ในห้องทำงานของท่านชายภาสกร เวลานี้ มีนายทหารยศนายพันคนหนึ่ง พร้อมกับทหารอีก 10 คน ถือปืนกล ยืนอยู่ในห้อง 8 คน เฝ้าอยู่นอกประตูอีก 2 คน
มีบอดี้การ์ดของท่านชาย สามคนนอนตายจมกองเลือดอยู่ภายในห้อง
แล้วมีคนร้ายยืนเฝ้าอยู่รอบ ตำหนักอีก 5 คน พวกมันกระจายกำลังล้อมไปหมด
“ สวัสดีครับ ท่านชายภาสกร ผมคือ พันเอกตั๋งโต๊ะ เป็นตัวแทนของ น้องสาวของทั้งสองของท่านชาย อยากจะขอให้ท่านชายเซ็นเอกสารฉบับหนึ่งเท่านั้น”
“ พวกแกบุกเข้ามา ฆ่าคนของฉัน แล้วคิดจะข่มขู่ฉันอย่างนั้นเร๊อะ อย่าเพ้อฝันไปเลย”
“ เซ็นเอกสารไปเสียดีกว่า เรื่องมันจะได้จบอย่างง่ายๆ อย่าบีบให้ผมต้องลงมือเลย” ผู้พันตั๋งโต๊ะ หยิบถุงมือออกมาสวมมือ แล้วนำเข็มฉีดยาออกมาแล้วดูดยาบางอย่างออกมาเอาไว้ในหลอด
“ ไม่มีทาง ฉันไม่ยอมเซ็นเป็นอันขาด หากว่าฉันเป็นอะไรไป ทรัพย์สินนของฉันจะตกแก่สาธรณะทั้งหมด นี่แกคิดจะทำอะไร”
“ นี่คือยากล่อมประสาทอย่างอ่อน ผสมกับ ยาอี หากผมฉีดยาเข้าไปในสมอง สติของท่านชายก็เข้าไปอยู่ในภวังค์แห่งความสุข ไม่ต้องห่วงท่านชายจะไม่ตาย แต่ สมองอาจไม่ทำงาน กลายเป็นผักก็แค่นั้น จับตัวท่านชายเอาไว้”
ทหารสองนาย เข้ามาจับแขนของท่านชายเอาไว้แน่น แล้ว ผู้พันตั๋งโต๊ะ ก็เดินถือเข็มฉีดยาเข้ามา แล้วจับศรีษะของท่านชายเอาไว้ แล้วกำลังปักเข็มฉีดยาเข้าที่หัว
ทันใดนั้นเอง ก็มีมีด พุ่งเข้ามาปักเข้าที่มือของ ผู้พันตั๋งโต๊ะ จนเข็มฉีดยา ร่วงหล่นไปกับพื้น
ทหารที่ยืนเฝ้านอกห้อง หัวหลุดกระเด็นเข้ามาในห้อง ทหารอีกหกคนมองไม่เห็นใครสักคน แล้วพวกมันทั้งหกคน ก็ได้แต่ตาค้าง หัวของพวกมันล้วนหลุดออกมาทีละคนจนหมด ขจรเผยร่างขึ้นพร้อมกับ ดาบสยบฟ้าในมือ
“ พวกแกเข้าบ้านผิดแล้ว”
ทหารสองคนยกปืนเล็งมาที่ขจร แต่ว่า ช้ากว่าดาบสยบฟ้า ที่ฟันออกมาเสียก่อน รัศมีดาบตัดคอของพวกมัน จนหลุดออกมาอย่างพร้อมเพรียง
ผู้พันตั๋งโต๊ะ ใช้มือที่ยังเป็นปกติควักปืนมาจ่อหัวท่านชายเอาไว้
“ ถอยไปซะ ถ้าไม่อยากให้ท่านชายต้องตาย”
“ ใครกันที่จะตายก่อน” ทันทีที่ขจรพูดจบ มีดเสือบินก็พุ่งเข้ามาเสียบคอหอยของผู้พันตั๋งโต๊ะ จนตายคาที่ ไม่อาจทำชั่วได้อีก
“ เป็นอะไรไหมครับ”
“ ไม่เป็นอะไร ขอบใจที่เธอเข้ามาช่วยฉันทันเวลา หากพวกมันฉีดยาให้ฉันแล้วละก็ ฉันคงกลายเป็นคนพิการแน่ ไม่อยากเชื่อเลย น้องสาวตัวดีของฉันมันจะชั่วช้าเช่นนี้”
“ แล้วที่นี่จะทำอย่างไรดีครับ”
“ ไม่ต้องกังวล ฉันจะจัดการเรื่องตรงนี้เอง”
“ มีข้างนอกอีก ห้าคนด้วยนะครับ”
“ ไม่เป็นไร แต่ว่าเธอทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน?”
