สวีหว่านหนิงสีหน้ายิ้มแย้ม
ดีจริงๆ
มีคนในครอบครัวที่ลำเอียงเข้าข้างและรักใคร่ทะนุถนอมเธอจากใจจริงช่างดีเหลือเกิน
สวีหว่านหนิงคิดด้วยซ้ำว่านิ้วทองคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ทะลุเข้ามาในหนังสือไม่ใช่ช่องมิติที่ติดตัวมาด้วย แต่คือความรักของคนตระกูลสวีต่างหาก
สิ่งนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างในใจเรื่องครอบครัวของเธอ
“จริงสิพี่สะใภ้ของหลานบอกว่า...”
“หว่านหนิง?”
ป้าสะใภ้ยังพูดไม่จบก็มีคนขัดจังหวะ
เมื่อเห็นผู้มาเยือนอย่างชัดเจนสีหน้าของป้าสะใภ้ก็นิ่งขรึมทันที
สวีหว่านหนิงรู้จักคนคนนี้
หนิวเสี่ยวลี่
ตอนนั้นตระกูลของเธอเกือบจะดองกับครอบครัวของป้าสะใภ้ใหญ่
ก่อนสวีเม่าหรานพี่ชายคนโตจะแต่งงานกับเฉินเยี่ยพี่สะใภ้คนโตของสวีหว่านหนิงเขาเคยคบหากับหลินฮวน ลูกสาวของหนิวเสี่ยวลี่
ทั้งคู่โตมาในบ้านพักทหารเหมือนกันในด้านฐานะและครอบครัวเรียกได้ว่าเป็นคู่สร้างคู่สมที่เหมาะสมกันมาก ตามหลักแล้วควรจะได้คู่ครองกัน
แต่หนิวเสี่ยวลี่คิดมาโดยตลอดว่าสวีเม่าหรานเป็นฝ่ายตามจีบหลินฮวน จึงวางมาดสูงส่งพยายามข่มตระกูลสวีเรียกร้องขอสินสอดจำนวนมากยังไม่พอ ถึงขั้นเรียกร้องว่า หากอนาคตพวกเขามีทายาทแล้วเด็กคนนั้นจะต้องใช้แซ่หลิน
หลังจากนั้นทั้งสองครอบครัวก็เจรจาเรื่องการแต่งงานไม่สำเร็จส่งผลให้สวีเม่าหรานกับหลินฮวนต้องเลิกรากัน ผ่านไปไม่นานเขากับเฉินเยี่ยก็ดูตัวกันและตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบทั้งคู่จึงเข้าสู่พิธีวิวาห์อย่างรวดเร็ว
หลินฮวนยังมิอาจทำใจกับรักครั้งเก่าได้พอได้ยินข่าวคนรักเก่ากำลังจะแต่งงานก็ตั้งใจจะฆ่าตัวตาย โชคดีที่มีคนไปพบและช่วยชีวิตไว้ได้ทัน
และก็เพราะสาเหตุนี้หนิวเสี่ยวลี่จึงคิดมาตลอดว่า ตระกูลสวีติดค้างหลินฮวน และคอยพูดจาว่าร้ายตระกูลสวีลับหลังอยู่เสมอ
ที่ทุกครอบครัวในบ้านพักทหารรู้กันทั่วว่าร่างเดิมชื่อเสียงแย่แค่ไหนก็เป็นเพราะฝีมือของผู้หญิงคนนี้
คนตระกูลสวีเกลียดชังหนิวเสี่ยวลี่จับใจแต่เพราะตระกูลสวียึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ชอบใช้อำนาจข่มขู่ใครอีกทั้งสามีของหนิวเสี่ยวลี่ก็มีตำแหน่งในกองทัพทัดเทียมกับพ่อสวีด้วยเหตุนี้แม้ว่าคนตระกูลสวีจะไม่พอใจ ก็ไม่อาจทำอะไรตระกูลหลินได้
เรื่องนี้ทำให้หนิวเสี่ยวลี่ยิ่งได้ใจ
“ที่แท้ก็ป้าหนิวนี่เอง”สวีหว่านหนิงยิ้มกว้างพลางเอ่ยทัก
