‘โซ่ผนึกจิต?? ทักษะจิตแบบนี้ วิธีการใช้พลังจิตเหมือนกับคนในโลกแห่งวิทยาการเลย เจ้านี่เป็นใครกันแน่??’ ฮันเตอร์ที่เห็นเมจิกถูกมัดไว้ด้วยโซ่ขอรับรู้ได้ทันทีว่าโซ่นั่นก็คือทักษะโซ่ผนึกจิต และ ที่เขารับรู้ได้ก็เพราะว่าฮันเตอร์เคยมีศัตรูตัวฉกาจที่ชื่อว่าเกลผู้ใช้พลังจิตจากสมาคมหัวขโมยของเมืองอันเดอร์รูฟ
หากให้นับคนทั้งหกภายในที่แห่งนี้เมจิกมีพลังเป็นรองเพียงอวี้จาง แต่การที่เมจิกถูกเล่นงานอย่างง่ายๆ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้พลังจิตซ่อนเร้น และ ความสามารถของผู้ใช้พลังจิตได้เป็นอย่างดี เมจิกที่แข็งแกร่งโดนผนึกลงไปอย่างง่ายดาย
“สบายใจเสียจริง” อวี้จางกล่าวออกมาอย่างเย็นชา แต่ในตาของเขาแฝงไว้ด้วยความโมโห คนภายในกลุ่มของตนเองถูกจัดการโดยที่สัมผัสปราณของตัวของไม่อาจรับรู้ได้ คนที่มั่นใจในพลังของตนเองอย่างอวี้จางจึงรู้สึกว่ากำลังถูกอีกฝ่ายดูถูกอยู่ ยิ่งอวี้จางมองไปสิ่งที่เห็นก็คือลุคกำลังพยายามสำรวจกริมัวร์ของเมจิกโดยที่ไม่สนใจรอบๆ เลยแม้แต่น้อย จิตสังหารของอวี้จางระเบิดของมาจากร่าง ยิ่งเมื่อรวมกับดาบที่มีแรงอาฆาตอันรุนแรง จิตสังหารของอวี้จางรุนแรงยิ่งกว่าเดิม และ เดินตรงไปหาลุคที่สำรวจกริมัวร์อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ลมปราณทมิฬค่อยๆ ไหลไปทั่วดาบที่อวี้จางกำลังถืออยู่ ครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งดาบถูกใส่ไว้ภายในดาบ
“เดี๋ยวก่อน!! อย่าโจมตีนี่อาจเป็นกับดักของเจ้านั่น” ฮันเตอร์ที่สัมผัสได้ถึงจิตสังหารของอวี้จางพยายามตะโกนบอก จากข้อมูลที่เสวี้ยเจ๋อให้มาลุคและอูหลินเฟิงเป็นพวกที่ถนัดการตั้งรับโดยใช้ภาพมายา ชอบให้คนอื่นโจมตีก่อนเพื่อดูรูปแบบการต่อสู้แล้วค่อยส่วนกลับ เป็นรูปแบบการต่อสู้ที่จะพบเจอได้บ่อยๆ ภายในโลกแห่งจิตและวิทยาการ การต่อสู้ของผู้ใช้พลังจิตมักจะเป็นการหลอกล่อให้อีกฝ่ายใช้พลังออกมาก่อน แล้วค่อยตลบหลังอีกฝ่าย แต่น่าเสียดายที่เสียงของฮันเตอร์ส่งออกมาช้าเกินไป
ดาบปราณทมิฬ กลืนกินสรรพสิ่ง
อวี้จางตวัดดาบส่งคลื่นดาบสีดำทมิฬตรงไปยังร่างของลุคที่กำลังอ่านกริมัวร์อย่างสบายใจ ทันทีที่ลุคเห็นคลื่นดาบถูกส่งเข้ามาก็ได้ยกยิ้มขึ้นมาแต่กลับไม่หลบหนีไปแม้แต่น้อย ราวกับยินยอมให้ถูกฟัน
