ฝ่ามือโลหิตของแมคไกวแตกสลายกลายเป็นหยาดฝนหล่นโปรยปราย ยักษ์ศิลาเพลิงเองก็ไม่อาจขดตัวเป็นก้อนกลมได้อีกต่อไป ร่างกายถูกกะเทาะกระจายเป็นก้อนหินน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน ปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า แม้แต่สายหมอกสีโลหิตของวาดิม ผู้เป็นครึ่งเทพที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกมันทั้งสามคน ก็ถูกฝ่ามือจำนวนมากรุมตบอย่างไม่ไยดี จนพื้นที่รอบตัวชายหนุ่มกลายเป็นอาณาเขตสายลมคลั่งปราศจากสิ่งแปลกปลอม กระสุนพิษสีดำลูกหนึ่งถูกมิเนอร์วากำเอาไวเบื้องหน้าริมฝีปาก ในขณะที่เสียงสวดพึมพำถูกเป่าไปที่มือนั้น บนกระสุนลูกนี้ปรากฏอักขระเรืองรองอยู่ชั่วครู่หนึ่งแล้วหายไป
ท่ามกลางท่าทีตกตะลึงของพวกมันทั้งสาม ที่คาดไม่ถึงว่าศัตรูจะยังคงมีไพ่เหลืออยู่บนมือ กระสุนสีดำนัดหนึ่งถูกบรรจุลงลูกโม่ และยิงขึ้นฟ้าเสียงปังดังสนั่น หลังจากฝ่ามือที่หนึ่งพันสลายหายไปพร้อมกับพลังโจมตีของทั้งสาม เหนืออากาศด้านบนปรากฏเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาฝ่าอากาศลงมา เป็นห่าฝนกระสุนที่ตกลงมารอบบริเวณปกคลุมไปทั่วฟ้ายากหลีกเลี่ยง แต่ระดับครึ่งเทพนั้นย่อมไม่ใช่เสือกระดาษ ทั้งสามพยายามหลบห่ากระสุนกันอย่างสุดความสามารถ
แม้จะสามารถหลบเลี่ยงจุดตายได้ แต่ก็ยากที่จะหยุดไม่ให้เกิดบาดแผล กระแสสงครามได้เปลี่ยนไปแล้ว ทันทีที่พวกมันหลงตกตะลึงไปกับความน่าเกรงขามของพระปัจเจกโพธิสัตว์พันกร อาณาจักรเล็กๆ อย่างแทนลายัสไหนเลยจะมีรากฐาน หรือมรดกที่แข็งแกร่งเทียบเท่าอารยธรรมแห่งพุทธ ไม่ต้องพูดถึงระดับชั้นของวิชา ที่มิเนอร์วาได้รับมาจากตัวตนที่แม้แต่ทวยเทพยังต้องหลีกเลี่ยง ไม่อยากสร้างความขุ่นหมองให้แปดเปื้อน
เพียงแค่อวิชชาที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของผู้ไม่รู้ซึ่งอริยสัจ ก็มีมากมายจนพวกมันคิดไม่ถึงแล้ว ยามนี้ร่างกายที่เกิดบาดแผลหลายแห่งของพวกมันทั้งสามเริ่มชาหนึบ แข้งขาก็อ่อนแรงล้มลงไปกองกับพื้นยากต้านทาน ถึงแม้จะพอฝืนคุกเข่าก้มตัวได้ แต่ก็ไม่อาจทานทนจากพิษจำนวนมาก ที่แล่นเข้าสู่ร่างกายพร้อมกันจากหลายๆ แห่ง
"สวะเอ๊ย! ไอ้เด็กผี… ตัวข้าราชาไม่เคยเห็นผู้ใดใช้วิธีต่ำช้าอย่างการใช้พิษเช่นเจ้ามาก่อน หากเจ้ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่ อีกสามวันกล้ากลับมาสู้กับข้าตัวต่อตัวหรือไม่เล่า? หากขี้ขลาดก็สังหารข้าทิ้งเสีย ต้องมาตายด้วยน้ำมือคนขี้ขลาดเช่นเจ้า ช่างน่าเสียดาย… "
กุสตาฟ ราชาองค์ปัจจุบันมันกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน สบถด่าด้วยความยโสไม่ยินยอม เมื่อพวกมันทั้งสามเห็นชายหนุ่มชะงักฝีเท้าไม่เข้าใกล้ อดีตราชาจอมเจ้าเล่ห์ วาดิมก็รีบเสริมเพิ่มไปอีกประโยค
"เอาอย่างนี้ดีหรือไม่สหายน้อย… หากอีกสามวันเจ้าชนะ ข้าจะประกาศมอบราชสมบัติทั้งหมดให้แก่เจ้า และสัญญาว่าจะไม่คิดร้ายต่อเจ้าอีก ประชาชนที่อยู่ฝั่งข้าก็จะต้อนรับเจ้าด้วยความชอบธรรมนี้ และแน่นอนหากพวกข้าชนะ ข้าก็ให้สัญญาว่าจะชดเชยให้แก่เจ้ามากตามที่เจ้าต้องการ และพวกเราทั้งสองฝ่ายจะไม่คิดร้ายใดต่อกันอีก เจ้าว่าดีหรือไม่?"