“ ดาบสยบฟ้า ที่ประมูลมา 100 ล้านนี่ไงครับ”
“ อืม หากเป็นคนอื่นคงทำไม่ได้อย่างเธอ เดี๋ยวจะมีตำรวจเข้ามา เธอก็บอกเขาว่า ไม่รู้ไม่เห็นใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องอื่นๆ ฉันจะคุยกับตำรวจเอง”
ท่านชายโทรสั่งให้ ผู้จัดการชินมาจัดการเรื่องราวที่นี่โดยด่วน
ไม่นานนักผู้กำกับทรงยศ กับ ผู้กองนพพร ถึงกับมาสถานที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง
“ มีชายคลุมหน้า เข้ามาแล้วจัดการกับ คนร้ายรวดเดียวจนหมด ฉันเองถูกพวกมันจับกดหน้า พอพวกมันถูกฆ่าตาย ฉันก็เห็นชายคลุมหน้า พุ่งตัวออกไปทางหน้าตำหนักแล้ว”
“ ท่านชายพอจะเห็นอาวุธ หรือ อายุของคนที่ช่วยท่านชายหรือเปล่าครับ”
“ ไม่เลย”
“ ท่านชายเหนื่ยมากแล้ว หากไม่มีอะไรสำคัญขอให้ท่านชายได้พักผ่อนก่อนเถอะครับ” ผู้จัดการชิน เอ่ยกับ ผู้กำกับทรงยศ
“ แล้วคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ผู้กองนพพรถามขจร
“ คุณชายขจร เป็นบุตรบุญธรรมของท่านชายภาสกรครับ” ผู้จัดการชินตอบแทน
ทำเอา ผู้กองและ ผู้กำกับถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว
“ เป็นความจริง?”
“ จริงครับ” ท่านชายภาสกรยืนยันด้วยตัวเอง
“ ผมเองก็ไม่เห็นหน้าคนร้าย แค่เห็นหลังไวๆ เท่านั้น”
ขจรเล่าไปตามที่ท่านชายสั่งเอาไว้
“ทหารพวกนี้ เป็นทหารนอกรีต ชอบก่อคดีอุ้มฆ่า เรียกค่าไถ่ ตำรวจไม่มีหลักฐานจะจับมันได้ ดีแล้วที่มาตายน่าอนาถแบบนี้ โลกนี้จะได้สูงขึ้นอีก” ผู้กำกับทรงยศเอ่ยอกมา คล้ายไม่สนใจตามหาคนที่ฆ่าคนเลวพวกนี้ แต่หันมามองหน้าขจรด้วยสายตาดูถูก คิดว่า ขจรก็คงยอมมาเป็นคู่ขา ของท่านชายภาสกรอย่างแน่นอน ถึงได้เลื่อนสถานะของตนเองได้เร็วขนาดนี้
“ ทางนี้ปล่อยให้ตำรวจจัดการ เราไปนอนที่โรงแรมกันดีกว่าคืนนี้” ท่านชายภาสกรเอ่ยกับขจร ซึ่งทุกๆ คนก็ได้ยิน ทำให้ผู้กองนพพรกับ ผู้กำกับถึงกับขนลุกซ่านขึ้นมาทันที
ส่วนขจรก็ได้แต่พยักหน้า โดยที่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ ถูกพวกเขาเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว
ในตอนเช้า ขจรยังไม่ลุกจากที่นอน กิ๊ฟก็โทรมาหาตั้งแต่เช้าเลย
“ หวัดดีกิ๊ฟ”
“ จร บอกมานะ ทำไมต้องไปนอนกับ ท่านชายภาสกรด้วย เพื่อเงินจรถึงกับยอมถึงขนาดนี้เลยหรือไง” กิ๊ฟส่งเสียงสะอื้นไห้เสียใจยิ่ง
“ ใจเย็นๆ ก่อน ท่านชายเพียงแค่รับ เราเป็นลูกบุญธรรมเท่านั้น เราเองก็ไม่อยาก แต่สงสารท่านที่ไม่มีใคร ก็รับปากไปก็เท่านั้นเอง”
