โดดเดี่ยวในยุคโบราณเพียงลำพัง บางครั้งเหม่ยอิงก็ต้องการสหายหรือความอบอุ่นเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นตอนนี้ ทุกคนดีกับนางมาก เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันเกี่ยวข้องกับสกุลหลี่เมื่อก่อนที่ชอบวางอำนาจ ทำให้ใครหลายคนไม่กล้าช่วยนางแต่เพราะเหตุการณ์วันนี้จึงยื่นมิตรไมตรี
เหม่ยอิงส่ายหน้าเล็กน้อย เลิกที่จะเก็บเรื่องน่าปวดหัวมาคิด
หลังจากถูกหลี่จุนบ่นนางก็ขอเนื้อหมีย่างอีกชิ้นจากอาฉี สาวน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะนำเนื้ออีกชิ้นมาให้
“ว่าแต่เจ้าไม่ชอบหรือเหม่ยอิง” อาฉีถาม
“ข้า..เพิ่งกินข้าวมาจากที่บ้านน่ะ” เหม่ยอิงหาข้อแก้ตัวได้ไม่ยาก จะบอกว่าเนื้อหมีเหนียวก็ใช่เรื่อง
“อย่างนี้นี่เอง” อาฉีไม่ได้ถามมากความ นางนั่งกินเนื้อของตัวเองไปเงียบๆ หลังจากนั้นเหม่ยอิงก็ขอตัวกลับ แต่ก่อนจากผู้ใหญ่บ้านได้กล่าวว่า
“เหม่ยอิง ขนของหมีกำลังล้างทำความสะอาด อีกไม่กี่วันคงพร้อมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า ทำเป็นเสื้อนวมหนังสัตว์ตัวใหญ่ให้เจ้าก่อนฤดูหนาว”
“ผู้ใหญ่บ้านจะให้ข้าหรือ ทำไมไม่เก็บไว้ใช้เองเล่า”
ในยุคโบราณยังไม่มีเสื้อกันหนาวแบบที่เหม่ยอิงเคยสวมใส่ในชาติก่อน ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลนั้นยากจน พอถึงฤดูหนาวการเสียชีวิตก็มาก สาเหตุเพราะไม่มีเครื่องนุ่งห่มเยียวยาความหนาว
ผู้ใหญ่บ้านให้คำตอบ “พวกเราได้รับมากแล้ว เนื้อหมีของวันนี้ทำให้พวกเราอิ่มท้องโดยไม่ต้องหุงข้าวเอง อีกอย่างหากไม่ใช่เพราะเจ้าเราคงไม่ได้หมีกลับบ้าน ดังนั้นหลังจากข้าคุยกับทุกคนพวกเขาก็เห็นด้วย มอบเสื้อขนสัตว์ให้กับเจ้า เจ้ารับมันไว้เถิด ถึงอย่างไรเสียเจ้าก็ตัวคนเดียวแถมยังมีลูกต้องดูแลอีกสามคน”
เขาไม่ได้กล่าวถึงเย่เฟิง เหม่ยอิงพยักหน้ารับไม่ปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่าย จากนั้นนางก็กลับบ้าน ในขณะเดียวกันจ้านเกออยู่ที่นี่ก็พบกับก้วนหลี่ หงส์เพลิงที่แสร้งทำตัวเป็นไก่
ก้วนหลี่ไม่อยากพบคนผู้นี้เลยจริง แต่ในเมื่ออาศัยอยู่ในบ้านของเซียนเหม่ยก็จำเป็นต้องปั้นหน้ายิ้มรับแขก
“ไม่ได้พบกันนานเลยท่านจ้าน ไม่คิดเลยว่าหลายร้อยปีผ่านไปข้าจะได้พบท่านที่นี่” ก้วนหลี่เป็นฝ่ายทักทายก่อน
“ข้าก็แปลกใจเหมือนกัน เจ้าควรจะอยู่ในหอประจิมทิศตะวันออกไม่ใช่หรือ ทว่าทำไมถึงได้อยู่ที่นี่แถมยังแสร้งทำตัวเป็นไก่ หรือเจ้าคิดจะสร้างครอบครัวที่นี่ ออกไข่ให้เซียนเหม่ยกินทุกวัน”