แมคไกวเองก็เห็นชายหนุ่มหยุดครุ่นคิด ตัวมันลอบยิ้มเยาะในใจที่อีกฝ่ายเห็นแก่เงินทองและสมบัติจนความเด็ดขาดได้หายไป กลายเป็นลังเล
'นั่นสินะ… หากให้เป็นราชามีผู้ใดบ้างจะไม่อยากเป็น… '
หัตถ์ขวาแห่งราชาที่คิดไปเอง ยิ่งมายิ่งสมเพชในความอ่อนประสบการณ์ของชายหนุ่ม เตรียมจะเอ่ยเสนอให้ผลประโยชน์ที่มากขึ้นด้วยสมบัติของตัวมันเองทั้งหมดบ้าง แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากกล่าว มิเนอร์วาก็เหยียดยิ้มขบขัน แลตามองต่ำมาที่พวกมันทั้งสามซึ่งกำลังใช้สองมือค้ำยันพื้น ร่างกายแต่ละคนอ่อนแรงราวกับแมลงใกล้ตาย ชายหนุ่มแค่นเสียงถามกลับแววตาเหยียดหยันดูถูก
"ต่ำช้า? ... ขี้ขลาด? ... แล้วอย่างไรเล่า? ... ในสงคราม หากพวกเจ้ายังไม่เกี่ยงวิธีการ ใช้ออกด้วยทุกกลเม็ดชั่วร้ายเลวระยำ แล้วทำไมข้าต้องเลือกด้วย ว่าสิ่งที่ข้าทำนั้นขี้ขลาดหรือต่ำช้า ขอเพียงได้ทรมานวิญญาณชั่วร้ายเช่นพวกเจ้า เพื่อเซ่นสังเวยชำระหนี้ให้ครอบครัวและมิตรสหาย ตัวข้าไหนเลยจะต้องเกี่ยงวิธีการ ต้องเลือกให้วุ่นวาย… "
ชายหนุ่มเปลี่ยนลูกโม่กระสุนยิงลั่นออกไปสามนัดเข้าที่แขนของทั้งสามคน ลูกกระสุนทั้งสามนัดเป็นดั่งวัตถุมรณะ พวกมันทั้งสามเสียสมดุลล้มลงไปเนื่องจากแรงปะทะ พิษเหน็บชาจากลูกกระสุนที่ฝังอยู่ภายในร่างแพร่กระจายออก ราวกับแขนของพวกมันทั้งสามได้หายไปแล้วคนละข้าง ถึงภายนอกจะยังมองเห็น แต่ในความรู้สึกของพวกมันกลับตรงกันข้าม แม้จะถูกทำร้ายเพิ่มเติมแต่ร่างกายที่ชาอยู่แล้วย่อมไร้ความรู้สึกเจ็บปวด มิเนอร์วาก้าวเข้าไปหาช้าๆ พร้อมกับเสียงลั่นกระสุนยิงออกมาทุกย่างก้าวที่ยกเดิน
กระสุนสามนัดที่เหลือถูกยิงเจาะเข้าไปที่ต้นขาของทั้งสามคน พวกมันที่นอนชาไร้ความรู้สึก ทำได้แค่เพียงจ้องมองมัจจุราชผู้บงการวิญญาณก้าวเดินเข้ามาใกล้ไม่อาจคัดค้าน ในมือปรากฏหุ่นฟางสองตัวขึ้นกลางอากาศ ตะปูสีดำที่ปักอยู่ได้ถูกถอนออก