อต่อว่าให้สมใจ
ตลอดมาขอนเพียรพยามฝึกฝนให้เก่งกาจ และพยายามเป็ผู้นำเด็กแถบนี้สร้างพรรคพวกเป็กลุ่มก้อนของตน กระทั่งยอมตนอยู่ใต้เครือข่ายของกอป่า หวังว่าสักวันจะได้อยู่ในตำแหน่งสูงของกลุ่ม ทั้งหมดล้วนเป็้าให้วันหน้าพบพานบิดายังหวังจะอวดโอ้ต่อท่าน ว่าแม้ไม่มีบิดายังมีความสำเร็จได้ด้วยตนเอง
แต่นี่ยังจะได้มีโอกาสเช่นนั้นอีกหรือ จากที่หลวงพ่อฟูเล่าไม่ทราบว่าเื่ราวเป็เช่นใด ระหว่างนายกองกร่างกับพรานไพรล่องหน แต่เมื่อกองทหารกลับมาเพียงน้อยนิดโดยไร้วี่แววนายบ้านเขิง ผลที่คาดได้ย่อมเลวร้ายที่สุดแล้ว
ได้ยินเสียงหลวงพ่อกล่าวต่อ
"ที่ผ่านมา เ้า้าพิสูจน์ตัวเ้าให้กับพ่อที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใดมาตลอด เพียงแต่เ้าไมรู้เลยว่าสำหรับพ่อของเ้าไม่ว่าเป็อย่างไรขอเพียงเ้าเลือกเฟ้นหนทางที่ไม่ละอายแก่ตน พ่อเ้าไม่ว่าอยู่ที่ใดย่อมยินดีเป็ที่สุด"
ขอนก้มหน้านิ่งสองมือพนมค้าง ทราบแน่แก่ใจว่าบิดาคงไม่หวนกลับคืนมา เฉกเช่นชาวบ้านแถบนี้ ทุกผู้คนล้วนทราบว่า พรานไพรล่องหนมีป่าเขาต่างนิวาศสถานแม้นไม่กลับออกมาย่อมเป็ความ้าของตนเอง ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเื่นี้มีความนัยเป็อื่น หากว่าผู้เล่ามิใช่หลวงพ่อฟูยังคลางแคลงได้ แต่นี่ท่านเป็ภิกษุผู้ทรงศีลเมื่อกล่าวเช่นนี้ย่อมไม่มีที่ใดแปลกปลอม
ขอนรู้สึกว่างเปล่าและวังเวงอย่างยิ่ง สิ่งที่สู้กระทำและเชื่อมาล้วนสูญเป็อากาศธาตุ นับจากนี้ทำอย่างไรต่อไป ยังรู้สีกงงงวยสับสนอยู่ในใจ
เสียงหลวงพ่อฟูแว่วดังต่อว่า
"เอาเถอะเื่นี้ค่อยคิดค่อยกระทำ ไม่มีใดสายไป เ้าไปช่วยพระและเด็กอื่น ตัดไม้ผ่าฟืนด้านหน้าสักครู่หลวงพ่อจะตามไป"
ขอนรับคำเบา ค่อยคืบคลานจากไป
หลวงพ่อฟูนิ่งมองตามขอนที่ลับประตู หลงยังนิ่งงันอยู่คิดปะติดปะต่อเื่ราวก่อนจะคิดได้ว่าถึงเวลาสมควรไปแล้ว มันขยับกายจากที่ซ่อนไปหลังวัด โดยไม่ทันเห็นหลวงพ่อฟูทอดสายตานิ่งนานมาทางด้านมุมโบสถ์ที่ด้านหลังตรงรอยแตกที่หลงน้อยเคยซ่อนตัวอยู่
หลงพุ่งปราดไปตามแนวชายป่าสักครู่ถึงป่าทึบพงไม้แน่นขนัดด้วยความรู้สึกอันพลุ่งพล่านบางประการ พลันเปลี่ยนเป็ะโยันต้นโน้น โผเข้าต้นนี้ แล้วถีบร่างไปสู่อีกต้นหนึ่ง คนดูไปคล้ายวิ่งบนพื้นดินเพียงเปลี่ยนเป็วิ่งปราดไปตามยอดไม้แทน พอพ้นแนวขนัดแน่นของพงไม้กลับเป็ป่าโปร่งที่ตรงกลาง หลงน้อยเปลี่ยนเป็เดินไปตามทางน้อยเส้นหนึ่งบ่งบอกว่ามีผู้เดินผ่านเป็นิจ ทางเดินเลาะเรียบูเาชัน ปกคลุมด้วยเถาวัลย์อันทึบแน่น หลงน้อยยังเดินต่อไปเรื่อยจนสิ้นทางเดินที่แนวแน่นขนัดของพงไม้อีกด้าน ไม่มีทางต่อไป จากนั้นเปลี่ยนเป็กึ่งเดินกึ่งะโถอยหลังราวสิบห้าก้าวเดิน พลันเลิกเถาวัลย์ริมผาขึ้น
ขอนเดินด้วยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวออกมาจากโบสถ์ จนกระทั่งถึงบริเวณทางเข้าวัด เห็นทางซ้ายมือเหล่าพระและเด็กวัดกำลังช่วยกันตัดถอนต้นไม้อยู่ นอกจากนำไม้ไปทำฐานเพิ่มแล้ว บริเวณที่ตัดต้นไม้ออกหลวงพ่อฟูยังดำริให้ปลูกเป็เพิงง่ายๆสำหรับเป็ที่พักริมทางสำหรับคนสัญจร
เส้นทางที่วัดตั้งอยู่นี้เป็เส้นทางสัญจรใหม่ระหว่างบ้านภูแจ้ง กับบ้านสักเสียด บ้านภูแจ้งตั้งอยู่บนสันเขาลูกแรกในเขาห้าลูกติดกับเขตหัวเมืองภูน้ำสูงซึ่งเป็หัวเมืองสุดท้ายด้านตะวันตกของอาณาจักรน่านเ้าพ้นสันเขาภูแสงจันทร์ไปเป็เขตอาณาจักรธิเบต
เขาทั้งห้าลูกประกอบด้วย ภูแจ้ง ที่ซึ่งเป็ที่ตั้งบ้านภูแจ้ง ดอยผาซ้อนมีบ้านสักเสียดเป็หมู่บ้านใหญ่อยู่ถัดไปทางเหนือ ดอยเ้าปู่เป็เขาลูกกลางอันเป็ศูนย์กลางการเดินทางและเป็ที่พำนักของเ้าเขาห้าลูก กอเข่อ