ก้วนหลี่ไม่สนใจคำล้อเลียนของอีกฝ่าย หากเป็นเย่เฟิงมันคงโกรธ แต่กระนั้นมันก็โต้กลับไปพอหอมปากหอมคอ “อยู่ที่หอน่าเบื่อยิ่ง พลังของข้าหาใช่เพื่อบำรุงดินแดนให้เจ้าเด็กตัวเหม็นเหล่านั้นฝึกฝน ดังนั้นข้าจึงได้ออกมาท่องโลกกว้าง ก็เหมือนอย่างท่านไม่ใช่หรือ เป็นบรรพบุรุษรุ่นที่สองของสำนักเต๋าอนันตกาล เหตุใดจึงไม่นอนในโลงศพเงียบๆ ตามเย่เฟิงมาทำไม”
จ้านเกอเลือกที่จะนั่งบนโขดหิน อธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “นอนในโลงศพหลายพันปีน่าเบื่อแย่ สำหรับข้าจะนอนหรือไม่นอนจุดจบก็ยังไม่เปลี่ยน นั่นคือความตาย ดังนั้นก่อนตายทำไมไม่ออกมาสนุกกับชีวิตเล่า บังเอิญเพิ่งตื่นเห็นเย่เฟิงแอบลอบเข้าสำนัก ข้านึกสนุกจึงตามเขามาเล่นๆ สุดท้ายก็มาพบกับเจ้าไง เจ้าไก่น้อย”
ก้วนหลี่เม้มปากแน่น หากเป็นเย่เฟิงเรียกมันว่านายท่านไก่ก็คงจะยืดอกรับด้วยความยินดี แต่พอเป็นจ้านเกอเรียกว่าไก่ มันรู้สึกแย่และต่ำต้อยจริงๆ
“แล้วท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไปหรือจะอยู่ที่นี่ แต่บอกก่อนว่าเล้าไก่นี้เป็นของข้า ท่านคงไม่สามารถเข้ามานอนได้”
จ้านเกอโบกมืออย่างไม่เป็นทางการ “วางใจได้ ข้าจะขุดถ้ำไม่ไกลจากเย่เฟิง ส่วนจะอยู่ที่นี่นานหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับเซียนเหม่ย”
“ในฐานะที่ข้ามาก่อนข้าจะขอเตือนท่าน ต่อให้ท่านเป็นบรรพบุรุษรุ่นที่สองของสำนักเต๋าอนันตกาลก็อย่าได้คิดสกปรก หรือพยายามหาความลับของเซียนเหม่ย”
“ฟังว่าเซียนเหม่ยจัดการกับยักษ์สายฟ้าได้ นั่นคือเรื่องจริงหรือ”
“จริง ภาพวันนั้นยังชัดเจนในใจข้า เซียนเหม่ยกล่าวท้าทายสวรรค์และยักษ์สายฟ้าก็ปรากฏตัว มันจามขวานสายฟ้าหมายมั่นแยกดินแดนของเซียนเหม่ยด้วยการโจมตีเดียว แต่สุดท้ายกลับพ่ายและยังสูญเสียขวานสายฟ้าไป”
“อะไรนะ ยักษ์สายฟ้าสูญเสียอาวุธงั้นหรือ!” ในฐานะผู้สร้าง จ้านเกอหลงใหลอาวุธทุกชนิดโดยเฉพาะอาวุธที่อยู่นอกเหนือจินตนาการ อย่างขวานสายฟ้าที่หาจากไหนไม่ได้ในดินแดนเซียนบรรพกาล ล้วนเป็นสิ่งที่เขาหมายมั่นต้องการคว้ามา
ก้วนหลี่เห็นความโลภในดวงตาของอีกฝ่าย ก่อนจะแย้มยิ้มแล้วบอกว่า “อย่าได้หวัง ขวานสายฟ้าตกไปอยู่ในมือของเซียนเหม่ยแล้ว ไม่รู้ว่าท่านเซียนใช้วิธีใดแต่ขวานได้เปลี่ยนเป็นแหวน หากท่านอยากศึกษาก็ลองขอกับท่านเซียนสิ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้านเกอถึงกับค้าง ยักษ์สายฟ้าน่ากลัวมาก แม้แต่เซียนก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้าตรงๆ กับคนที่สู้สิ่งมีชีวิตนั้นได้ จ้านเกอไม่กล้าขอตรวจสอบแหวนสายฟ้าจริงๆ
.......