เสียงโหยหวนปานจะขาดใจตายดังขึ้นกระจายไปทั่วสนามรบ ทุกคนที่หยุดยืนจ้องมองอยู่ต่างก็ร่างกายหนาวสะท้าน เพียงแค่เสียงก็รับรู้ได้แล้ว ว่าเจ้าของเสียงนั้นกำลังทรมานมากแค่ไหน วิญญาณผู้ไม่อาจหนีไปผุดไปเกิดสองดวงลอยขึ้นมาเหนือหุ่นฟาง มองดูแล้วเต็มไปด้วยท่าทางเจ็บปวดรวดร้าว
"ผู้หนึ่งทรยศวังมรณะสาบสูญ รวมหัวกันสังหารครอบครัวข้า… ผู้หนึ่งก็ทรยศเป็นต้นเหตุให้บิดาข้าต้องตกตายใช้ชีวิตด้วยความทรมาน อีกทั้งยังกล้าสังหารมารดาของข้าอย่างไม่ละอาย… หากผนึกไม่คลายไปเอง พวกมันก็ไม่อาจไปเกิดได้ ข้าจะทรมานพวกมันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีการเช่นนี้เหมาะกับพวกเจ้าดีใช่หรือไม่?"
หากมองด้วยสายตา พวกมันที่เป็นถึงครึ่งเทพย่อมต้องสามารถวิเคราะห์ได้ ว่าสิ่งที่ดีมัวร์และพลายัตต้องเจอะเจอนั้นน่าหวาดกลัวเพียงใด ยามนี้พวกมันทั้งสามที่ไม่อาจหาเรี่ยวแรงมาตอบโต้ จึงได้แต่ก่นด่าสบถสาปแช่งออกมาต่างๆ นานา ชายหนุ่มย่อมไม่ห้ามปรามพวกมัน ปล่อยให้พูดตามสบายพร้อมกับเปลี่ยนลูกโม่ปืนอย่างใจเย็น
"ไม่ต้องห่วง… อีกไม่นานพวกเจ้าจะได้เจอกับนรกบนดินก่อน แล้วข้าจะซื้อตั๋วท่องเที่ยวนรกทรมานวิญญาณให้ ตอนนี้ก็ตั้งตารอพิษเสื่อมฤทธิ์ไปก่อนก็แล้วกัน ข้าไม่ให้พวกเจ้าต้องรอนานหรอก…"
ชายหนุ่มเตะพวกมันทั้งสามที่นอนร่างชาอยู่อย่างเต็มแรงทีละคน ส่งผลให้ร่างกายลอยละลิ่วปลิวไปยังลานกว้างหน้ากำแพงปราสาท เสาไม้ห้าต้นและเชือกห้าเส้นที่คุ้นเคย ได้ถูกนำมาตรึงจัดเตรียมไว้สามชุด พร้อมกับรัดพันร่างกายของทั้งสามคนที่นอนอยู่
"ส่วนเจ้า… อดีตราชาผู้โง่เขลาก็ทรยศประชาชน กดขี่ข่มเหง เอาเปรียบพวกเขาในที่ลับ เท่านั้นไม่พอยังให้กำเนิดบุตรผู้มักมาก โลภโมโทสันกล้าสังหารสตรีเพียงหนึ่งที่ข้ามอบใจให้… และเจ้าอัศวินผู้ไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว มัวเมาในอำนาจอันจอมปลอม ยอมหลอมตัวเองให้รวมเข้ากับความผิดบาป หึ!"