คลื่นดาบนั้นได้ตัดเข้าไปยังร่างของลุค เลือดสีแดงสาดกระจายไปจนทั่ว ร่างของลุคค่อยๆล้มลงพร้อมกับรอยยิ้ม แต่ก่อนที่ร่างนั้นจะล้มลงถึงพื้นใบหน้าของลุคค่อยๆ เปลี่ยนไปจนกลายเป็นเมจิก จากลุคกลายเป็นเมกิจและจากเมจิกกลายเป็นลุค ผู้ที่ถูกฟันกลายเป็นเมจิกแทนลุค
“อ๊าก..ต้อง..ตาย..แบบ..นี้..เนี่ย..นะ.” ในที่สุดทุกคนก็ได้ยินทำพูดของเมจิก คลื่นดาบที่ฟันออกมาทำให้ผ้าที่อุดปากของเมจิกหลุดออกมาจนทุกคนได้ยินเสียงของเขา และนั่นก็เป็นคำพูดสุดท้ายของเมจิก
“โธ่เว้ย!!” ฮันเตอร์ร้องออกมาอย่างหัวเสีย เมื่อพวกเดียวกันไม่สนใจที่จะฟังคำของตนเอง
“ชิ” อวี้จางส่งออกมาอย่างขัดใจ
“อ้าว ทำไมถึงไม่พูดกันดีๆล่ะ อยู่ๆ ก็ฆ่ากันเองซะงั้น” ลุคพูดออกมาพร้อมกับหยิบไม้ขึ้นมาจิ้มไปยังร่างของเมจิก “ตายแล้วละนะ ใจร้ายจริงๆเลยนะ อวี้จางแค่ลูกน้องถูกจับได้ง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องถึงกับฆ่ากันเลยแท้ๆ เฮ้อ นิสัยแบบนี้ระวังจะไม่มีเพื่อนคบนะ.....แต่ว่าคุณชายอวี้ผู้ยิ่งใหญ่กลับไม่สามารถที่จะมองทะลุภาพมายาเด็กเล่นได้งั้นเหรอ กระจอกจริงๆ เลยนะ”
“เจ้า!!” เว่ยเว่ยที่ได้ได้ยินคนพูดจาดูถูกอวี้จางคิดจะโจมตีไปยังลุค ไม่ใช่เพียงแค่นั้นทั้งเว่ยเว่ยและแม่มดน้ำแข็งเองก็คิดจะโจมตีเช่นเดียวกัน
“คิดดีแล้วงั้นเหรอที่จะโจมตีมา แน่ใจใช่ไหมว่าฉันที่อยู่ตรงนี้คือตัวจริง แน่ใจใช่ไหมว่าไม่มีเพื่อนในกลุ่มคนไหนที่ถูกจับ” ลุคพูดพร้อมกับยิ้มไปด้วย เมื่อคนที่คิดจะโจมตีได้ยินแบบนั้นกระบวนท่าที่กำลังจะถูกส่งออกมาจึงถูกหยุดไว้ เพียงคำพูดเดียวของลุคสามารถทำให้การตัดสินใจที่จะโจมตีหยุดชะงักได้ทันที
“อย่าหลงกลคำยั่วยุของมันเด็ดขาด ลืมอ่านข้อมูลของเจ้าพวกนี้หรือไง!!!” ฮันเตอร์ตะโกนเตือนทุกคนภายในกลุ่ม แม้ว่าคนจากโลกแห่งจิตเกือบทุกคนจะได้อ่านข้อมูลของจอมยุทธ์แต่ละคนของกองทัพพันธมิตร แต่คงมีเพียงฮันเตอร์ที่อ่านข้อมูลของแต่ละคนซ้ำไปมา ส่วนคนอื่นๆ นั้นมักอ่านข้อมูลเพียงครั้งเดียวแล้วผ่านไป
“เหมือนว่าข้อมูลรูปแบบการต่อสู้จะรั่วไหลออกไปจริงๆ สินะ ถ้าเป็นแบบนั้นละก็ไม่สู้กับพวกนายแล้ว ฉันได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” ลุคพูดพร้อมๆ กับหยิบกริมัวร์ขึ้นมาโชว์ แต่ของที่เขาหยิบมาโชว์นั้นไม่ได้มีเพียงแค่กริมัวร์ของเมจิก แต่อีกมือของเขามีไม้เท้ามนตราของแม่มดน้ำแข็งถืออยู่อีกด้วย