“ แล้วทำไมต้องนอนห้องเดียวกันเล่า แถมยังไปต่อที่โรงแรมอีกด้วย”
“ โอ้ยไปกันใหญ่แล้ว ใครไปบอกกิ๊ฟแบบนั้น เรากับท่านชาย นอนกันคนละห้อง ที่มานอนโรงแรมก็นอนกันคนละชั้นเลย”
“ จริงนะ”
“ เราจะโกหก กิ๊ฟไปทำไมเล่า”
“ งั้น เดี๋ยวเราเจอกันที่มหาลัยนะ” กิ๊ฟหยุดสะอื้นไห้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจทันที
“ อืม”
ไม่รู้ผู้กำกับไปพูดอะไรกับกิ๊ฟกัน ทำให้เข้าใจผิดกันยกใหญ่ ขจรรีบแต่งกายแล้วออกไปกินข้าวเช้าที่ล๊อบบี้โรงแรม ท่านชายให้คนขับรถไปส่ง ขจรที่มหาลัย
ขจรก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร รถลีมูซีนคันใหญ่มาจอดที่มหาลัย กิ๊ฟ ซี หัวหน้าเอก และกรกันต์ได้แต่มองขจรที่เดินลงมา ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
พอนั่งลง ทุกคนก็ระดมถามคำถามมากมาย จนขจรต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง โดยไม่ปิดบัง
“ นี่เพราะความโลภมากของคนแท้ๆ”
“ แล้วอย่างนี้ ท่านชายไม่เอาใบที่เซ็นพินัยกรรมไว้เป็นหลักฐานแจ้งความล่ะ” กรกันต์เอ่ยด้วยความสงสัย
“ ใช่ หากไม่แจ้งความ พวกคนร้ายมันคงไม่หยุดแค่นี้แน่”
“ ท่านชายเก็บกระดาษพินัยกรรมนั้นเอาไว้แล้ว เพื่อจะเป็นหลักฐานในอนาคต
ท่านบอกว่า ไม่อยากแจ้งความเอาผิดน้องสาวของตัวเอง สงสารหลานๆ และไม่อยากให้ตระกูลนาคบดินทร์ต้องเสียชื่อเสียง แล้วตอนนี้ ท่านชายก็จ้างบอดี้การ์ดมาคุ้มกันมากขึ้น พวกเขาคงไม่กล้าทำเรื่องเช่นนี้อีกแน่”
“ แต่ว่า นายไม่ได้เป็นเกย์แน่นะ” ซียังถามขจรไม่หยุด
“ ฉันเป็นผู้ชายทั้งแท่ง ต่อไปห้ามคิดเรื่องน่าเกลียดแบบนี้กันอีกนะ” ขจรเอ่ยเสียงเข้ม
“ ตอนเช้า พ่อมาบอกเราว่า จรไปนอนกับท่านชายภาสกร เรานี่ช็อคไปเลย ทีหลังจร จะทำอะไรแบบนี้ต้องบอกเราก่อนนะ”
“ ผู้กำกับก็อีกคน คิดแบบนี้ไปได้ยังไงกัน”
“ อย่าว่าพ่อเลย ใครเห็นแบบนั้นก็คงอดคิดไม่ได้ ท่านชายก็ดูยังหนุ่มแถมไม่มีลูกเมียด้วย สมัยนี้ผู้ชายไทย 2% ล้วนเป็นเกย์กันทั้งนั้น”
“ จริงอ๊ะ?”
“ จริ๊ง” กิ๊ฟยืนยัน
วันนี้เรียนเสร็จ ขจรก็เล่าเรื่อง น้องสาวให้ทุกคนฟัง เลยพากันไปเยี่ยมน้องจอยกันทั้งหมด พอเข้าไปในห้อง ก็พบว่า มีแม่กับน้องๆ มาเฝ้าอยู่ก่อนแล้ว
“ พี่จร จอยอยากลับบ้าน”
ขจรเข้ามาดูอาการ ภายนอกของน้องแล้วก็พยักหน้า แล้วให้พี่พยาบาลช่วยแจ้งอาจารย์หมอด้วย ซึ่งอาจารย์หมอก็อนุญาต
เพื่อนๆ ทุกคนเลยพากันไปบ้านใหม่ของขจร ที่บัดนี้ เป็นตึกแถวรวมแปดห้อง ทุกคนได้แต่อึ้งไปหมด
“ ท่านชายภาสกรจ่ายเงินให้หมดเลยหรือนี่?”