หนิวเสี่ยวลี่คิ้วขมวดเรียกป้าอะไรกัน ไม่น่าฟังเอาเสียเลย
“หว่านหนิงไปอยู่ชนบทมาหลายปีดูเปลี่ยนไปไม่น้อย”
“ป้าหนิวชมเกินไปแล้วค่ะฉันก็แค่เดินทางไปพัฒนาชนบทตามนโยบายของประเทศ ถ้าไม่เปลี่ยนไปเลยเจ็ดแปดปีที่ผ่านมาก็เท่ากับเสียเวลาเปล่าน่ะสิคะ”
“เหอะเด็กคนนี้เมื่อก่อนไม่ค่อยชอบพูดเท่าไร ตอนนี้วาจาฉะฉานขึ้นมากนะ”
“เทียบกับป้าหนิวแล้วยังห่างชั้นค่ะฉันคงต้องเรียนรู้จากป้าให้มากกว่านี้”
หนิวเสี่ยวลี่โกรธจนพูดไม่ออก
แต่เธอไม่มีทางปล่อยโอกาสเย้ยหยันตระกูลสวีไปทั้งอย่างนี้โดยเฉพาะการที่อีกฝ่ายคือสวีหว่านหนิงที่ยังคงได้รับความรักจากตระกูลสวีไม่เปลี่ยนแปลง
“หว่านหนิง ฉันได้ยินว่าเธอแต่งงานที่ชนบทแถมยังมีลูกแล้วงั้นหรือ”
“ป้าหนิวได้ยินมาไม่ผิดค่ะ”สวีหว่านหนิงยิ้มกว้าง “ฉันแต่งงานมาเจ็ดปีแล้ว มีทั้งลูกชายและลูกสาวแม่สามีก็ดีกับฉันมาก สามีก็ให้เกียรติฉัน ชีวิตเต็มไปด้วยสีสันฉันมีความสุขมากเลยค่ะ”
“ฉันว่านะตอนแรกเธอไม่ควรแต่งงานที่ชนบท ด้วยหน้าตาและฐานะของเธอเด็กหนุ่มในบ้านพักทหารของพวกเรามีให้เธอเลือกเต็มไปหมด เธอรีบร้อนเกินไป”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะตอนนี้สามีฉันได้ย้ายมาสังกัดที่ปักกิ่งแล้วอีกไม่นานฉันก็จะพาลูกมาอยู่ที่ปักกิ่งเช่นกันอีกหน่อยคงต้องฝากเนื้อฝากตัวกับป้าหนิวด้วยนะคะ”
อะไรนะ?สามีของสวีหว่านหนิงได้ย้ายมาที่ปักกิ่งแล้วหรือ?
เท่ากับว่าการแต่งงานของสวีหว่านหนิงไม่ต่ำต้อยแล้วน่ะสิ?
ในบ้านพักทหารมีทายาททหารตั้งหลายคนที่ถึงแม้บรรพบุรุษจะสร้างผลงานไว้มากมายแต่ก็ไม่สามารถเข้าสังกัดหน่วยทหารของปักกิ่งได้!
สามีของสวีหว่านหนิงมีความสามารถขนาดนี้เชียวหรือนี่?
หรือว่าคนตระกูลสวีแอบใช้เส้นสายช่วยอยู่เบื้องหลัง?
หนิวเสี่ยวลี่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้มากพลางวางแผนในใจว่ากลับบ้านไปจะต้องเล่าให้เหล่าหลินฟัง แล้วให้เขาไปสืบดู
ถ้าตระกูลสวีใช้เส้นสายจริงก็เตรียมถูกครอบครัวเธอจับจุดอ่อนได้เลย!
สวีหว่านหนิงเห็นหนิวเสี่ยวลี่เปลี่ยนสีหน้าสลับไปมาก็รู้ทันทีว่าเธอคงฟุ้งซ่านไปไกล
ในเมื่อป้าหนิวเอาใจใส่เธอขนาดนี้เธอก็จะเอาใจใส่ป้าหนิวกลับคืนบ้าง!
“จะว่าไปฉันไม่เห็นพี่หลินฮวนตั้งหลายปีแล้ว ป้าหนิว พี่หลินฮวนตอนนี้แต่งงานหรือยังคะ”
สีหน้าของหนิวเสี่ยวลี่ชะงักค้าง
เธอสงสัยว่าสวีหว่านหนิงจงใจพูดถึงเรื่องนี้!