“ไม้เท้านั้น!! หรือว่า…” ฮันเตอร์ที่เห็นไม้เท้าของแม่มดน้ำแข็งก็ได้หันไปยังจุดล่าสุดที่เขาเห็นแม่มดน้ำแข็งยืนอยู่ แต่สิ่งที่ฮันเตอร์เห็นมีเพียงแค่แม่น้ำแข็งที่กำลังยืนอย่างเหม่อลอยเท่านั้น แต่หากสังเกตที่เสื้อผ้าของแม่มดน้ำแข็งดูดีๆ จะพบว่าตอนนี้มีบางสิ่งกำลังรัดตัวของนางอยู่ โดยที่สิ่งสิ่งนั้นกำลังล่องหน
“ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” เว่ยเว่ยที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบฟาดแส้วารีไปรอบๆ ตัวของแม่มดน้ำแข็ง จากนั้นโซ่จำนวนมากที่กำลังล่องหนอยู่ก็ถูกทำลายลงปลดปล่อยแม่มดน้ำแข็งให้เป็นอิสระ เมื่อแม่มดน้ำแข็งสามารถออกมาจากการพันธนาการได้ก็รับรู้ได้ทันทีว่าตนเองถูกขโมยไม้เท้าประจำตัว
“คืนคทาของข้ามานะ ไอ้หัวขโมย” แม่มดน้ำแข็งตะโกนร้องออกไปทันที
“ขอบคุณที่ชมนะ คนเกือบสวย แต่ถึงจะชมผมแบบนั้นผมก็ไม่คืนให้หรอก เป้าหมายของผมก็คืออาร์ติแฟกต์เวทมนตร์พวกนี้ตั้งแต่แรกแล้ว” ลุคบอกพร้อมกับโบกไม้เท้าและกริมัวร์ไปมา
‘ไม่อยากจะเชื่อว่านอกจากมิราจแล้ว จะยังมีคนที่มีพลังจิตซ่อนเร้นและพลังมายาสูงระดับนี้ แต่ว่าระดับแบบนี้มันน่าจะอยู่ในเจตจำนงแห่งการซ่อนเร้นแล้ว พลังจิตรับรู้และพลังจิตค้นหาของเราถึงไม่สามารถมองทะลุได้ ส่วนโซ่นั้นนอกจากจะมีความสามารถในการผนึกพลังจิตแล้ว ดูจากแววตาที่เหม่อลอยของแม่มดน้ำแข็งก่อนที่จะถูกช่วยออกมา โซ่นั้นต้องมีความสามารถในการหลอนประสาทด้วยแน่นอน แบบนี้แย่แน่ๆ’ ฮันเตอร์ที่เห็นพลังของลุค คิดภายในใจอย่างเคร่งเครียด ลุคไม่ได้แสดงพลังโจมตีที่รุนแรงจนทุกคนตื่นตะลึง แต่เป็นพลังการซ่อนเร้นและพลังมายาที่น่าหวาดหวั่น
ในตอนนั้นเองในขณะที่ทุกคนกำลังคิดหาทางรับมือกับภาพมายา ภายในจิตวิญญาณของลุคก็ได้ยินเสียงเรียกของอูหลินเฟิงที่ให้รีบกลับไปรวมตัว
“เหมือนว่าจะเถลไถลนานไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ได้ของที่ต้องการแล้ว ไปแล้วนะ บาย!!” พูดจบลุคก็ค่อยๆ สลายหายไปราวกับว่าไม่เคยยืนอยู่ตรงนั้น