ด้านตะวันตกค่อนไปทางใต้คือภูแสงจันทร์บ้านน้ำหนาวเป็หมู่บ้านสุดท้ายพ้นจากสันเขานั้นไปเป็เขตอาณาจักธิเบต ดอยผากว้างเป็ูเาลูกที่อยู่ห่างจากหัวเมืองมากที่สุดเป็เขาลูกสูงและมีหน้าผาชัน
ทั้งดอยผากว้างและดอยผาซ้อนเป็เขาสองลูกที่ไม่มีผู้ใดข้ามพ้นได้ต้องใช้ทางช่องผาจึงจะเดินผ่านขึ้นไปทางเหนือได้
พ้นจากเขาสองลูกสุดท้ายไปเป็ความกว้างใหญ่ไพศาลของเทือกเขา ชาวธิเบตและชาวไตล้วนไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามเขตแดน โดยมากเป็ไปด้วยความสงบเรียบร้อยทั้งสองฝ่าย ที่ตามชายแดนมักไม่ขึ้นแก่ใครเป็การชัดเจน อยู่ที่ว่าขณะนั้นบ้านไหนเมืองใดแข็งแกร่ง หัวเมืองจึงเก็บส่วยจากผู้คนได้ แต่หากว่าอ่อนแอลงเ้าหน้าที่หัวเมืองย่อมหย่อนลงและเก็บส่วยภาษีได้ในขอบเขตจำกัด
ยกตัวอย่างเช่นเ้าเขาห้าลูกที่เป็ผู้มีอิทธิพลแถบนี้ปัจจุบันส่งส่วยให้แก่ทั้งฝ่ายน่านเ้าและธิเบตเพื่อประกันความเป็ผู้ยิ่งใหญ่ในพืนที่จากนั้นจึงเก็บภาษีจากชาวบ้านเองในอัตราต่างต่างกัน
บิดาของขอนเองคือนายบ้านเก่าของบ้านภูแจ้ง ไปยังบ้านเดิมขนัด ซึ่งเป็ูเาลูกถัดไปเฉียงไปทางเหนือ เดิมทีมีผู้คนผ่านไปมาน้อย เนื่องจากเส้นทางหลักเฉียงไปทางตะวันตกเล็กน้อย ไปยังบ้านขุนโตน ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางเขาห้าลูกและเป็ที่พำนักของกอเข่อเ้าเขาห้าลูกนั้นเอง
ระยะหลังผู้คนสัญจรตามเส้นทางใหม่นี้มีจำนวนมากขึ้นเป็ลำดับ ตามที่หลวงพ่อฟูเริ่มต้นพัฒนาหนทางด้วยตัวท่านเอง เป็เวลานับสิบปีที่ชาวบ้านมักเห็นท่านนำแถวลูกวัดย้อนไปมาตามเส้นทางบิณฑบาตรเพื่อปรับปรุงถนนช้ามหุบเขา
หลวงพ่อฟูท่านเห็นว่าการที่คนจำนวนมากผู้ซึ่งต้องเดินทางไปยังเขาผาซ้อนเพื่อซื้อหาสมุนไพรและค้าขายอื่นๆ รวมถึงชาวบ้านผาซ้อนที่้าเดินทางมายังภูแจ้งเพื่อซื้อเกลือและเครื่องเทศ เนื่องจากภูแจ้งเป็ทางออกไปยังหัวเมืองที่ใกล้ที่สุดของอาณาจักรน่านเ้า กลับต้องเดินทางผ่านดอยปู่เ้าก่อน ซึ่งถ้าเป็คนผาซ้อนต้องล่องไปทางตะวันตกเฉียงใต้ก่อนแล้วย้อนกลับมาทางตะวันออกอีกทีหนึ่ง นึ้เป็เื่น่าลำบากไป
อุปสรรคใหญ่ๆของเส้นทางก็คือป่าทิศเหนือของภูแจ้งซื่งเป็ป่าทึบและยังมีทางขึ้นลงอยู่บ่อยครั้งทำให้ไม่ใคร่สะดวก ท่านจึงนำลูกวัดถากถางทางเดิน ซึ่งใช้เวลานานนับสิบปี ทั้งยากลำบากและต้องระมัดระวังสรรพสัตว์ไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนแก่มัน
ทางเดินนี้จึงมีลักษณะคดเดี้ยวอยู่บ้างแต่นั่นก็เพราะต้องหลบเลี่ยงต้นไม้ใหญ่และแหล่งวางไช่กกลูกของสัตว์ต่างๆ แรกนั้นชาวบ้านต่างขานกล่าวกันว่าท่านเป็พระบ้า เห็นแต่ฤาษีชีไพร ทั้งลามะธิเบตผู้เผยแพร่พุทธศาสนานิกายวัชรยาน ต่างมุ่งเน้นการหลับตาฝึกตน หลวงพ่อฟูท่านกลับประพฤติตรงกันข้าม นอกจากใส่บาตรแล้วไม่สนการใดหรือสุงสิงข้องแวะใคร
ครั้นเวลาผ่านไปห้าหกปียังเห็นท่านทำกิจวัตรเดิม ปรากฏผลเป็เส้นทางสัญจรสายเล็กๆขึ้นมา ชาวบ้านภูแจ้ง บ้านผาซ้อน และอีกนับสิบหมู่บ้านเล็ก ต่างพากันสละเวลาตามแต่ศรัทธา ร่วมทำการปรับปรุงเส้นทางด้วย ในที่สุดล่วงเข้าปีที่สิบสองชาวบ้านสามารถใช้สัญจรมากขึ้นเป็ลำดับ เส้นทางถูกขยายกว้างและมีลักษณะที่สะดวกราบเรียบขึ้นนับแต่นั้นหลวงพ่อฟูจึงเป็ที่นับถือแก่ผู้คนทั้งหลาย ทั้งที่ถือพุทธศาสนา และนับถือผีก็ไม่เว้น
หลวงพ่อฟูเป็ใครมาจากไหนไม่ปรากฏ เล่าลือว่าท่านข้ามเขาห้าลูกมาจากธิเบตเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว หลังจากท่านมาอยู่ไม่นานนักในเวลาใกล้เคียงกันกันกับการปรากฏตัวของกอเข่อแห่งบ้านป่าเมียะ หมู่บ้านเล็กๆ กอเข่อเองใช้เวลาสิบปีก่อร่างสร้างกลุ่มก้อนขึ้นมา หลังจากที่หลวงพ่อฟูสร้างวัดป่าพุทธะปัญญาขึ้นไม่ห่างกันเท่าใดนัก