มิเนอร์วากล่าวแจกแจงในขณะที่มัดพวกมันไว้กับเชือก รอคอยให้เวลาของพิษหมดฤทธิ์ลง เพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ชายหนุ่มมัดพวกมันทั้งสามเสร็จ เสียงร้องระงมด้วยความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกยิงก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณเริ่มต้นของการพิพากษาลงทัณฑ์ ประตูปราสาทถูกเปิดออก สายเลือดแห่งแทนลายัสทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้ถูกบีบบังคับให้ออกมาชมดูวาระแห่งการลงทัณฑ์
ผู้คนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในปราสาท ล้วนเหลือเพียงผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามโดยตรง แต่คนทั้งหมดไม่อาจสามารถหลีกเลี่ยงปฏิเสธหรือไม่ยินยอมออกมา พวกมันทั้งหลายทำได้เพียงจำใจต้องตกอยู่ในการควบคุม มิเนอร์วาหมุนตัวหันหลังมองไปยังกลุ่มคนที่ออกมาใหม่ มีทั้งสายเลือดราชวงศ์ ขุนนาง ชนชั้นสูง รวมไปถึงเหล่าทาสรับใช้
"ครอบครัวของข้าถูกล้างบางสังหาร มิตรสหายแห่งวังมรณะสาบสูญ และสำนักแพทย์พิษโลหิตต่างก็ล้มตายบาดเจ็บ โดยมีราชาแห่งแทนลายัสผู้นี้เป็นต้นตอแห่งหายนะทั้งหมด และวันนี้ตัวข้ามิเนอร์วา ซัลวาโตเร จะเป็นผู้พิพากษาลงทัณฑ์พวกมันทั้งสาม..."
มิเนอร์วากวาดตามองไปยังกลุ่มคนด้วยท่าทีเย็นชา เอ่ยร่ายแจกแจงความผิดบาปที่พวกมันร่วมกันกระทำ
"ขึงเชือก!"
สิ้นเสียงคำสั่งร่างบาปของคนทั้งสามก็ถูกดึงขึ้นลอยเหนืออากาศ แขนขาทั้งสี่ข้างถูกขึงจนเชือกตึง เสาไม้แหลมถูกปักลงไปเป็นแนวยาวตามเส้นกระดูกสันหลัง ทันทีที่เปลของจูดาสถูกจัดแจงจนเรียบร้อย เชือกที่เคยขึงตึงถูกหย่อนลง และมัดไว้กับหลักไม้ทั้งห้าต้น แต่มีหรือที่ทั้งสามจะยอมเจ็บตัวพวกมันแต่ละคน ต่างก็พากันเกร็งแขนขาเพื่อดึงเชือกให้ตึงอยู่ตลอด หวังไว้ว่าจะไม่หล่นลงไปหรือถูกไม้แหลมเบื้องล่างเสียบแทง
"นับแต่เวลานี้เป็นต้นไป… ราชวงศ์แทนลายัสจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอาณาจักรแห่งนี้อีกต่อไป อำนาจจะถูกส่งผ่านให้กับประชาชนคนธรรมดา โดยจะมีวังมรณะสาบสูญเป็นผู้ดูแลในช่วง 5 ปีแรก มีผู้ใดจะคัดค้านหรือไม่?"
ชายหนุ่มกวาดสายตา มองไปรอบด้าน น้ำเสียงของมิเนอร์วากึกก้องดังกระจายไปทั่วพื้นที่ ทุกคนล้วนได้ยินอย่างชัดเจนแต่ไม่มีผู้ใดกล้าขัด เพราะล้วนแต่ขลาดกลัวให้กับเปลของจูดาส
"ไม่มีการสังหารใดที่ทรงเกียรติ…ไม่มีการทำลายใดที่นุ่มนวล…ไม่มีสิ่งดีใดๆ จากสงคราม… นอกจากการสิ้นสุดลงของมัน"
ผู้คนรอบด้านต่างก็มองมาที่ชายหนุ่มด้วยความคาดหวัง มีหลายคนที่รับรู้ได้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น มิเนอร์วายังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงโทนเดิมแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจเด็ดขาดของผู้ชนะ
"สงครามครั้งนี้ได้จบลงแล้ว อาณาจักรแห่งนี้จะไม่มีทวยเทพ ไม่มีมวลมาร ไร้ซึ่งราชา ไร้ซึ่งทาส มีเพียงผู้คนเท่านั้น ที่เป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน!"