“กลับมาก่อนนะเจ้าบ้า คืนคทาของข้ามา!!!” แม่มดน้ำแข็งตะโกนอย่างโมโห เมื่อเห็นว่าลุคหายไปจากสายตาของตนเอง
“เฮ้อ เจ้านั่นไปจนได้” ฮันเตอร์ถอนหายใจอย่างโล่งอก หากว่าคนๆ นั้นอยู่ตรงนี้ต่อไป ต่อให้อวี้จางจะยังอยู่ตรงนี้เขาก็ไม่สามารถสังหารเสวี่ยหานเอ๋อร์ได้อยู่ได้
“แปลกจริงๆ ทั้งๆ ที่ถ้ารั้งอยู่ต่อก็จะไม่มีใครสามารถสังหารผู้มีพลังพฤกษาได้แท้ๆ” อวี้จางกล่าวพร้อมๆ กับมองไปภายในม่านวารี แต่ก่อนที่ทุกคนของฝั่งแดนจันทราจะทันเคลื่อนไหวหรือคิดอะไรต่อไป ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงพลังที่รุนแรงระเบิดออกจากภายในม่านมหาสมุทรของตงฟางชุน พลังของมันมหาศาลมากและยังสามารถสร้างแรงกดดันอันมหาศาลแก่จิตใจของทุกคน เสียงของสองสัตว์ร้ายอย่างพยัคฆ์และคชสารดังก้องไปทั่ว
เพลงหมัดพยัคฆ์คชสาร คชสารทลายโลกา ร่างเงาของคชสารขนาดใหญ่ที่แฝงไว้ด้วยพลังหมัดพุ่งออกมาจากม่านวารีโจมตีเข้าไปยังอวี้จาง
ดาบปราณทมิฬ กลืนกินสรรพสิ่ง อวี้จางที่ระวังตัวอยู่ตลอดเวลาก็ได้ฟาดฟันโจมตีสวนกลับไปยังร่างเงาของคชสารที่พุ่งมาหาตนเอง
แต่ว่าคลื่นดาบทมิฬอันแข็งแกร่งที่ถูกเสริมกำลัง โดยครึ่งก้าวเจตจำนงแห่งดาบและดาบระดับสิบกลับไม่อาจทำลายเงาของคชสารลงไปได้
‘เงาของคชสารตัวนี้ มีพลังแฝงรุนแรงยิ่งนัก!! ขนาดปราณความมืดของข้ายังไม่อาจกลืนกินได้หมด เป็นไปได้ไงกัน!!’ อวี้จางที่ใช้ดาบปะทะกับร่างเงาของคชสารคิดในใจอย่างตื่นตระหนก ลี่เจียงไม่ใช่คนที่อยู่ในร้อยมังกรทะยาน แต่กลับสามารถสร้างพลังโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้ได้ แถมพลังหมัดนี้ลมปราณทมิฬของเขาไม่สามารถกัดกินและย่อยสลายได้ การปะทะกันเมื่อคู่ถึงกับทำให้อวี้จางถอยไปถึงสามก้าวก่อนที่จะสามารถใช้ดาบของตนเองเบี่ยงวิถีของเงาคชสารได้
คนที่ตกตะลึงไม่ได้มีเพียงแค่อวี้จางที่เป็นคนรับมือกับกระบวนท่านั้น แต่ว่าตงฟางชุนเองก็ตกตะลึงเช่นเดียวกันที่ลี่เจียงสามารถโจมตีได้รุนแรงถึงขนาดนั้น
“เจ้าแข็งแกร่งขนาดนี้เลยงั้นเหรอ” ตงฟางชุนกล่าวออกมาอย่างสงสัยและตกใจ