กอเข่อสะสมกองกำลัง รวบรวมคนหนุ่มชาวเขาชาวไตเข้าด้วยกันสร้างอำนาจอิทธิพลทีละน้อยจากเก็บค่ารักษาความปลอดภัย เปลี่ยนเป็เก็บค่าผ่านทาง จนถึงค่าการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ กลายเป็ผู้ปกครองท้องถิ่นขึ้นมา
ว่าอันที่จริงก่อนหน้ากอเข่อยังมีชาวเขาเผ่าเย้า เผ่าแม้วที่ผลัดกันขึ้นเป็หัวหน้าและประพฤติคล้ายคลึงกันมา ต่างแต่ว่ากอเข่อมีระยะเวลายาวนานกว่าในความเข้มแข็งของกลุ่ม และพัฒนากลุ่มไปเป็ระบบระเบียบ มีการแบ่งหัวหน้าหน่วย และหน่วยสนับสนุนต่างๆ เกิดเป็กองกำลังน้อยๆขึ้นมา
หากเทียบกับคนพื้นราบนี่นับเป็หัวเมืองเล็กอันหนึ่ง ทว่าในระบบบ้านป่าแล้วซับซ้อนกว่านั้นมาก กอเข่อไม่สามารถสั่งเป็ตายแก่หัวหน้าเผ่าเล็กน้อยอื่นๆ แต่กอเข่อสามารถร้องขอความร่วมมือได้ กอเข่อไม่สามารถกำหนดบุคคลมาเป็ผู้นำชนเผ่าได้ แต่กอเข่อสามารถตั้งข้อกำหนดให้กับเผ่าต่างๆที่ต้องปฏิบัติเมื่อถึงคราวเรียกเก็บส่วยภาษีประจำปีได้
เผ่าต่างๆเองทั้งที่ไม่พึงพอใจนักแต่ยอมรับในระบบนี้ กอเข่อเองให้ประโยชน์กลับคืน หากเมื่อถึงคราวเดือดร้อนหรือมีกรณีพิพาทอันใด กอเข่อเป็ผู้ไกล่เกลี่ยและตัดสินได้อย่างเหมาะสมเสมอ หากมีผู้ใดรุกรานหรือภัยอันมากจากสัตว์ร้ายผิดสามัญ กองกำลังของกอเข่อสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที อีกทั้งตัวกอเข่อมีข้อได้เปรียบที่ทางการของอาณาจักรน่านเ้าและธิเบตนั้นให้การรับรอง และให้กอเข่อเป็ผู้เก็บภาษีส่ง แน่นอนว่านี่ยิ่งเสริมทั้งฐานะและบทบาทของผู้ปกครองท้องถิ่น สภาพการส่งส่วยให้ทั้งสองรัฐจึงทำให้เขาห้าลูกนี้มีสถานภาพคล้ายรัฐขนาดเล็กไปในตัว
ขอนที่ติดต่อกับกอป่าใช่ไร้เหตุผล วันใดเขาห้าลูกสถาปนาเป็รัฐ เขาจะกลายเป็ส่วนหนึ่งของหน่วยปกครองรัฐไปในตัว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นไปสู่ความเป็ผู้ยิ่งใหญ่ตามความคิดเดิม
บัดนี้ความคิดอันนั้นคล้ายถูกถอนรากคลอนฐานด้วยการเปิดเผยเื่ราวในอดีตของหลวงพ่อฟูเสียสิ้นแล้ว ต่อจากนี้จักทำอย่างไรยังสับสน สภาพภายในคล้ายเวิ้งว้างว่างเปล่าหาที่จับต้นชนปลายไม่ได้
ขอนก้าวจนเกือบถึงวงเด็กวัดที่กำลังช่วยกันถางทางบ้างขุดร่องน้ำข้างทางนำดินมาถมพื้นที่ที่วางแผนสร้างศาลาริมทาง เหล่าสมุนน้อยพากันทักทายกันขรมแต่ขอนทำเหมือนเป็ลมพัดผ่านไม่ได้ยินเข้าหู สองมือตรงเข้ายกตะกร้าดินสานที่บรรจุดินไว้เต็มเปี่ยมที่เ้าขาวขุดขึ้นมา ขอนยกตะกร้าดินเบาหวิวคล้ายไร้น้ำหนักเหล่าสมุนน้อยใหญ่พากันร้องหนุนส่งเป็ที่ครึกครื้น ทว่าลูกพี่ใหญ่กลับอยู่ในภวังส่วนตัวไม่รู้สาใดๆ
ขณะจะคว้าด้ามจอบขึ้น ขอนที่ใจลอยพลันนึกขึ้นได้ประการหนึ่ง กล่าวขอตัวจากหลวงพี่ผวน ให้เหตุผลว่าจะไปถ่ายปัสสาวะ แล้วเดินย้อนกลับเข้าไปในวัด ขอนเดินมาจนถึงหน้าฐานแต่กลับวกไปทางด้านหลังกุฏิหลวงพ่อฟูซึ่งเป็ที่สรงน้ำและเรียงรายโอ่งอ่างเก็บน้ำ ครั้นแล้วหยุดยืนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากสนทนากับหลวงพ่อฟูแล้ว มีความรู้สึกอยากแก้ไขเื่ราวที่เคยกระทำ แต่หากให้กล่าวขอโทษหลงน้อย นี้เป็เื่ที่ตนเองยังไม่อาจฝืนใจ ขณะลังเลอยู่นั้นพลันเห็นฝาไม้บนโอ่งทุกใบปิดสนิทนั้นหมายถึงทั้งหมดมีน้ำเต็มเรียบร้อยแล้ว ขอนเดินหยิบฝาเปิดตรวจดูสองสามใบ พบว่ามีน้ำอยู่เต็มจริงๆ แต่ไม่เห็นแม้เงาของหลง
ลังเลครู่หนึ่งจึงเดินสำรวจไปตามทางเดินสู่ลำธาร ครั้นถึงริมธารหยุดยั้งยืนอยู่ครู่หนึ่งที่ริมธารอันมีรอยเปียกน้ำและรอยเท้าแต่ไม่พบเห็นผู้ใด สีหน้าปรากฏรอยยิ้มประหลาดขึ้นมา
