นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    ตอนที่ 29 เป้าหมายถัดไป

    ตอนที่ 29

    เป้าหมายถัดไป

    ปลายเดือนห้าอากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆตอนนี้ทักษะบ่มเพาะรากฐานของลู่หานได้บรรลุสู่ระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะสีขาวเรียบร้อยแล้ว

    ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้สามารถเรียนทักษะบ่มเพาะอื่นได้เพิ่มขึ้น แต่เมื่อทักษะบ่มเพาะรากฐานสามารถขึ้นไปสู่ระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะได้แล้วมันจะมีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

    สิ่งนั้นคือจุดเด่นของพลังบ่มเพาะมันจะแสดงออกมาหลังจากที่กำลังบ่มเพาะรากฐานก้าวขึ้นสู่ระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะ สิ่งนี้ลู่หานเคยพูดตอนที่สนทนากับหวังเซียนฉิงผู้ที่เป็นอาจารย์เรื่องที่เหตุใดผู้ฝึกยุทธถึงสามารถเรียนทักษะต่างๆได้ต่อเมื่อมีทักษะบ่มเพาะรากฐานขึ้นสู่ระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะเท่านั้น 

    คุณสมบัติของพลังบ่มเพาะมีเพียงหยินและหยาง พลังบ่มเพาะล้วนมีหยินและหยางเป็นส่วนประกอบเพียงแค่จะมีลักษณะใดเด่นชัดกว่ากันเพียงแค่นั้น 

    เช้าวันที่ 10 ที่ลู่หานเริ่มการบ่มเพาะพลังอย่างหนักหน่วงเขาก็สามารถทำให้ทักษะบ่มเพาะรากฐานขึ้นสู่ระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะสีขาวได้สำเร็จ 

    ร่างของบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มแฝงความสง่างามเป็นทุนเดิมที่นั่งท่าสมาธิอยู่บนเตียงขนาด 2 คนนอนภายในเรือนไม้เล็กๆใจกลางยอดเขาหวนหลงแผ่ซ่านพลังบ่มเพาะอันแข็งแกร่งออกมาทั่วทั้งร่างกายเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่าเขานั้นสามารถทำให้ทักษะบ่มเพาะรากฐานบรรลุสู่ระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะสีขาวได้สำเร็จแล้ว 

    ดวงตาทั้งสองที่กำลังพับปิดอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาเป็นทุนเดิมนั้นเริ่มขยับ ดวงตาทั้งสองข้างของลู่หานเปิดขึ้นมา 

    “ ฟู... ” เขาเป่าลมออกจากปากเพื่อกำหนดลมหายใจของตนเองให้กลับมาปกติ 

    การบ่มเพาะทักษะมันก็ไม่ต่างอะไรกับการออกกำลังกายหนักๆ ลู่หานหาคำเปรียบเทียบให้มันได้นั่นคือว่าการคาดิโออย่างต่อเนื่องแบบไม่ได้พัก ภายใต้อาภรณ์สีน้ำเงินเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อพร้อมการหายใจถี่ระรัว

    ยามที่บ่มเพาะพลังมันต้องใช้สมาธิมันสูงเพื่อจดจ่อแล้วยังใช้หลายๆอย่างพร้อมกัน ดวงตาคู่นั้นเริ่มกวาดมองทัศนียภาพรอบกายประเมินได้ว่าตอนนี้เป็นเวลาประมาณเที่ยงวันมองจากพระอาทิตย์ที่ยังไม่คล้อยต่ำลง 

    วันนี้เป็นวันที่ 10 ในที่สุดเป้าหมายของเขาก็สำเร็จลุล่วง ลู่หานไม่รีรอที่จะเริ่มตรวจสอบพลังลมปราณของตนเองว่ามีคุณสมบัติใดเด่น

    ดวงตาทั้งสองข้างพับปิดลงเพื่อกลั่นกรองกำลังบ่มเพาะที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ยังไม่นานนะลู่หานก็กลับมาลืมตาเช่นเดิมเขานั้นได้ล่วงรู้ถึงคุณสมบัติของพลังบ่มเพาะของตนเอง 

    คุณสมบัติที่เด่นของเขามันคือหยาง คุณสมบัติเด่นของหยางมันคือพลังบ่มเพาะที่วิ่งจากล่างขึ้นสู่บนพลุ่งพล่านออกมาอย่างไรทิศทางราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ มันคือคุณสมบัติในด้านแข็ง

