จินหงเหว่ยที่เห็นทุกคนพูดคุยและย่อยความคิดกันแล้ว ก็พูดต่อว่า
“ผู้คุมในเกมนี้อาจจะต้องเก่งความจำดีและมีไหวพริบที่มากหน่อย เพราะต้องคอยดู คอยจำ และบันทึกหลายอย่าง เช่น การเลื่อนระดับของอาชีพทั้งสามในแต่ละทีม เราจะกำหนดให้ผู้คุมเกมเตรียมกระดาษมาสี่แผ่น แบ่งแต่ละแผ่นเป็นของแต่ละทีม”
“ในแต่ละแผ่นจะให้เขียนรายละเอียดของอาชีพเอาไว้ เมื่อมีอาชีพที่ทำแล้วค่าประสบการณ์ขึ้นตามที่เกมกำหนด เช่น นักรบของทีมแดงฆ่ามอนสเตอร์ตัวนั้นได้ค่าประสบการณ์ที่ 5 ก็ให้ลงในใบทีมสีแดงว่า นักรบของทีมนี้มีค่าประสบการณ์ 5 สมมุติว่าเกมของเรากำหนดให้ค่าประสบการณ์ถึง 10 อาชีพนักรบถึงจะเลื่อนระดับไปที่เลเวล 2 พอสู้ไปอีกครั้งแล้วชนะได้มาอีก 5 ก็ให้บันทึกว่า นักรบของทีมสีแดงขึ้นไปที่เลเวล 2 แล้ว
แน่นอนว่าในใบนั้นต้องมีบันทึกของไอเท็มติดตัวของทีมด้วยว่ามีอะไรบ้างในตอนนั้น หลังจากทีมนั้นใช้ออกไปแล้ว ก็ขีดฆ่าทิ้งในส่วนของไอเท็มในใบของทีมนั้น แน่นอนว่าแต่ละทีมเองก็ต้องมีใบจดบันทึกข้อมูลในส่วนนี้ด้วย
ผู้คุมเกมคือคนที่จะมาบันทึกยืนยันอีกทีไม่ให้มีทีมไหนมามั่วนิ่มใส่ข้อมูลเข้าไปเอง เช่น เลเวลของแต่ละอาชีพไม่ตรงกับที่เล่น หรือไอเท็มติดตัวของแต่ละทีม ถ้าทีมไหนใช้ของที่ผู้คุมเกมไม่ได้บันทึกไว้ ก็ถือว่าทำผิดกฎของเกม จะมีการเตือนหรือบทลงโทษอะไรในส่วนนี้เราค่อยปรึกษากันอีกทีว่าจะลงโทษยังไงดี”
จื่อซวานหมิงที่ฟังก็สงสัย “จินหงเหว่ย ถ้างั้นพวกเราจะกำหนดจุดชี้ชัดในการชนะของเกมนี้ยังไง จะเล่นไปเรื่อย ๆ รอให้เงินหมดจนเหลือทีมสุดท้ายแบบนั้นเหรอ?”
จินหงเหว่ยส่ายหน้าไปมาตอบกลับเสียงนิ่งเรียบว่า
“จื่อซวานหมิง ถ้าเราใช้แนวคิดแบบนั้นมันจะเสียเวลามากเกินไป กว่าจะเล่นถึงจุดนั้นคนที่เล่นก็คงจะเบื่อกันก่อนพอดี เราจะกำหนดให้ทุกทีมเดินได้สูงสุดที่หกรอบตารางเท่านั้น เมื่อเดินครบแล้ว ทุกทีมที่เหลือเงินติดตัวมากที่สุดคือผู้ชนะในเกมครั้งนั้น
อาจจะมีบางทีมที่เดินได้ไม่ครบหกรอบ เกิดขึ้นในกรณีที่เงินหมดไม่มีจ่ายในเหตุการณ์ที่ต้องบังคับเสียเงิน เช่น ทีมมีเงินเหลือ 100 แล้วแพ้มอนสเตอร์ที่ถ้าแพ้ต้องเสียเงิน 200 ถ้าเป็นแบบนี้ให้ถือว่าทีมนั้นแพ้ไปเลย แน่นอนว่าในทุกกรณีที่เป็นแบบนี้ ถึงจะไม่ใช่มอนสเตอร์ แต่ถ้าไปเจอใบเหตุการณ์ที่ทำให้เสียเงินมากกว่าที่ทีมมี ก็ถือว่าแพ้เช่นกัน”
หลังจากฟังในประเด็นนี้ ทุกคนก็มาถกเถียงกันว่าจะใช้รูปแบบนี้ในการกำหนดการแพ้ชนะในเกมดีไหม สุดท้ายทุกคนก็โหวตลงมติสนับสนุนแนวทางนี้ของจินหงเหว่ย จากนั้นทุกคนก็ปรึกษากันต่อว่าจะเสริมอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกดีไหม
ในที่สุดก็มีการกำหนดว่า อาชีพนักรบของแต่ละทีมจะเป็นคนเดียวที่ทอยลูกเต๋าในการเดินตารางในเกมนี้ เนื่องจากนักรบเป็นผู้ที่คุ้มครองปกป้องทั้งสองอาชีพจากการเดินทางภายนอก ดังนั้นจึงควรให้สิทธิในการทอยลูกเต๋าเพื่อเดินทางแก่คนที่เป็นอาชีพนี้
นอกจากนี้ในส่วนของไอเท็ม นอกจากจะใช้ได้ในเทิร์นของตัวเองแล้ว ยังมีบางไอเท็มที่สามารถใช้ได้ในเทิร์นของทีมอื่นได้เช่นกัน ซึ่งจะเป็นไอเท็มที่มีผลขัดขวางทีมอื่น แน่นอนว่าไอเท็มแบบนี้ในเกมจะมีไม่เยอะนัก ต้องกำหนดการใช้งานให้ดี มันต้องกำจัดการใช้กันหน่อยสำหรับของที่ใช้ในเทิร์นทีมคนอื่นได้
นอกนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งของที่ใช้ได้ในเทิร์นของตัวเองเท่านั้น ส่วนจะใช้ได้กี่ชิ้นในหนึ่งเทิร์นของแต่ละทีม จะกำหนดตามเลเวลของอาชีพพ่อค้าในทีม ยิ่งเลเวลสูง ทีมก็จะใช้ไอเท็มได้มากขึ้น ยกเว้นไอเท็มที่ใช้ในเทิร์นของทีมอื่น แม้พ่อค้าจะมีเลเวลสูงแค่ไหน ก็จะใช้ได้แค่หนึ่งชิ้นเท่านั้น
หลังจากกำหนดระบบการเล่นทั้งหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือการใส่ข้อมูลรายละเอียดทุกอย่างในเกมนี้ ไม่ว่าจะเป็นตารางช่องสี่เหลี่ยมที่ต้องกำหนดจำนวนช่องในหนึ่งรอบการเดิน หากจำนวนช่องเยอะไปจะทำให้เกมเดินช้ามากเกินไป และถ้าน้อยไปจะทำให้เกมผ่านไปเร็วเกินไป
จึงต้องกำหนดจำนวนช่องให้พอดี จากนั้นต้องวางช่องสามรูปแบบ ได้แก่ ช่องเมือง ช่องทุ่งหญ้า และช่องเหตุการณ์ ต้องวางให้สมดุลกัน หากช่องเมืองเยอะไป จะเจอแต่การหักเงิน ในขณะที่ทุ่งหญ้าเยอะก็เสี่ยงต่อการสู้กับมอนสเตอร์ แต่ช่องเหตุการณ์ต้องมีจำนวนพอสมควรไม่มากไม่น้อยเกินไป และต้องวางตำแหน่งให้ดี ถ้าวางตำแหน่งได้ดี เกมจะสนุกและน่าตื่นเต้นมากขึ้น
ในส่วนของรายละเอียดเมือง ชื่อเมือง และราคาภาษีเข้าเมืองในช่วงแรกของตาราง ต้องวางเป็นเมืองหนึ่งดาวที่ค่าภาษีเข้าไม่แพงจนเกินไป ส่วนช่วงกลางและท้ายตารางจะเพิ่มค่าภาษีเข้าแพงขึ้นตามลำดับ
สำหรับของที่วางขายในเมืองก็ต้องผ่านการวิเคราะห์อย่างดีเพื่อไม่ให้เกมเสียสมดุล โดยเฉพาะไอเท็มที่ขายและดรอปจากมอนสเตอร์ ซึ่งจะเป็นจุดพลิกเกมสำหรับแต่ละทีม การวางกลยุทธ์ว่าจะซื้อหรือเก็บไอเท็มจากเมืองไหนหรือจากการล่ามอนสเตอร์จึงมีความสำคัญมาก
โดยเฉพาะช่วงกลางและหลังเกมที่แต่ละทีมจะมีไอเท็มเยอะขึ้นและพ่อค้าก็จะมีเลเวลสูงขึ้น สามารถใช้ไอเท็มได้หลายชิ้นในเทิร์นของตัวเอง นี่จะเป็นจุดตัดสินของเกม ดังนั้นการกำหนดความสามารถของไอเท็มต้องมีความหลากหลายและสามารถพลิกแพลงได้ในหลายด้าน หากทำจุดนี้ดี เกมจะประสบความสำเร็จมากกว่าครึ่ง