เช้าวันถัดมา หลงตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกล้าเล็กน้อย วันวานเมื่อวิ่งจากวัดไปแล้วตนมุ่งหน้าไปยังสถานที่ลับในหุบเขา ฝึกวิชาตามแนวทางของ ปานสายลมอุดรไม่ลดละต่อเนื่องสองชั่วยาม จนได้เวลาเพลจึงวิ่งกลับสู่วัดป่าปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ หลังจากสวดมนตร์แล้วร่วมงานปรับพื้นที่สร้างศาลาพักร้อนหน้าวัด พอหัวค่ำหลังทำวัตรเย็นเรียบร้อยแล้วรีบหลบไปยังสถานที่ลับอีกครั้งสองชั่วยามก่อนกลับสู่วัดป่าอีกครั้ง ให้เหตุผลว่าออกไปหาของป่าเหมือนเช่นเคย
หลงรู้สึกแปลกแต่ว่าบ่ายวานนี้เป็เวลาอันสงบสำหรับตนจนแทบผิดปกติ เมื่อทบทวนดูรู้สึกขอนไม่ข้องแวะสุงสิงจนผิดธรรมดา ปกติจะน้อยมากต้องหาเหตุรังควานกระทบกระทั่งทางกายหรือทางวาจา หลงนึกย้อนถึงเื่ราวของชีวิตขอนพลางคาดว่าเื่นี้ดูท่ากระทบกระเทือนจิตใจเหลือกล่าว
วันนี้เป็เวรรับโทษของหลง เมื่อสิ้นทำวัตรเช้า หลงตรงไปยังโบสถ์แม้ว่าหลวงพ่อฟูยังมาไม่ถึง ใช้เวลาไปกับการปรับสภาพฟื้นฟูพลังกาย การสงบนิ่งจนถึงขีดสุดเป็เคล็ดรวมกำลังที่ปานสอนไว้ หลงยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
หลวงพ่อฟูมาถึงยังประตูโบสถ์เห็นหลงยืนนิ่งไม่ไหวติง ท่านกระแอมออกมาเล็กน้อย หลงแม้สภาวะสงบนิ่งขีดสุดหายไปแต่ไม่แสดงอาการใออกมา เริ่มชินกับการมาของหลวงพ่อฟู หันมาเห็นหลวงพ่อฟูพยักหน้าเล็กน้อย ทราบว่าท่านให้ประจำในตำแหน่งเดิม หลงคุกเข่าหน้าพระประธานหลวงพ่อฟูท่านกล่าวว่า
“เ้าไหว้พระเ้าเห็นอะไร”
หลงหยุดชะงักเล็กน้อยพนมมือขึ้นกล่าว “เห็นพระพุทธรูปครับ”
หลวงพ่อฟูยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ “เ้ารู้หรือไม่ว่าพระพุทธรูปทำจากอะไร”
หลงเพ่งมองพระพุทธรูปเห็นพระพุทธรูปขนาดหน้าตักหนึ่งศอก ทั้งองค์ประดิษฐ์จากไม้แกะสลัก แม้ว่าลักษณะหยาบไม่ประณีตแต่ดูสงบอย่างประหลาด เห็นดังนั้นตอบว่า “ทำจากไม้ครับ”
หลวงพ่อฟูกล่าวต่อว่า “เช่นนั้นแล้วเ้าไหว้ไม้หรือไหว้พระพุทธรูปเล่า”
หลงเผลอยิ้ม “ไม่ทั้งสองประการครับ หลงไหว้พระพุทธเ้าครับ”
“ตอบได้ดี ตอบได้ดี” หลวงพ่อฟูยิ้มอย่างชมเชย “เช่นนั้นก่อนหน้านี้เ้าคิดอย่างเดียวกับตอนนี้หรือไม่ ก่อนหน้านี้เ้าเห็นพระพุทธรูปหรือไม่ หรือที่แท้แล้วเ้าเห็นอะไรมาก่อน”
หลงนิ่งฟังรู้สึกว่าประโยคที่ท่านกล่าวไม่้าคำตอบ นึกทบทวนดูตนเองเข้าโบสถ์ทำวัตรสวดมนตร์ ปฏิบัติภารกิจไม่ทราบนับว่ากี่หนกี่ครั้ง ไม่เคยเห็นพระพุทธรูปที่ทำจากไม้ อย่างที่กำลังมองอยู่ขณะนี้ ชั่วขณะลืมเลือนเื่ต่างๆสองมือวางทาบลงกับหน้าขา แว่วเสียงหลวงพ่อฟูว่า
“จดจำไว้ จดจำไว้ อย่างนี้จึงถูกต้อง” หลวงพ่อเดินเอามือไพล่หลังวนไปด้านหลังของหลง “ไหว้พระให้เรียบร้อย แล้วนั่งอยู่ที่เดิม”
หลงปฏิบัติตาม ในใจครุ่นคิด อย่างไรจึงถูกต้อง ไหว้พระเรียบร้อยแล้วทรุดนั่งลงท่าขัดสมาธิ เสียงหลวงพ่อเดินวนอยู่ครู่หนึ่งเงียบหายไป หลงหลับตานิ่งคาดว่าท่านคงจะเดินลับไปแล้วเตรียมรวมสมาธิฟังเสียงสัตว์ต่างๆดุจเดิม เมื่อครู่ใหญ่เห็นผีเสื้อเกาะตรงขอบหน้าต่างลองเพ่งรวมศูนย์การรับฟังไปยังทิศทางดังกล่าว ยังไม่ทันเรียบร้อยดี เสียงหลวงพ่อฟูกลับดังอยู่ข้างหลัง หลงแทบสะดุ้งด้วยความใ
“ไม่ถูก ไม่ถูก อย่างนี้ไม่ถูกต้อง” หลวงพ่อว่า เสียงเดินสวบสาบมาด้านข้าง
หลงน้อยถามทั้งๆยังหลับตา “เช่นนี้ไม่ถูก อย่างไรจึงถูกครับ”
“แรกสุดเ้าทำถูกเพียงครึ่งหนึ่ง ต่อมาเ้าทำถูกเกินครึ่ง เมื่อครู่เ้าทำถูกครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ไม่ถูกแม้สักครึ่งเดียว” หลงน้อยหน้าตาขมวดมุ่นเมื่อครู่เหมือนเข้าใจบัดนี้กลับไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียว
“ทบทวนให้ดีเ้าหลง ธรรมชาติมีธรรมดาของมัน เ้าทำผิดทำฝืนธรรมชาติอย่างนี้เมื่อไรก็ไม่ถูกต้อง”หลวงพ่อกล่าว
หลงน้อยใจหายวาบ หรือท่านเป็ผู้มีวิชาฝีมือ หรืออ่านใจผู้คนออก ดูออกว่าตนฝึกวิชาฝีมือ
แต่ความคิดชั่วแล่นนี้วูบเดียว บอกกับตัวเอง ว่าหลายปีมานี้เห็นวัตรปฏิบัติท่านตลอดมา ไม่มีที่ใดที่แสดงว่าท่านมีกำลังเหนือคนธรรมดาหรือกระทำการอย่างพิศดารแต่อย่างใด ท่านกล่าวข้อความเหล่านี้คงมีเหตุผลอย่างอื่น
หลวงพ่อยิ้มแย้มอย่างเมตตา กล่าวต่อว่า “เมื่อเราเข้ามาเ้าทำสมาธิอยู่ ท่วงท่าไม่ผ่อนคลาย ต่อมาเ้าสังเกตพระท่วงท่าผ่อนคลายสมาธิสมบูรณ์ขั้นต้นเกิด ต่อมาเ้านั่งสักครู่ในท่าขัดสมาธิ ท่วงท่ากลับไม่ผ่อนคลาย พอเ้าเอ่ยปากสอบถามใจเ้าก็ขาดสมาธิเรียบร้อยแล้ว เช่นนี้จึงเรียกว่าถูกครึ่งหนึ่ง ถูกกว่าครึ่ง และไม่ถูกต้องแม้ครึ่งเดียว เข้าใจหรือไม่”
หลงน้อยนั่งฟังอย่างตั้งใจ ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการท่าทางการทำสมาธิ คล้ายชึ้ให้เห็นเื่ราวบางประการแต่ยังไม่อาจคว้าจับมั่นหรือเข้าใจถ่องแท้
“เอาละ เอาใหม่เถิด ครานี้ทำตามที่หลวงพ่อเคยสอนอย่างเคร่งครัด ทั้งกายและจิตใจ รักษาสมาธิไว้ที่ตัวที่ลมหายใจ” หลวงพ่อกล่าวต่อ หลงน้อยยังครุ่นคิดต่อ หรือที่แท้ท่านล่วงรู้ว่าตนนำสมาธิไปเพ่งฟังเื่ราวนอกตัว จบแล้วสลัดความคิดทั้งมวลปฏิบัติตามคำหลวงพ่ออย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้นหลวงพ่อฟู ซึ่งบัดเดี๋ยวเร้นหาย บัดเดี๋ยวแทรกคำสั่งสอน ตลอดเวลา หลงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างที่วันนี้ท่านไม่จากไปยังที่อื่นอย่างเคย กลับดูคล้ายว่าติดตามตลอดไม่ว่าตนวางสมาธิไว้ที่ใด เหตุอย่างนี้ดำเนินไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ชั่วยามเศษ หลวงพ่อจึงกล่าวว่า
“เอาละนับจากนี้ เ้าอย่าเพิ่งลืมตา มีเื่ใดถามจงถามเสียให้เรียบร้อย”
หลงน้อยดึงจิตใจออกจากสมาธิ รู้สึกร่างกายผ่อนคลายอย่างประหลาด เอ่ยถามหลวงพ่อฟู
“หลวงพ่อครับ ทำไมบางครั้งผมคาดว่าหลวงพ่อไม่อยู่ในห้อง กลับมีเสียงหลวงพ่อในห้อง ดูคล้ายอยู่อยู่หลวงพ่อหายไปกับอากาศ นี่นับเป็คาถาอาคมหรืออย่างไร”
“หลงเอ๋ยหลง คราวนี้เ้าลืมตาขึ้น ดูซิว่าเราอยู่ที่ไหน” หลงลืมตาขึ้น เห็นหลวงพ่อยืนอยู่ตรงระเบียงนอกชาน รู้สึกประหลาดใจเมื่อสักครู่รู้สึกราวกับหลวงพ่ออยู่ที่ข้างตัวแท้ๆ
“เราอยู่ที่นี่ ั้แ่แรกจนถึงเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ขยับไปไหน”
หลงใบหน้าบิดเบี้ยว “เป็ไปได้อย่างไรครับ ผมได้ยินหลวงพ่อเดินไปมาอยู่หลายครั้ง บางครั้งพูดอยู่ใกล้แค่วาเท่านั้น”
หลวงพ่อฟูยิ้มอย่างเมตตา “บรรพชิตไม่มุสา หลวงพ่อจงใจสร้างขึ้น นี่เพื่อสอนเ้าว่าเ้าไม่ได้ ฟัง จริงๆ”
หลงน้อยแตกตื่นนี้เป็ครั้งแรกหากไม่นับงูใหญ่ตัวนั้น หลวงพ่อได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ปรากฏหรือนี่ ก่อนหน้าจะเอ่ยอันใด เสียงหลวงพ่อดังแทรกขึ้นมาก่อน
“นี่หาใช่ปาฏิหาริย์ หาใช่คาถาอาคม หรือเื่เหนือธรรมดา หลวงพ่อไม่มีวิชาฝีมือ ที่มีติดตัวคือวิชาพุทธะ แห่งพระสัมมาสัมพุทธเ้า หากเ้า สดับฟัง จริงด้วยใจ ย่อมสังเกตพบ นี่เพื่อชี้ให้เ้าเห็นว่าเ้าไม่ได้ ฟัง อย่างแท้จริง”
หลวงพ่อทอดลมหายใจแล้วกล่าวต่อ “เวลาระหว่างเราน้อยลง เ้าไม่ต้องถามให้มากความเื่เรา ที่ผ่านมาเ้าเห็นว่าหลวงพ่อเน้นสั่งสอนเ้าและศิษย์วัดอื่นๆ รวมทั้งชาวบ้านเื่อะไร”