เสียงเฮสนั่นดังขึ้นจากเบื้องหลัง เป็นเสียงผู้คนของฝั่งวังมรณะสาบสูญ และสำนักแพทย์พิษโลหิตนั่นเอง พวกเขากู่ร้องให้กับชัยชนะในสงครามครั้งใหญ่นี้ เหล่าดวงวิญญาณของผู้ที่โดนลูกหลงและตกตายลงในสงคราม ได้ถูกเรียกอัญเชิญออกมา ทำให้ผู้ที่ได้เห็นเป็นครั้งแรกต่างก็เกิดอาการผวาขลาดกลัว ชายหนุ่มเอ่ยสวดเรียกประตูโลกวิญญาณให้เปิดออก หลังจากที่บ่วงคาใจได้ถูกคลาย ความแค้นเคืองที่มีก็สลายหายไป
เมื่อได้รับรู้ถึงเงาร่างของทั้งสามที่ถูกขึงลงทัณฑ์ เงาร่างเลือนรางทั้งหลายที่เคยเป็นวิญญาณแค้น ก็ค่อยๆ ลอยเข้าหาประตูยมโลกด้วยอารมณ์อันหลุดพ้น แสงเก้าสีส่องปกคลุมดวงวิญญาณทั้งหมด สวดส่งแผ่พลังวิญญาณอันเป็นกุศลคล้ายกับในครั้งนั้น ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ในมหานรกทั้งแปดขุม ถึงแม้จะยังเทียบไม่ได้สักเสี้ยวเล็บ แต่พวกเขาที่ตกตายต่างก็ได้รับรู้ถึงห้วงความรู้สึกอันเงียบสงบ ไร้ซึ่งทุกข์อันเป็นห่วงพันธนาการ วิญญาณทุกดวงต่างก็แสดงความปีติอิ่มเอมออกมา ปรากฏเป็นแสงสีขาวที่กำลังเปล่งประกายขึ้นมารอบตัว ก่อนที่จะกลายเป็นพายุแสงหมุนวนรวมตัวกันที่ท้องฟ้าด้านบน
เหตุการณ์แบบนี้มิเนอร์วาเคยผ่านมาแล้วย่อมรู้ดี ว่าไข่มุกแห่งชีวิตกำลังจะถือกำเนิด และจากข้อสันนิษฐานที่พอจะคิดได้นั่นก็คือ ไข่มุกแห่งชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาจากความตายที่ทำให้ชีวิตต้องดับลงกลายเป็นวิญญาณ หากว่ามวลพลังวิญญาณที่รวมตัวกันมาจากวิญญาณแค่ไม่กี่ดวง นั่นย่อมไม่สามารถทำให้ไข่มุกวิญญาณถือกำเนิดขึ้นมาได้ แต่ด้วยการรวมกันของมวลพลังวิญญาณ ที่มาจากกลุ่มทะเลวิญญาณจำนวนมากหลายดวง
ไข่มุกแห่งชีวิตก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ถึงจะยังไม่สามารถเทียบได้กับของจริงที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่ก็มีความสมบูรณ์มากกว่าครั้งก่อนอยู่หลายส่วน ดวงตาชายหนุ่มปิดสนิทปากก็สวดปลงสังขารไว้ทุกข์ เพื่อที่จะให้ดวงวิญญาณเหล่านี้ได้จากไปอย่างสงบ เมื่อไข่มุกแห่งชีวิตหยุดเติบโต ก็ถึงคราวที่พวกเขาทั้งหลายต้องล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
"อ๊ากกกก! บัดซบจะฆ่าก็ฆ่า ไยต้องมาทรมานข้าด้วย"