    เขามีคุณสมบัติหยางที่เด่นกว่าคุณสมบัติหยินภายในพลังบ่มเพาะ เพราะฉะนั้นการฝึกฝนทักษะบ่มเพาะจำพวกที่ใช้พลังหยางในการขับเคลื่อนมันจะทำให้ทักษะบ่มเพาะของเขามีประสิทธิภาพมากขึ้น

    แต่ก่อนนั้นก็ไม่ใช่ว่าเขาจะฝึกฝนทักษะที่มีพลังหยินในการขับเคลื่อนไม่ได้ เพราะภายในร่างกายของเขาก็มีพลังหยินหมุนเวียนอยู่แต่เพียงแค่มันไม่เด่นชัดเท่าพลังหยางเท่านั้น 

    แต่การที่ได้รับพลังหยางเด่นในพลังบ่มเพาะมันก็ถือว่าดีมากสำหรับลู่หาน เพราะว่าทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษมันก็ขับเคลื่อนด้วยพลังหยางเช่นกัน มันแสดงว่าพลังบ่มเพาะของเขาจะสามารถส่งเสริมทำให้ทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษมีพลังเพิ่มพูนขึ้นมาได้ 

    ลู่หานที่ได้รู้เช่นนั้นก็พยักหน้าขึ้นลงด้วยความพึงพอใจ 

    ตอนนี้เขาสามารถทำมันได้สำเร็จตอนเที่ยงวันแปลว่ายังพอจะมีเวลาเหลือไปดูแลสวนสมุนไพรหยางไท่ วันนี้เป็นวันที่ 10หลังจากที่เขานั้นหว่านเมล็ดไป แปลว่าแปลงสมุนไพร 3 แปลงแรกที่เขานั้นสร้างค่ายกลจ้าวพฤกษาเอาไว้ในตอนแรกสุดมันเติบโตพร้อมจะเก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้ว 

    เหลือเวลาอีกครึ่งวันลู่หานเริ่มทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้จากแปลงสมุนไพรทั้ง 3 แปลงและเริ่มหว่านเมล็ดใหม่ลงทันที ครั้งนี้เขาได้สมุนไพรหยางไท่เพิ่มมา 600 ต้น จากแปลงละ 200 ต้น

    ตอนนี้ลู่หานยังคงเก็บเมล็ดที่ได้จากพวกมันจำนวนมากเอาไว้เพื่อตั้งใจจะขยายแปลงแต่มันก็ยังไม่ใช่ในตอนนี้ ค่ายกลจ้าวพฤกษาของเขายังมีอาณาเขตไม่กว้างพอที่จะปกคลุมแปลงสมุนไพรได้ทั้งหมด

    ตอนนี้แปลว่ากำลังบ่มเพาะจะก้าวขึ้นมาสู่ระดับบรรลุพลังสีขาวแล้วแต่ขอบเขตของค่ายกลจ้าวพฤกษามันยังสามารถทำได้เพียงแค่ 12 แปลงเท่านั้น ลู่หานตั้งใจไว้ว่าเขาจะขยายแปลงเพิ่มก็ต่อเมื่อเขาสามารถสร้างค่ายกลได้ปกคลุมทั้ง 15 แปลงเสร็จเรียบร้อย 

    เมื่อทำทุกอย่างจนเสร็จทั้งการเก็บเกี่ยวการหว่านเมล็ดและการขยายค่ายกล ดวงอาทิตย์อัสดงที่กำลังเปล่งประกายทอแสงสีส้มอมแดงก็ได้ลับจากขอบฟ้าไป 

    โลกแห่งนี้หมุนเวียนเปลี่ยนเข้าสู่ยามราตรีที่ดวงจันทราสีเงินจะปรากฏทรงอำนาจอยู่บนท้องนภาที่เต็มไปด้วยดวงดาราระยิบระยับมากมาย หลังจากการฝึกฝนเหน็ดเหนื่อยที่สามารถผ่านมาได้สำเร็จราตรีนี้มันจะเป็นราตรีที่เขาได้พักผ่อนจริงๆ 

    ลู่หานทำกับข้าวจานเล็กๆที่มีส่วนประกอบเป็นข้าวเนื้อสัตว์และผักออกมานั่งกินด้านนอกพร้อมกับตะเกียงน้ำมันเล็กๆข้างกาย เพื่อจะได้กินไปด้วยชมทัศนียภาพที่งดงามบนท้องนภายามราตรีที่เปิดโล่งเช่นนี้ไปด้วย 