เวลาเดียวกันนิกายเจ็ดกระบี่ ตำหนักลงทัณฑ์ที่เงียบสงบและบรรยากาศเย็นชืด ในหอที่ลึกที่สุดหลินตงนั่งอยู่บนบัลลังก์สีดำ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันหลังจากคำนวณบางอย่าง
“แปลกยิ่ง นี่ก็หลายวันแล้วที่หลินเสี่ยวหมิงออกไปพร้อมกับหน่วยเงาทมิฬ ทว่าเหตุใดจึงไม่กลับมา เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา”
ทันทีที่มีความคิดนี้หลินตงก็ส่ายหน้า เขารู้จักความสามารถของหน่วยเงาทมิฬเป็นอย่างดี เพราะเขานี่แหละเป็นคนฝึกมันมาเองกลับมือ แต่ถึงกระนั้นความเงียบสงัดก็ทำให้จิตใจของหลินตงเป็นกังวล เขาหยิบยันสีแดงแผ่นหนึ่งออกมา มือทำมุทราร่ายคาถาบางอย่าง จากนั้นไม่นานก็ปรากฏเงาดำตรงหน้า
“ไปตรวจสอบจุดสุดท้ายที่หลินเสี่ยวหมิงหายตัวไป” หลินตงออกคำสั่งสั้นๆ จากนั้นเงาดำก็หายไปในอากาศ
“หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนการโจมตีสำนักเหลียงตัน” หลินตงไม่สามารถทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่หลานชายราคาถูกได้ ตอนนี้มีข่าวมาว่าต้นดาราจักรกำลังแห้งเหี่ยว สำนักเหลียงตันตกอยู่ในวิกฤตทำให้หลายฝ่ายต่างมองลับๆ จากที่ไกลๆ รอโอกาสฮุบกลืนทรัพยากรและความรู้ทั้งหมด
นิกายเจ็ดกระบี่ไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยตัวเอง เนื่องจากเจ้าสำนักกำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียรในถ้ำ คนที่เคลื่อนไหวย่อมเป็นหลินตง ผู้อาวุโสฝ่ายลงทัณฑ์
“หลังจากที่ได้รับทรัพยากรจากสำนักเหลียงตัน การโค่นล้มผู้นำนิกายก็ไม่ใช่เรื่องยาก” มุมปากของหลินตงโค้งขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะเริ่มวาดฝันเกี่ยวกับฉากที่ตนเองนั่งบนบัลลังก์นิกายเจ็ดกระบี่
.......