เสียงร้องของพวกมันทั้งสามดังขึ้นเป็นระยะเมื่อถูกไม้แหลมทิ่มแทงร่าง แต่กลับไม่มีผู้ใดสนใจคิดช่วยเหลือ แม้แต่มิเนอร์วาเองก็ยังคงหลับตาสวดต่อไป ดวงวิญญาณของผู้ที่อยู่ใกล้กับประตูยมโลกมากที่สุดชะงักฝีเท้า ราวกับพึ่งมีสติคิดขึ้นได้ มันหันตัวกลับมาจ้องมองไปที่มิเนอร์วาซึ่งยืนอยู่ในที่ไกล ทันทีที่สัมผัสได้ถึงการจ้องมองมา ชายหนุ่มก็ลืมตาสบมองกลับไป ดวงวิญญาณดวงนี้ยืนรอจนมิเนอร์วาสวดจบ ทุกดวงวิญญาณที่กำลังจะจากไปก็เหมือนจะพึ่งได้สติหันกายกลับมาหาชายหนุ่ม และเหล่าคนเป็นทั้งหลายที่ยืนจ้องอยู่อย่างเงียบเชียบ พวกเขาทั้งหลายต่างก็ก้มหัวโค้งตัวเคารพขอบคุณให้กับทุกคน ที่เข้าร่วมสงครามช่วยปลดปล่อยพวกมันจากความแค้น ความพยาบาท
"ที่แท้พวกเจ้าสองคนก็เป็นพี่น้องกัน มาร์ตี้กับมาร์เต้สินะ ฮะๆ ทำไมข้าถึงไม่เคยเอาใบหน้าพวกเจ้าสองคนมาเทียบกันเลยนะ…"
มิเนอร์วาหัวเราะเบาๆ ยามที่จ้องมองไปยังวิญญาณดวงที่อยู่ไกลที่สุด และก็ได้เข้าใจเมื่อนำใบหน้าของผู้ที่อยู่ด้านข้างมาเทียบกัน หอกแห่งโชคลาภของตน เป็นพี่น้องกับบุรุษผู้ที่เคยตบศีรษะตนเมื่อครั้งนั้น มิเนอร์วามองไปยังครอบครัวซัลวาโตเรทุกคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเลื่อนสายตามองดวงวิญญาณที่มาจากวังมรณะสาบสูญ และสำนักแพทย์โลหิตพิษ ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปยังทุกดวงวิญญาณ และก้มหัวโค้งตัวเคารพตอบกลับไป ทุกคนที่ได้เห็นต่างก็พากันทำตาม
การเคารพในครั้งนี้ไม่ได้ทำในฐานะของผู้ที่อยู่เหนือกว่า แต่เป็นการเคารพเพื่อขอบคุณกันและกัน ที่เมื่อยามมีชีวิตทุกคนต่างก็ร่วมต่อสู้แลกชีวิตให้แก่กัน ใครบางคนที่ยังมีชีวิตอยู่ อาจจะเป็นครอบครัวของหนึ่งในดวงวิญญาณที่ต้องจากไป หากแต่เพื่อให้ครอบครัวได้จากไปอย่างไร้ซึ่งความค้างคาใจ ผู้ที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องใช้ชีวิตให้มีความสุข ไม่ทำให้ผู้วายชนม์ต้องร้อนใจเป็นกังวลนอนตายตาไม่หลับ มิเนอร์วาเงยหน้าขึ้นมามองไม่ได้พูดสิ่งใดออกไป วิญญาณของหอกแห่งการปกป้องเองที่อยู่ถัดไปไม่ไกล ก็ลูบศีรษะตัวเองจ้องมองมาที่ลูกพี่ของมันอย่างคิดถึง มันยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มีความภูมิใจอยู่เต็มอก ที่อย่างน้อยในช่วงชีวิตก่อนที่จะตาย มันก็ได้ทำความดีกลับใจคอยปกป้องผู้คน ทำหน้าที่ให้สมกับชื่อของหอกแห่งการปกป้อง เป็นหอกแห่งผู้พิทักษ์ที่แท้จริง ยอมหักตนเองเป็นสองท่อน แต่จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายซัลวาโตเร
"ซัลวาโตเรย่อมไม่เคยลืมครอบครัวไว้ในความมืด ตราบเท่าที่ซัลวาโตเรยังคงอยู่ นามอันเลื่องชื่อของผู้กล้าเช่นพวกเจ้าทุกคน จะถูกบันทึกเป็นตำนาน สืบทอดตลอดไป! Dio cazzo benedica!"