    ราตรีนี้บนยอดเขาหวนหลงแสนจะเงียบงัน ร่างของหนึ่งบุรุษผู้หล่อเหลานั่งอยู่หน้าเรือนไม้หลังเล็กๆของตนเองพร้อมกับแหงนมองดวงดาราที่ระยิบระยับอยู่บนฟ้า 

    ผืนนภากว้างใหญ่ไพศาลทัศนียภาพที่สะท้อนอยู่ภายในดวงตาของลู่หานช่างงดงามไร้ที่ติ สองตาจับจ้องด้านบนกลับอีกหนึ่งมือใช้ตะเกียบตักอาหารเข้าปากเพลิดเพลินกับความสุขที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในยามนี้ 

    ในขณะที่กำลังมองทัศนียภาพที่งดงามบนท้องนภาอยู่ภายในหัวของลู่หานเองก็พยายามคิดว่าตนเองควรจะทำเช่นไรต่อ ตอนนี้เขาสามารถบ่มเพาะจนทักษะบ่มเพาะรากฐานขึ้นมาอยู่ในระดับบรรลุพลังแห่งการบ่มเพาะสีขาวเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ก็คือการฝึกฝนทักษะบ่มเพาะอื่นๆ

    ลู่หานเริ่มเรียบเรียงลำดับที่จะเกิดขึ้น ตามคำบอกเล่าของผู้เป็นอาจารย์เขากล่าวไว้ว่าทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้าสามารถทำให้บ่มเพาะทักษะ 2 ทักษะพร้อมกันได้ แต่หลังจากได้นั่งอ่านและศึกษามันมาเป็นเวลา 1 เดือนเต็มๆ มันทำให้ลู่หานรู้มันไม่ใช่ 2 แต่เป็น 3

    โดยทักษะบ่มเพาะสองดาราเคียงฟ้า จะสามารถบ่มเพาะ 2 ทักษะพร้อมกันโดยในเวลานั้นตัวของมันเองก็จะบ่มเพาะไปด้วย เท่ากับว่าหนึ่งการบ่มเพาะจะมี 3 ทักษะบ่มเพาะที่รุกหน้า 

    ความสามารถของทักษะบ่มเพาะ สองดาราเคียงฟ้านั่นคือเมื่อไหร่ที่ระดับของมันเพิ่มขึ้นความสามารถของมันก็คือจะสามารถเพิ่มความรวดเร็วในการบ่มเพาะได้มากขึ้นเรื่อยๆตามระดับ

    การได้รับทักษะนี้มาลู่หานไม่รู้ว่าจะขอบคุณผู้เป็นอาจารย์เช่นไรดี มันลดเวลาในการบ่มเพาะของเขาไปได้มากพอสมควร ปกติผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่ก็สามารถบ่มเพาะได้ครั้งละ 1 ทักษะบ่มเพาะเท่านั้นมันคือขีดจำกัดที่ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ผู้ใดสามารถทำลายกำแพงนี้ได้ภายในนิยานเรื่องจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้า

    แต่ไม่รู้เป็นมาอย่างไรถึงมีทักษะบ่มเพาะชนิดนี้ที่ไม่เคยมีอยู่ในเนื้อเรื่องเกิดขึ้นมาได้ แต่มันก็ถือว่าเป็นผลดีสำหรับเขาลู่หานเลยไม่คิดเยอะถึงที่มาแล้วปล่อยผ่านมันไป

    “ อีกเพียงแค่ประมาณห้าถึงหกเดือนเท่านั้น ภัยหนาวครั้งใหญ่ก็จะมาถึงตอนนี้ยังเตรียมการไปได้เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น ”

    “เฮ้อ!!!! ” ลู่หานถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาหลังจากที่พึมพำเรื่องภัยหนาวครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงเสร็จ 

    ตอนแรกเขานั้นตั้งเป้าไว้สูงมากเกินไป ว่าจะได้รับสมุนไพรหยางไท่จำนวนมากพอกับเหล่ามนุษย์ทั้ง 3 ดินแดนแต่เมื่อมองจากความเร็วของการเพาะปลูกสมุนไพรหยางไท่ในตอนนี้มันน่าจะไม่สามารถทำได้ 