มอนสเตอร์ในช่องทุ่งหญ้าก็ใช้หลักการเดียวกับเมือง ช่วงแรกจะมีแต้มเต๋าโจมตีที่น้อยมากก่อน ช่วงกลางและช่วงหลังก็ปรับให้เพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม ค่าประสบการณ์หลังจากการสู้ชนะ เงินที่ได้จากการชนะ เงินที่เสียจากการแพ้ หรือไอเท็มที่อาจได้จากมอนสเตอร์พวกนี้ต้องคิดให้ดีและเหมาะสมควบคู่ไปกับการเก็บค่าประสบการณ์ของนักรบด้วย พวกมอนสเตอร์ที่มีแต้มโจมตีมากกว่าห้าควรใส่ไว้ในตาเดินตารางรอบที่สามถึงจะเหมาะสม ถึงตอนนั้นนักรบของทุกทีมควรได้ทอยสองลูกเต๋ากันหมดแล้ว
ช่องเหตุการณ์นี้สำคัญมาก นอกจากการวางตำแหน่งในตารางให้ดีแล้ว ผลของแต่ละใบที่คิดไว้ต้องสร้างความน่าสนใจ หลากหลาย กดดัน และที่สำคัญต้องเป็นผลดีสุด ๆ สำหรับผู้เล่น เช่น การถูกหวยได้เงินจำนวนมาก ถ้าเปิดมาเจอเหตุการณ์นี้ทีมนั้นจากที่แย่ ๆ อยู่ก็อาจพลิกสถานการณ์ขึ้นมาได้
แน่นอนว่าต้องมีหลาย ๆ รูปแบบ จุดนี้ต้องไปปรึกษาหารือกันอีกที และต้องเอาไปลองเล่นช่วงทดสอบจริงดูก่อน ไม่แน่อาจจะมีบางสิ่งที่คิดว่าอยากใส่เพิ่ม หรือบางอย่างที่ทำให้เกมเสียสมดุลมากไปก็ต้องตัดออกไป ก่อนทำออกมาเสร็จสมบูรณ์พร้อมลงคลิปวีดีโอ ก็ต้องเอาไปทดสอบเล่นเพื่อหาข้อบกพร่องก่อนอยู่แล้ว
อาชีพทั้งสามกำหนดไว้ครบแล้วว่ามีความสามารถทำอะไรได้บ้างในเกมนี้ เหลือแค่การเซ็ตว่าเมื่อเลเวลเพิ่มขึ้นจะมีความสามารถอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกบ้าง และค่าประสบการณ์ในแต่ละระดับควรกำหนดไว้ที่ตัวเลขเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม
จุดนี้ต้องดูควบคู่กับสิ่งที่แต่ละอาชีพทำเพื่อใช้เพิ่มค่าประสบการณ์ ต้องทำให้สมดุล เพื่อให้ผู้เล่นสนุกกับการอยากเพิ่มเลเวลตัวละครให้เร็ว ๆ คงต้องไปปรึกษาจุดนี้กันให้ดีอีกทีว่าจะใส่กันแบบไหนดี
จุดสำคัญที่ต้องคิดอีกจุดคือการกำหนดเงินเริ่มต้นของแต่ละทีมในตอนต้นเกม ควรมีเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ดูแล้วน่าจะเป็นจุดที่ต้องคิดไว้หลังสุด เพราะต้องกำหนดทุกอย่างให้เสร็จหมดก่อน หากให้เงินมามากไปก็จะเฟ้อ น้อยไปก็อาจทำให้เกมจบเร็วเกินไป ทั้งที่เล่นไปได้ไม่นาน
คงต้องทดลองเล่นหลาย ๆ รอบในแต่ละยอดเงินตั้งต้นที่กำหนด เพื่อหายอดเงินที่เหมาะสมและสมดุลที่สุดในการทดลองเล่น จากนั้นก็เลือกใส่ยอดเงินนั้นไป จุดนี้อาจดูเหมือนไม่สำคัญ แต่จริง ๆ แล้วมันสำคัญมาก จะละเลยไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากตัวเลขเงินไม่ดีจนทำให้เกมจบเร็วเกินไป ต่อให้จุดอื่นจะดีแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์