หลังจากสิ้นสุดเสียงของมิเนอร์วา ท้องนภาพลันคำรามเป็นการตอบรับเชียงชั่วครู่ สายตาที่มองมาจากที่ไกล แลกวาดผ่านคร้านจะเก็บมาใส่ใจ ที่โลกเบื้องล่าง แต่ละดวงวิญญาณค่อยๆ จางหาย จากไปพร้อมกับประตูโลกวิญญาณที่ปิดลง สายลมกรรโชกได้หายไป ทุกสิ่งรอบตัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่ละคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างก็พากันหยุดหายใจ ทุกสายตาล้วนจ้องมองไปที่ไข่มุกสีขาวขนาดเล็กกลางอากาศ พวกมันไม่ได้ละโมบอยากได้ เพียงแค่ตกตะลึงในความเข้มข้นของพลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่กระจายออกมา แม้แต่เฟรเกียและแพทย์ชราโควอี้ ที่เป็นถึงครึ่งเทพเองก็ยังอดที่จะตกตะลึงไม่ได้
พลังบริสุทธิ์เข้มข้นที่แม้แต่ครึ่งเทพเอง หากได้ลองดูดซับเข้าไปแล้วล่ะก็ ย่อมสามารถจินตนาการได้เลย ว่าจะต้องพัฒนาขึ้นมาไม่น้อย แค่เพียงกลิ่นอายก็สามารถรับรู้ได้แล้วว่าวัตถุวิเศษชิ้นนี้ มีคุณสมบัติที่เข้ากันได้กับทุกพื้นฐาน หากพื้นฐานพัฒนาย่อมหมายความว่าแก่นผลึกเองก็บริสุทธิ์มากขึ้น เมื่อแก่นผลึกอันเป็นที่อยู่ของกฎเกณฑ์ได้รับการพัฒนา กฎที่มีอยู่ย่อมต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน
มิเนอร์วาโบกมือหนึ่งทีไข่มุกแห่งชีวิตก็อันตรธานหายไปจากกลางอากาศ เรื่องราวที่รอคอยให้สะสางยังมีอยู่อีกมากนัก ดังนั้นยามนี้จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการกลั่นสกัดพลัง หลังจากยืนนิ่งไว้อาลัยให้แก่ดวงวิญญาณที่จากไป เพียงไม่นานเหล่าวิญญาณบาปที่ยังคงถูกสะกดเอาไว้ ก็ได้ถูกเรียกออกมาโดยไม่สนสายตาของผู้คนรอบด้าน
"หากวันใดวันหนึ่งข้าเห็นว่าสมควรแล้ว พวกเจ้าถึงจะเป็นอิสระ เรื่องนี้จะโทษข้าผู้เดียวก็ไม่ได้ เป็นพวกเจ้าหูหนวกตาบอดกันเอง เพราะข้าเคยให้โอกาสแล้วแต่เป็นพวกเจ้าเองที่ไม่ยอมคว้าไว้ ดังนั้นจากนี้ไปก็ตั้งใจทำงานให้ข้าเถอะ"
ชายหนุ่มกล่าวเสียงราบเรียบอารมณ์ไม่สั่นไหว จ้องมองไปยังทุกดวงวิญญาณที่กำลังคุกเข่าคำนับ พวกมันยอมเชื่อฟังอย่างว่าง่ายไม่ขัดเขิน ก่อนที่จะระเหยหายไป ดังเช่นสายหมอกยามรัตติกาล ที่สลายตัวไปเมื่อรุ่งสางของอีกวันได้มาเยือน มิเนอร์วาไม่เหลียวแลศัตรูที่ถูกจับทรมาน หันหน้ามองไปยังเหล่าคนเป็นทั้งหมดที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ที่เบื้องหลังพระอาทิตย์กำลังค่อยๆ โผล่พ้นเส้นขอบฟ้า ผืนนภาเริ่มสว่างทีละน้อย สายลมเอื่อยพัดผ่านเย็นสบาย ปลอบประโลมทุกชีวิตที่เหนื่อยล้าให้สดชื่น