    ลู่หานก็ได้นั่งคิดอยู่เช่นนั้นจนเมื่อรู้สึกว่าเปลือกตาทั้งสองข้างเริ่มคล้อยต่ำลงเขาก็เข้าไปพักผ่อนด้านในเรือนของตนเองทันทีเพื่อสะสมแรงเอาไว้ลุยงานในวันใหม่

    ราตรีนั้นได้ผ่านพ้นไปลู่หานตื่นนอนมาด้วยท่าทางสดใสเขาพร้อมจะเริ่มทำตามสิ่งที่ตนเองต้องการกระทำเป็นลำดับต่อไปแล้ว นั่นคือการลงไปที่หมู่บ้านบริเวณตีนเขาเพื่อสานสัมพันธ์กับเหล่าชาวบ้าน

    พวกชาวบ้านที่หมู่บ้านนั้นจะเป็นประโยชน์ให้กับเขาอย่างมากในการข้างหน้า เมื่อเตรียมตัวในยามเช้าเสร็จลู่หานก็เดินมุ่งตรงต่อไปที่ทางเดินบริเวณทิศใต้ 

    บันไดสูงลากยาวหลายหมื่นขั้นลงไปด้านล่าง ลู่หานยืนมองมันด้วยสายตาเหนื่อยใจถ้าเขาไม่มีแหวนที่ท่านอาจารย์มอบให้คงจะได้เหนื่อยตายเพราะการเดินขึ้นบันไดพวกนี้อย่างแน่นอน

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มยกนิ้วมือของตนเองขึ้นมาพร้อมกับแพสร้างพลังบ่มเพาะเข้าไปภายในแหวนหยกที่สวมใส่อยู่ภายในมือ

    แหวนหยกที่สลักเลข 8 เอาไว้ได้เปิดค่ายกลมิติขนาดใหญ่ขึ้นมาเบื้องหน้าของลู่หาน เมื่อเห็นว่าค่ายกลถูกเปิดออกมาด้านหน้าเขาก็มุ่งตรงเข้าไปเพื่อทะลุไปอีกฝั่งอย่างไม่รีรอ

    ร่างของลู่หานปรากฏอีกทีก็คืออีกฟากฝั่งของทางเดิน ตอนนี้เขาลงมาสู่ด้านล่างเรียบร้อยแล้ว เมื่อกายนั้นก้าวผ่านพ้นค่ายกลมิติมาค่ายกลมิติที่ปรากฏขึ้นอยู่ก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว 

    เมื่อลงมาถึงด้านล่างลู่หานก็เดินต่อไปอีกไม่กี่ลี้ก็ถึงหมู่บ้านที่เขาเคยมาเพื่อมาเอาตำราทักษะบ่มเพาะราชันย์หมื่นพิษเมื่อหลายเดือนก่อน

    หมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาหวนหลงบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มกำลังย่างกายมุ่งตรงไปที่หมู่บ้านแห่งนั้นด้วยท่าทางการเดินที่สง่างามไร้ที่ติ แต่เมื่อกำลังจะไปถึงหมู่บ้านลู่หานก็พบเข้ากับเรื่องบางอย่างเสียก่อน

    “ ช่วยด้วย!!! ” เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหน้าพาให้ลู่หานที่กำลังเดินอย่างสบายใจก็สะดุ้งเฮือกด้วยความตระหนกแล้วจ้องมองไปที่ด้านหน้าของตนเองที่บริเวณทางเดินสุดสายตาของเขาที่พอจะมองเห็น พบเห็นเข้ากับสตรีสาวชาวบ้านผู้หนึ่งที่มีช่วงอายุประมาณ 20 กลางๆที่สวมใส่อาภรณ์ธรรมดาๆที่กำลังวิ่งหนีอย่างร้อนรน ชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำที่สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์อันดูแล้วสกปรกนิดๆที่กำลังควบอาชาตัวใหญ่ไล่ตามนางมาจากด้านหลังอยู่อย่างติดๆ 

    ท่าทางของนางวิ่งหนีอย่างร้อนรนผิดปกติวิ่งไปพลันหน้าไปมองด้านหลังไปคงเพราะเกรงว่าชายฉกรรจ์ผู้นั้นจะไล่ตามมาทัน 

    คิ้วทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าของลู่หานขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย

    “ นั่นมันอันใดกัน... ”

    จบตอน