แต่ดูจากสีหน้าของสวีหว่านหนิงเหมือนจะไม่รู้จริงๆ
“ป้าหนิวคะ?”เห็นหนิวเสี่ยวลี่ไม่ตอบ สวีหว่านหนิงจึงถามซ้ำอีกครั้ง“ตอนนี้พี่หลินฮวนแต่งงานไปอยู่ที่ไหนคะ นับๆ ดูแล้วพวกเราไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีครั้งนี้ฉันกลับมาปักกิ่งเลยอยากนัดเจอพี่หลินฮวนเพื่อรำลึกความหลังกันสักหน่อยค่ะ”
หนิวเสี่ยวลี่ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม“หลินฮวนแต่งงานไปอยู่ไกล คงไม่สะดวกที่จะเจอเธอ เอาละฉันไม่ทำให้พวกเธอเสียเวลาแล้ว รีบกลับบ้านไปเถอะ”
พูดจบหนิวเสี่ยวลี่ก็รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับย่าซุนคนเมื่อกี้ไม่มีผิด
“ท่าทางพี่หลินฮวนจะแต่งงานกับครอบครัวที่ไม่ดีเท่าไร?”
เฉินเซียวแค่นหัวเราะ“ไม่ใช่แค่ไม่ดี แต่แย่เอามากๆ!”
“ไปกลับบ้านกันก่อน พวกเราค่อยกลับไปคุยกัน”
วันนี้ตระกูลสวีมารวมตัวกันที่บ้านของสวีหว่านหนิงเฉินเยี่ยกับแม่บ้านของตระกูลสวีกำลังช่วยกันเตรียมอาหารเย็น
พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเฉินเยี่ยที่ยุ่งอยู่ในครัวก็รีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเดินออกจากห้องครัวอย่างเร่งรีบ
สวีหว่านหนิงเพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในบ้านก็ถูกหนูน้อยสองคนกอดต้นขา
สวีสืออันกับสวีสืออี๋เพิ่งหัดเดินสำเร็จการก้าวเท้าของพวกเขาดูโซซัดโซเซ เหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
หน้าตาของพวกเขาคล้ายพี่ใหญ่
“คุณคืออาหญิงเหรอครับ”สืออันจ้องมองสวีหว่านหนิงตาปริบๆ พลางเอ่ยถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ
สวีหว่านหนิงตกใจ“สืออันกับสืออี๋เพิ่งหนึ่งขวบครึ่งไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงพูดคล่องขนาดนี้ล่ะ”
“พี่สะใภ้ของหลานทุ่มเทให้กับการสอนลูกๆมาก เด็กสองคนนี้จึงพูดได้ไว แต่เขาจำหลานได้ ป้าก็ตกใจเหมือนกัน”
เฉินเซียวโน้มตัวลงอุ้มสืออันขึ้นมาก่อนจะใช้ปลายนิ้วลูบสันจมูกของเขา “เสี่ยวสืออัน รู้ได้ยังไงว่าเธอคืออาหญิง”
“รูป”สืออันชี้ไปที่รูปถ่ายครอบครัวบนโต๊ะ
รูปถ่ายใบนั้นถ่ายไว้ก่อนที่สวีหว่านหนิงจะไปอยู่ที่ชนบทคนทั้งตระกูลสวีร่วมกันถ่ายภาพอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ผ่านไปหลายปีแล้วแม้จะเก็บรักษาไว้อย่างดีแต่รูปถ่ายก็เริ่มออกเหลืองเล็กน้อย
เฉินเซียวยิ้ม“จริงสิ บ้านของพวกเราก็มีรูปถ่ายใบนี้ ลุงใหญ่กับพี่ใหญ่ของหลานเวลาว่างๆก็ชอบเอารูปนี้มาสอนเด็กๆ ให้จำสมาชิกในครอบครัว เขาจำหลานได้ตั้งแต่ตอนนั้น”
แต่การที่เด็กน้อยเอารูปภาพกับคนจริงๆมาเชื่อมโยงกันได้ ก็ถือว่าน่าตกใจมากพอแล้ว
“อาหนิงกลับมาแล้วเหรอ”
สวีหว่านหนิงมองตามเสียงก่อนจะเห็นหญิงสาวหน้าตาอ่อนโยนยืนอยู่ที่หน้าห้องครัว
เฉินเยี่ยตัวไม่สูงรูปร่างผอม แต่ยืนหลังตรงดูสง่างาม หน้าตาแม้จะไม่โดดเด่นแต่บรรยากาศรอบตัวเธอกลับทำให้คนอยู่ด้วยรู้สึกสบายใจมาก
ความงามของเธอช่างหวานละมุน
แค่เห็นแวบแรกก็ทำให้คนรู้สึกถูกชะตาได้อย่างง่ายดาย