“ อืม ทีแรกเราจะซื้อเองแค่ห้องเดียว แต่ท่านกลับซื้อทั้งแถวเลย”
“ ท่านชายนี่ ท่าทางเขาคงรักจรมากเลยนะ”
“ ท่านคงคิดถึงน้องชาย พอดีหน้าเรามันดันไปเหมือนน้องชายท่าน”
“ เฮ้อ หน้าฉันทำไมไม่เหมือนลูกเจ้านายคนไหนบ้างนะ แย่จังเลย” หัวหน้าเอกเอ่ยแล้วเดินไปรอบๆ ตึก
แล้วทั้งหมดก็ออกมาจากบ้าน แล้วนั่งกินร้านอาหารโต้รุ่งในตลาด ทั้งหมดก็สั่งอาหารจากร้านข้าง หลายร้านมานั่งกินกันอย่างสนุกสนาน
“ กรกันต์ ฉันมีเรื่องอยากปรึกษานาย”
“ เรื่องอะไร”
“ ฉันมีเงิน อยู่ 100 ล้าน ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรให้งอกเงยขึ้นมา นายเป็นลูกหลานเจ้าสัว น่าจะมีช่องทางลงทุนใช่ไหม”
“ อะไรนะ 100 ล้าน ท่านชายให้เงินจรมากขนาดนี้เลยรึ? กิ๊ฟเอ่ยอย่างตกใจ ทุกคนก็ทำตาโต
“ เปล่า เราได้มาจากการเดิมพันชกมวย” ความจริงขจรยังมีเงินอีก 30 ล้านที่ได้มาจากชนะแชมป์โรแลนด์
“ เรื่องนี้คงต้องปรึกษาพี่สี่ ฉันเองก็ไม่รู้”
“ ไม่ต้องเลย เก็บฝากธนาคารเอาไว้ มันก็ไม่บูดไม่เน่านี่”
กิ๊ฟพอรู้ให้ไปถามเกศเกล้าก็รีบห้ามทันที
“ ก็ได้ แล้วแต่กิ๊ฟ ก็แล้วกัน”
คืนนั้นขจรกลับไปนอนที่ตำหนักริมน้ำ ท่านชายเรียกเขาเข้ามาคุยด้วยที่ห้องทำงาน
“ ฉันมีเรื่องอยากให้เธอช่วยงานฉันหน่อยจะได้ไหม”
“ ได้ซิครับ ท่านชายบอกมาได้เลย”
“ กิจการของ ตระกูลนาคบดินทร์ ในตอนนี้ ส่วนใหญ่คือ ธุรกิจโรงแรม ตระกูลของเรามีโรงแรมในกรุงเทพทั้งหมด สิบโรงแรม ทั้งหมดล้วนเป็นโรงแรม หกดาวกันทั้งนั้น และยังมีโรงแรมตามจังหวัดใหญ่ๆ อีก ยี่สิบโรงแรม ฉันเองไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ดังนั้นฉันจึงให้ ลูกของน้องสาม กับ น้องสี่ ช่วยกันดูแลผลประโยชน์
แต่ว่า ในตอนนี้ ผู้ตรวจสอบบัญชีมารายงานฉันว่า บัญชีของโรงแรมทั้งสามสิบ กลับมีปัญหาเรื่องการเงิน ต้องขอเบิกจากส่วนกลางไปช่วยซับพอตอยู่ตลอด
ฉันอยากให้เธอรับตำแหน่งรองประธานบริหารนาคบดินทร์กรุ๊ป ช่วยตรวจสอบ แล้วเข้าประชุมจัดการเรื่องนี้แทนฉันด้วย จะได้ไหม”
“ ผมไม่ใช่นักธุรกิจ ผมจะไปรู้เรื่องราวพวกนี้ได้อย่างไรกัน”
“ ฉันจะให้ผู้จัดการชิน คอยช่วยเธอในเรื่องนี้ แค่ออกหน้าแทนฉันเท่านั้น ฉันเองไม่อยากไล่พวกมันออก ด้วยตัวฉันเอง”
“ หมายความว่า จะให้ผมไปไล่พวกเขาออกหรือครับ”