หลงน้อยทบทวนด้วยปัญญาไว ตอบว่า “เส้นทางบรรลุมรรคผลครับ มรรคมีองค์8 ประการ”
หลางพ่อถามต่อว่า “เช่นนั้นแล้วเ้าเข้าใจเื่นี้ มากน้อยอย่างไร”
“ไม่ครับ หลงน้อยจดจำได้ แต่ไม่เข้าใจ” หลงน้อยรีบตอบ
“วิเศษแท้ วิเศษแท้ พูดกับเ้า ประหยัดเวลาได้มากนัก อย่างนั้นสมมตว่าเวลาที่สอนน้อยลง เ้าเข้าใจว่าเราจะทำให้เ้าเข้าใจเื่นี้หรือ เราจะทำเื่ไหนจึงเกิดประโยชน์สูงกว่า”
หลงน้อยใจหายวาบ ท่านกล่าวซ้ำสองเื่เวลาน้อยลง นี่หมายความว่าอย่างไร ปากกล่าวตอบ “ไม่ครับ หลวงพ่อจะไม่ทำให้หลงน้อยเข้าใจเื่ที่หลงน้อยต้องใช้เวลาอีกเนิ่นช้าจึงจะเข้าใจ และไม่แน่ว่าหลงน้อยอาจไม่มีวันเข้าใจ ฉะนั้นหลวงพ่อจะเลือกเื่ที่สำคัญที่สุดสำหรับหลงน้อยในวันนี้เื่ที่เข้าใจได้ไม่เกินความสามารถที่กระทำได้”
หลวงพ่อยิ้มอย่างมีเมตตา “ดีมาก ดีมาก สมมติว่าเราไม่มีวันสอนเ้าได้อีกแล้ว อย่างนั้นแล้วเราขอให้เ้ารับปากกระทำเื่หนึ่งรับรองว่าไม่เกินความสามารถที่กระทำได้ เ้าจะรับปากหรือไม่”
หลงชะงักงันชั่วครู่ เื่นี้หากท่านให้ตัดใจจากทางโลกแล้วถือบวชจะทำอย่างไร หรือให้ถือศีลห้าชั่วชีวิต เช่นนี้จะกแก้แค้นให้กับตระกูลได้อย่างไร แต่ใจกลับเชื่อมั่นอย่างประหลาดว่าหลวงพ่อฟูท่านไม่ขอเื่ที่ไม่เต็มใจกระทำ หรือนี่ล้วนแล้วแต่เป็วิชาแห่งพุทธะที่ท่านพูดถึงบังคับใจให้คล้อยตามกันแน่
“รับปากขอรับ ขอเพียงเป็เื่กระทำได้ หลงน้อยต้องกระทำแน่นอน”
หลวงพ่อกล่าวว่า “เราขอให้เ้านั่งสมาธิอย่างที่เราสอน วันละครึ่งชั่วยามจากนี้จนตลอดไป วันใดกระทำไม่ได้ด้วยเหตุอันจำเป็ให้ถือเป็ข้อยกเว้น ส่วนวันใดที่กระทำได้ขอให้กระทำเป็วัตรปฏิบัติ เ้าทำได้หรือไม่”
หลงน้อยรับปากอย่างโล่งอก “ทำได้ครับ”
“ดีมาก ดีมาก จงจำไว้ว่า ไม่ว่าประการใด ไม่ฝืนธรรมชาติล้วนแล้วแต่เป็สิ่งดี ฝืนธรรมชาติอาจได้ผลหอมหวานในตอนแรกแต่สุดท้ายเกิดข้อจำกัด ส่วนคล้อยตามธรรมชาติได้ผลที่ช้าแต่สุดท้ายไร้ขีดจำกัด เ้าไปได้แล้ว ไปในที่ที่เ้า้าไป จดจำไว้ว่าวันนี้กลับมาให้ทันก่อนพลบค่ำ”
หลงน้อยรับคำอย่างงุนงง ก่อนออกจากโบสถ์ด้วยจิตใจอันหนักอึ้ง หรือหลวงพ่อที่แท้้าบอกเล่าประการใด หากแต่ยังมุ่งหน้าตรงไปยังเส้นทางเลียบเขามุ่งสู่สถานที่ลับ ด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อตัว ทั้งความเร็วที่ตกลงทั้งความเลื่อนลอย กลับไม่ทันเห็นร่างหนึ่งพุ่งติดตามไปอย่างไม่ลดละ
ขอนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดจ่อ ครั้นเห็นหลงน้อยผ่านเข้าชายป่าด้านหลังเห็นคนโจนทะยานไปตามกิ่งไม้ ขอนก็พุ่งปราดไปตามพื้นดิน คำนวนว่าหากพบเห็นก็จะปล่อยให้พบเห็น ตอนนี้ขอเพียงแค่ต้องติดตามให้ทันดูแทบกระทำไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นอย่างไม่กลัวถูกพบเห็น ขอนจึงตะลุยผ่ายพุ่มพงหลายครั้งหลายครา
น่าแปลกที่หลงน้อยกลับไม่ได้เหลียวมามอง สำหรับขอนเหตุการณ์เมื่อวานเหมือนหลวงพ่อฟูเบิกดวงตาที่ปิดสนิทมาเนิ่นนานให้มองเห็นหนทางอีกครั้ง ขอนที่มีจิตใจขุ่นมัวอยู่แต่ก่อนเื่บิดา บัดนี้เหมือนปมถูกคลายออก เื่ที่ไม่เคยเห็นก็กลับได้พบเห็น เมื่อวันวานขณะทบทวนเื่ขออโหสิจากหลงน้อยอยู่นั้น ไม่ทราบต่อกี่ครั้งคราที่ตนเห็นหลงน้อยทำงานหลายอย่างกลับไม่เคยสังเกตงานที่หลงทำ ตุ่มน้ำทุกตุ่มเต็มหมดทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เกือบว่างเปล่า
โดยปกติต้องอาศัยเด็กวัดสามสี่คนจึงจะกระทำเสร็จภายในชั่วยาม นี่เพียงครึ่งชั่วยามหลงสามารถกระทำให้เสร็จสิ้นได้ ดังนั้นจึงใส่ใจสังเกตเพิ่มเติม กลับพบว่าบริเวณโดยรอบไม่ปรากฏร่องรอยเปียกน้ำ อันคนทั่วไปรวมถึงปกติของเด็กวัด เมื่อต้องหิ้วถังน้ำทั้งหน้าและหลังยากทรงตัวอยู่ในศูนย์สมบูรณ์ตลอดเวลา จะมากน้อยต้องปรากฏน้ำกระฉอกหกร่างประปรายตลอดทาง ในกรณีของหลงน้อยทุกอย่างแปลกออกไป นอกจากร่องรอยการเดินขึ้นจากน้ำแล้วไม่พบรอยน้ำอยู่ที่ใดเลยตลอดเส้นทาง