"ซัลวาโตเรติดหนี้บุญคุณทุกท่านแล้ว ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้ที่ตกตายลงในสงครามครั้งนี้ ทุกท่านจะได้รับการชดเชยที่เหมาะสม ข้าขอสัญญาว่าจะรับผิดชอบให้พวกท่านอย่างแน่นอน ขอเวลาเพียงไม่นานเท่านั้น…"
มิเนอร์วาก้มหัวแสดงความขอบคุณให้แก่สหายร่วมรบทุกคน ก่อนที่จะเหยียดตัวตรง เดินเข้าไปหาผู้คนจากราชวงศ์แทนลายัสที่ยังหลงเหลืออยู่ และเอ่ยบอกแนวทางในอนาคตของพวกมันที่เหลืออยู่
"ต่อแต่นี้ไปอำนาจจะเป็นของประชาชน พวกเจ้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามไร้ซึ่งความผิด ดังนั้นข้าจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของพวกเจ้า หากต้องการจากไป ข้าก็จะไม่ห้ามหรือขัดขวาง แต่ถ้ายังละไม่ได้ซึ่งอดีตที่เคยรุ่งเรือง เช่นนั้นก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเถิด… "
มีหลายคนที่ร้องไห้เสียใจ บัดนี้ตระกูลแทนลายัสได้ถึงคราวต้องสูญเสียอำนาจที่เคยมี ขั้วอำนาจในอาณาจักรแห่งนี้ได้ถูกสับเปลี่ยนแล้ว บนร่างกายไร้วิญญาณของศัตรูจำนวนมากถูกรื้อค้น ทรัพย์สินทั้งหมดจากสงครามได้รวบรวมมา และถูกแบ่งกระจายอย่างเหมาะสมยุติธรรม บนหอคอยสูงของกลุ่มการค้าจันทราทมิฬ ชายร่างท้วมถอนหายใจยาว ปลงตกให้กับความไม่แน่นอนของชีวิต ผู้ใดจะคาดคิดเมื่อไม่นานที่ผ่านมายังคงนั่งเป็นราชา ใช้หนึ่งนิ้วปกคลุมฟ้า หนึ่งคำพูดตัดสินเป็นตาย แต่เพียงชั่วข้ามคืนกลับต้องมีสภาพอเนจอนาถ ถูกจับขึงทรมานดูแทบไม่ได้ สูญเสียทุกสิ่งอย่างที่เคยมีไปเสียสิ้น
"ข้านี่โง่จริง… ลงทุนผิดที่แบบนี้สิบปีก็ไม่รวย…"
พ่อค้าร่างท้วมส่ายหัวกล่าวขึ้นกับตัวเองแล้วหลับตาหันกายจากไป...
***ก็อดโอ: สวัสดีเหล่าผู้มาเยือนจากต่างโลกทั้งหลาย ช่วงนี้อาจจะลงช้าหน่อยนะครับ พอดีว่าพระเจ้ากำลังศึกษาเรื่องการเขียนแผนธุรกิจเพื่อเตรียมไว้เป็นวัตถุดิบสร้างสะพานเชื่อมโลกา เพื่อดึงเอาโลก SRP ใบนี้ออกมาผสานรวมเข้ากับจักรวาลของพวกท่าน สหายทั้งหลาย... แล้วโลกของพวกท่านล่ะเป็นเช่นไรกันบ้าง ฝากติดตามเพจ Facebook : God O ด้วยนะครับ
***ผู้มาเยือนจากต่างโลก: ....