“ ก็ว่าไปตามหลักฐาน ใครมันทำผิดก็ต้องรับโทษ แล้วแต่เธอจะเห็นสมควรก็แล้วกัน ฉันจะมอบอำนาจให้เธอไปจัดการ”
ขจรได้แต่ตกลง และเข้าใจท่านชายอย่างดี ท่านเองไม่อยากที่จะลงโทษหลานๆของตน แม้นว่า แม่ของพวกเขาจะคิดร้ายกับท่านก็ตาม
พอขจรเดินออกมา ก็พบผู้จัดการชินยืนรออยู่แล้ว
“ ไม่ทราบว่า พรุ่งนี้ ตอนสิบโมงเช้า คุณชายว่างไหมครับ”
“ ก็ว่าง พรุ่งนี้ผมไม่มีเรียน มีอะไรหรือเปล่า”
“ ดีครับ พรุ่งนี้เรามีนัดประชุมกรรมการบริหาร มีวาระให้ตัดสินใจหลายเรื่อง อยากให้คุณชายไปร่วมประชุมแทนท่านชาย วันนี้ท่านชายเครียดมากจริงๆ”
“ มีอะไรหรือเปล่า”
“ วันนี้ ท่านหญิงทั้งสอง พาลูกหลาน มาขอขมาท่านชาย ไม่ให้ท่านชายเอาเรื่อง ทั้งหมด มาคุกเข่าขอร้องตั้งนาน จนท่านชายใจอ่อน และให้อภัย ทั้งหมดเลยกลับไป”
“ เฮ้อ.. ท่านชายก็ใจดีเกินไปจริงๆ พรุ่งนี้ผมจะไปประชุมอะไรนั่นก็ได้”
ขจรเดินกลับห้องไป แล้วนอนหลับแล้วฝันกลับไปในอดีตอีกครั้ง
ภาพในอดีตทับกำลังเดินกลับเข้าที่พัก โดยที่แผ่นหลังมีแผลที่ถูกเฆี่ยนตีมาสามสิบไม้ พอขึ้นเรือนก็นอนคว่ำหน้าหลับไป พ่อตื่นขึ้นมก็รู้สึกข้างหลังเย็นวาบ พอจะหันไปดู ก็มีเสียงผู้หญิงพูดว่า
“ ไม่ต้องหันมา ข้ากำลังจะทายาให้ท่านอยู่” เป็นแก้วฟ้าหรือกิ๊ฟในชาตปัจจุบันนั่นเอง
“ เจ้าช่วยข้าทำไม”
“ พระมเหสีต่างหาก พระนางสั่งให้ข้าเอายามาให้ท่าน ท่านนี่ก็ช่างกล้านัก กล้าขัดพระบัญชาองค์เหนือหัว ไม่กลัวตายเลยหรือไง”
“ เจ้าจะไปรู้อะไร”
“ แล้วท่านรู้มากนักหรือ การลงโทษเผาทั้งเป็น ก็เพื่อให้ผู้คนเกรงกลัว ไม่กล้าทำผิดอีก มิเช่นนั้น ก็สั่งทำโทษตัตหัวไปแล้วก็สิ้นเรื่อง จะสั่งให้เรียกคนมาดูมากมายและเผาทั้งเป็นทำไม แต่ท่านนี่ช่างโง่นัก กลับยิงธนูให้นักโทษทั้งสองคนตายสบายไปซะอย่างนั้น พิธีเผาทั้งเป็นจะไปมีความหมายอย่างไรกันเล่า”
“ รู้ไหม ก่อนตาย หม่อมราตรีบอกอะไรกับข้า”
“ ใครจะไปรู้”
“ นางบอกว่า หากชาติหน้ามีจริง นางก็จะขออยู่กับชายที่นางรักเท่านั้น แม้นว่าต้องตายอีกครั้งก็ยอม”
“ ท่านเลยช่วยให้นางได้ตายเร็วขึ้นอย่างนั้นรึ?”
ทับหันกลับมานั่ง แล้วจับมือของแก้วฟ้าเอาไว้แล้วบอกว่า
“ ข้ากำลังจะบอกว่า ข้าก็เป็นเช่นเดียวกับนาง หากว่าข้ารักผู้ใดแล้ว ข้าจะรักนางผู้นั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตาม”.....