เื่นี้คนทั่วไปทำไม่ได้เด็ดขาด แม้ตนเองตั้งใจกระทำยังยากเย็น อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสามสี่แห้งต้องเป็กระฉอกหกล้น อย่าว่าแต่เส้นทางมิได้ราบรื่น ทั้งลดเลี้ยวขึ้นลงบ้างชันบ้างขรุขระ
ครุ่นคิดถึงตอนนี้ ขอนที่ฝ่ามาหลายร้อยวาพลันไม่พบเห็นร่องรอยของหลงอีกต่อไป ขอนหยุดชะงักเขตชายป่าแน่นขนัด สักครู่หนึ่งขอนทะยานขึ้นสู่ยอดไม้ ใช้ความสังเกตพักใหญ่พบว่าบนยอดไม้มีอยู่กิ่งหนึ่งมีความเรียบลื่นเป็พิเศษ เมื่อพิจารณาดูเห็นว่าคนหรือสัตว์ล้วนมีความเคยชินต่อการกระทำ บริเวณนี้ไม่มีกลิ่นลิงค่างกลับมีร่องรอยกดััมายาวนาน
เป็ไปได้อย่างยิ่งว่านี่คือรอยเท้าของหลงน้อย
ครั้นมองปราดไปเห็นช่องว่างใบไม้ทั้งที่เป็ป่าแน่นขนัด ข้างหน้าห้าหกวามองเห็นร่องรอยเรียบลื่นบนกิ่งไม้ตำแหน่งต่อไป
โดยไม่รอช้าขอนะโตามช่องว่างที่เกิดจากการะโผ่านครั้งแล้วครั้งเล่าของหลงน้อยอันแล้วอันเล่า สำนึกตนว่าไม่อาจะโผ่านระยะกว้างเดียวกันกับหลงน้อยได้ หลายคราต้องวนเป็วงจนมาพบแนวช่องว่างบนยอดไม้ใหม่อีกครา สุดท้ายสามารถหลุดรอดออกจากแนวป่าแน่นขนัดสู่แนวป่าโปร่งเชิงหน้าผา ขอนะโลงยังเบื้องล่างอย่างระมัดระวังทั้งยังััอย่างแ่เบา
เมื่อถึงพื้นพลันเกิดความรู้สึกประหลาด ที่ผ่านมาคนทั่วไปล้วนยกย่องตนในด้านพละกำลังอันผิดธรรมดา และร่างกายกำยำล่ำสัน หากบอกเ้าขาวเ้าแบนไปอย่างไรคงไม่เชื่อว่าตนสะกดรอยตามหลงน้อยได้จนถึงที่นี่ ครุ่นคิดไปให้รู้สึกราวกับไม่ใช่เื่จริงที่ตนมีปัญญาที่ไม่เคยใช้มาก่อน อย่าว่าแต่เ้าขาวเ้าแบนแม้บอกตนเองยังไม่เชื่อว่าเป็ความจริง
ขอนหวนระลึกถึงบิดาผู้ไม่ทราบเป็เช่นใดหรือนี่คือสิ่งที่อยู่ในสายเื ที่ผ่านมาแม้ขอนจดจ่อต่อการมุ่งพัฒนาฝีมือการต่อสู้กลับไม่เคยรู้สึกกระจ่างแจ้งในใจเช่นนี้ นึกขอบพระคุณหลวงพ่อฟูที่ปัดเป่าความขุ่นมัวในจิตใจ หากแม้บอกก่อนหน้านี้ปีครึ่งปีกลับไม่บังเกิดผลเช่นในวันนี้ กล่าวคือตนถลำลึกเข้าไปสู่วงจรแห่งอำนาจอย่างหน้ามืดตามัว ท่านกระชากกลับมาสู่ความจริงอย่างรุนแรง หากไม่ทวนกระแสมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง กลับต้องจมลึกเข้าไปสถานเดียว
หัวใจสำคัญคือหลงน้อย กรณีที่เกิดกับหลงน้อยผู้ไม่ใส่ใจใยดีเป็ตัวฉุดให้จิดใจของขอนที่ตำเนินอย่างซ้ำซากไปสู่ทางแห่งอำนาจเปิดรับประสบการณ์ใหม่พอดี นี่นับว่าหลวงพ่อฟูท่านใช้หลงน้อยเป็อุปกรณ์ในการเปิดประตูจิตใจของตนโดยแท้
ขอนคิดพลางเดินพลาง เมื่อพ้นจากแนวป่าข้างหน้าเป็พงหญ้ากว้างขวางมีทางเดินเล็กๆลัดเลาะตามแนวผา ขอนเดินตามทางเดินนั้นไปเรื่อยพบว่าไปสิ้นสุดที่แนวป่าแน่นขนัดอีกข้าง เมื่อพิจารณาดูไม่พบร่องรอยทางเดินไปข้างหน้าอีกต่อไป ะโขึ้นลงตามยอดไม้แล้วไม่พบร่องรอยการัั หรือช่องว่างตามแนวขนัดกิ่งใบแต่อย่างใด นี่กลับคล้ายร่องรอยของหลงน้อยอยู่ดีดีหายไปต่อหน้าต่อตา
ขอนใคร่ครวญดูอีกชั้นหากหลงน้อยจงใจกลบร่องรอยไม่ให้ติดตามได้ เช่นนั้นเมื่อไปต่อข้างหน้ายังต้องมีร่องรอยอื่นๆอาทิเช่น รอยเกาะเกี่ยวในลักษณะอื่นๆ หรือกระทั่งตามลำต้นหรือตำแหน่งพักเท้าอื่นใดในระยะ ห้าวาถึงสิบวา ขอนวิ่งวุ่นวายเป็วงกว้างอยู่พักใหญ่ จึงหยุดยืนอีกครั้งที่เดิมริมชายป่ารู้สึกแน่ใจกว่าครึ่งว่าหลงน้อยไม่ได้เดินทางต่อไปข้างหน้า เมื่อไม่ใช่ทางข้างหน้าดังนั้นเส้นทางนี้เป็หลงน้อยจงใจสร้างขึ้นเพื่อปิดบังเส้นทางอื่นที่ใช้จริง