เช้าวันรุ่งขึ้นเหม่ยอิงก็ไปทำสวนปลูกผัก ในขณะเดียวกันก็บอกให้เด็กๆ อย่าออกไปวิ่งเล่นไกลจนเกินไป คราวนี้การเตือนของนางได้ผล หรืออาจเพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ระหว่างทำสวนเหม่ยอิงก็เล่าเกี่ยวกับวิธีทำเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ซูเออร์ฟัง สำหรับสาวใช้ที่อยู่ในครัวตั้งแต่เด็กแค่ฟังคร่าวๆ นางก็เข้าใจสิ่งที่เหม่ยอิงต้องการสื่อ
“มีวิธีแบบนี้ด้วย หลังจากนวดแป้งเสร็จทำเป็นเส้นก็เอาไปต้มในน้ำร้อน เสร็จแล้วแทนที่จะนำไปใส่ชามกินก๋วยเตี๋ยวกลับนำเส้นที่สุกแล้วไปทอดจนกรอบ จากนั้นเก็บไว้ในถัง ปิดฝาดีๆ เพื่อไม่ให้อากาศเข้า พอเวลาหิวก็แค่ทำน้ำซุปแล้วโยนเส้นที่ถูกทอดลงไป เส้นจะเริ่มเปื่อยนุ่มเพราะความร้อน วิธีของคุณหนูเหม่ยดียิ่ง ข้าไม่เคยได้ยินวิธีแบบนี้มาก่อน” ดวงตาของซูเออร์เป็นประกาย นางเริ่มชื่นชมเหม่ยอิงซ้ำๆ ราวกับพบเทพเจ้าแห่งอาหาร
เหม่ยอิงยอมรับคำชมด้วยรอยยิ้มฝืนๆ จะว่าไงดีล่ะ นางไม่สามารถอ้างอิงถึงคนคิดค้นสูตรบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้เพราะมันยุ่งยาก งั้นก็รับการบูชาจากสาวน้อยแล้วกัน
ช่วงบ่ายเหม่ยอิงนั่งพักบนเก๋ง เสวนากับจ้านเกอที่มาจากสำนักเต๋าอนันตกาล
“ข้าอยากมีประตูสำหรับเดินทางไปเมืองปิงอัน เจ้าช่วยข้าสร้างได้หรือไม่” เหม่ยอิงเลือกที่จะกล่าวตรงๆ ตอนนี้นางอยากระบายผลผลิตอย่างลูกท้อเพลิงวิญญาณให้โลกภายนอกไวๆ เพื่อนำเงินไปซื้อที่ดินเพิ่มเติม
เงินตอนนี้ก็มีอยู่หรอก แต่เมืองใหญ่นั้นที่ดินมีราคาสูงมาก เหม่ยอิงเป็นคนรอบคอบไม่ใช้เงินเกินตัว ทุกเหรียญที่ต้องหยิบจากกระเป๋าต้องชั่งน้ำหนักเป็นอย่างดี
จ้านเกอตอบแทบจะทันที “การสร้างประตูแห่งดวงดาวต้องใช้วัสดุจำนวนมาก ยิ่งระยะทางไกลการเดินทางย่อมใช้ค่าผ่านทางมหาศาล นั่นคือหินวิญญาณ มันเป็นแหล่งเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน สำหรับเมืองปิงอันแล้วข้าจำเป็นต้องสร้างประตูที่บ้านคุณหนูเหม่ยหนึ่งบาน เสร็จแล้วจึงสร้างประตูบานที่สองโดยตั้งไว้ที่อีกเมือง งานนี้ไม่ยากเพียงสลักวงเวทแบบเดียวกัน ทำให้ประตูทั้งสองสอดประสานและเดินทางไปกลับได้ เพียงแต่...”
“แต่...หรือว่าเจ้าอยากได้ค่าจ้าง หลังจากเสร็จงานเอาผลท้อเพลิงวิญญาณสิบลูกเป็นไง” เหม่ยอิงไม่ใช่คนขี้ตระหนี่ สำหรับนางผลท้อมีมากจนไม่ต้องกังวล โดยเฉพาะคนที่มอบผลประโยชน์ให้กับนาง
แต่จ้านเกอกลับส่ายหน้า “ข้าไม่ขอผลท้อเพลิงหรอกขอรับ สิ่งที่ข้าสนใจคือแหวนในมือคุณหนู ไม่ทราบว่าหลังจากทำงานเสร็จข้าขอตรวจสอบแหวนได้หรือไม่”