ขอนเดินย้อนกลับมาตามพงหญ้าอีกครั้งอย่างระมัดระวัง ผ่านไปไม่กี่ก้าวเืในกายรู้สึกราวกับเหือดแห้งหายไป เมื่อพบสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
หลงน้อยะโตามแนวไม้จนใกล้พ้นชายป่ารู้สึกคล้ายถูกติดตาม คล้ายใช่คล้ายไม่ใช่ แต่ทบทวนดูว่าหากไม่ใช่อาปานแล้วยากที่จะมีผู้ใดใช้เส้นทางเดียวกันกับตนได้ แต่อย่างไรกันไว้ใช่ว่าเสียหาย รีบเพิ่มความเร็วไปยังผนังหน้าผา พลิกเลิกเถาวัลย์ขึ้นแล้วเสือกตัวเข้าไปในช่องรอยแตกบนหน้าผานั้น เมื่อปิดคลุมเถาวัลย์ลงมาแล้วดูกลมกลืนไม่แตกต่างกับผนังผาทั่วไป หลงน้อยเคลื่อนก้อนหินเข้ามาปิดช่องแตกนั้นอีกชั้น เช่นนี้รับรองว่าไม่มีผู้ใดพบเห็นต่อให้ยืนพิงผนังยังไม่ล่วงรู้เด็ดขาด
พ้นจากช่องรอยแตกผนังผาที่มีความกว้างเพียงพอให้คนผู้หนึ่งมุดลอดเข้าไปนั้น กลับกลายเป็ทางเดินขนาดสองคนเดินเคียงคู่กัน หากล่วงลึกเข้าไปทางเดินนั้นยิ่งกว้างกลายเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ ความสูงจรดเพดานบนหลายสิบวา้าเป็หินงอกหินย้อยตระการตา ด้านล่างเป็ลานเรียบกว้างค่อนข้างกลม นับจากข้างหนึ่งไปถึงอีกข้างหนึ่งสิบห้าวาเศษ ถัดไปเป็ป่าหินงอก กับหินย้อย้า ด้านซ้ายเป็แท่นหินใหญ่เรียบลื่นพอนอนได้สองสามคน ลึกเข้าไปเป็สระน้ำผุดใสสะอาดกว้างขวาง มีปลาตัวใหญ่น้อยว่ายวนอยู่หลายตัว สระน้ำนี้ยังมีช่องโพรงกล้างลึกคาดว่าติดต่อไปยังถ้ำโพรงอื่นอีก
นับเป็สถานที่ที่ธรรมชาติเสกสรรปั้นแต่งให้ดูคล้าย์น้อยบนโลกหล้า คำนวนด้วยตาบรรจุผู้คนได้หลายร้อยคนในคราวเดียวกัน
บนลานกว้างประกอบด้วยหุ่นไม้หลายตัว อีกทั้งคานไม้ประกอบเป็ชั้น ดูแตกต่างในประโยชน์ใช้สอยกันออกไป หลายปีมานี้หลงน้อยใช้สถานที่นี้เป็สถานที่ฝึกวิชาฝีมือส่วนตัวมาตลอด เป็ที่อันเร้นลับเป็ส่วนตัวของตน แม้แต่อาปานยังไม่ล่วงรู้ถึงสถานที่แห่งนี้
หลงน้อยเงี่ยหูฟังอย่างจดจ่ออีกครั้ง แม้หวนคำนึงถึงคำหลวงพ่อฟูอยู่บ้างแต่หากแม้ตนไม่ทำเยี่ยงนี้จักทำเยี่ยงไร ตนฝึกฝนการฟังนี้มาจากอาปานผู้มีหูว่องไวไม่แพ้ความเร็ว จะผิดไปจากนี้ได้ก็แปลกไปแล้ว อีกทั้งหลวงพ่อฟูเองหาใช่ผู้ฝีกวิชายุทธ ดูท่าท่านคงหมายถึงการฝึกสมาธิเป็สำคัญ
ครู่ใหญ่ได้ยินเสียงััพื้นแ่เบาจากแนวป่าที่เพิ่งจากมาแต่ไกล ติดตามเสียงดูพบว่าฝีเท้าหนักหน่วง คล้ายคุ้นเคยคล้ายไม่คุ้นเคย เดาไม่ถูกว่าเป็ผู้ใด
สะกดจิตใจรับฟังต่อพบว่าคนผู้นี้ดูท่าไม่ได้ผ่านมาโดยบังเอิญแต่ละก้าวล้วนเหลียวซ้ายแลขวาหยุดเป็ระยะ ไม่คล้ายผู้สัญจร หากเป็ผู้สัญจรทั่วไปคงมีแต่มุ่งไปข้างหน้าแต่อย่างเดียวนี่คล้ายกับบัดเดี๋ยวเดินบัดเดี๋ยวหยุด แน่ใจว่าสะกดรอยติดตามตนมาเสียเจ็ดในสิบส่วน
สักครู่คนผู้นี้เดินผ่านหน้าที่กำบังของตนไปจนหยุดยั้งที่ริมชายป่าอีกด้าน ได้ยินเสียงวิ่งหายลับไปในป่าด้านตรงข้ามรู้สึกคลายใจว่าคนผู้นี้คงจากไปแล้ว แต่เพียงอึคใจได้ยินเสียงฝีเท้าวนเวียนวุ่นวายอยู่ในชายป่าอีกครู่ใหญ่ สุดท้ายกลับมาหยุดยืนชายป่าอีกครั้ง
หลงใจเต้นระทึกขึ้นมา หวนนึกถึงร้อยวันพันปีไม่มีผู้ใดเจตนาติดตามมา เมื่อมาแล้วสมควรมาร้ายมากกว่าดี ครั้นเมื่อคนผู้นี้เดินย้อนกลับมาทางตนด้วยจังหวะค้นหาดุจเดิมแสดงว่ายังคงติดตามร่องรอยไม่เลิกรา จึงตัดสินใจรวบรวมกำลังเตรียมพร้อมหากแม้นคนผู้นี้เลื่อนหินออกจะซัดหมัดเต็มกำลังไม่ออมรั้งยั้งมือเด็ดขาด
ระหว่างนั้นเสียงประหลาดเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ชายป่าอีกด้าน เสียงสวบสาบเบาบางทว่ารวดเร็วทั้งลดเลี้ยวจนมาบนเส้นทางระหว่าง คนสะกดรอยตามและตำแหน่งซ่อนตัวของหลงน้อย