“ในตอนนี้ข้าก็อยากรู้ ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตนเองเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นองค์ชายตงฟางชุน หลังจากนี้ข้าขอจัดการเอง ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็โปรดช่วยสนับสนุนก็พอ” ลี่เจียงกล่าวพร้อมกับจ้องมองไปยังอวี้จางอย่างท้าทาย ในการประลองก่อนหน้านี้เขาไม่อาจที่จะใช้ความสามารถทั้งหมดออกมาได้ ในตอนนี้เขาอยากรู้นักว่าเพลงหมัดพยัคฆ์คชสารที่ตัวเองได้รับมาจะแสดงพลังได้มากแค่ไหน จะสามารถปะทะกับอันดับหนึ่ง แห่งสถาบันเทพราชันได้หรือไม่
ลี่เจียงค่อยๆ เดินออกจากม่านมหาสมุทร ท่าทางของเขาในตอนนี้ทั้งองอาจและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ราวกับภูผาที่ไม่มีวันพังทลาย เดินเข้ามาประจันหน้ากับอวี้จางอย่างไม่เกรงกลัว
“เพียงแค่สามารถส่งพลังหมัดที่รุนแรงได้ ถึงกับมีความมั่นใจขนาดนี้เชียว คิดว่าเจ้าคนเดียวจะสามารถหยุดพวกเราห้าคนได้งั้นหรือ ถ้าหากว่าไม่มีผู้ใช้วิชามายาคนนั้นคอยช่วย ต่อให้เจ้าสามคนร่วมมือกันก็ไม่ได้น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย” อวี้จางกล่าวพร้อมกับมองไปลี่เจียงที่เดินเข้ามา
“ที่ลุคยอมจากไปโดยง่าย ก็เพราะว่าเขาเชื่อใจว่าพวกเราจะสามารถเอาชนะพวกเจ้าได้ทั้งหมด” ลี่เจียงกล่าว พร้อมกับเดินมาหยุดอยู่ไม่ห่างจากอวี้จางมากนัก
“เหอะถ้าไม่มีเจ้านั่น พวกแกก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย” แม่มดน้ำแข็งพูดออกมา ในตอนนี้นางกำลังโมโหสุดขีดที่โดนขโมยของ พลังเวทมากมายระเบิดออกมาจากร่างของนาง แต่ถึงจะมีพลังเวทมากมายแต่นางก็ไม่อาจที่จะสร้างพลังโจมตีได้มากเท่าเดิมอีกต่อไป
“ก็ลองดูแล้วกันว่าจะรับการโจมตีของพวกเราได้อีกหรือไม่” เว่ยเว่ยกล่าว
“ประสานพลังกันอีกรอบ” ถิงถิงกล่าว จากนั้นถิงถิง เว่ยเว่ย และ ถิงถิง ก็ได้ประสานพลังกันอีกรอบ คราวนี้เป้าหมายการโจมตีก็คือลี่เจียงที่ออกมานอกม่านมหาสมุทรเพียงคนเดียว ยังมีฮันเตอร์ และ อวี้จางที่คิดจะโจมตีสังหารลี่เจียงให้ตายภายในครั้งเดียว
ปราณปฐพี กายยักษาศิลาขั้นที่สองกระบวนที่หนึ่ง แปลงกายยักษ์ศิลาสี่กร
กระบวนท่าที่มีพลังป้องกันสูงที่สุดของลี่เจียงถูกใช้ออกมาทันทีเมื่อเขาเห็นว่าทุกๆ คนรอบคิดจะโจมตีมาทางเขา ร่างกายของลี่เจียงได้กลายเป็นยักษ์ศิลาอีกครั้ง แต่คราวนี้ร่างยักษ์ศิลามีถึงสี่แขน ปราณปฐพีที่รุนแรงระเบิดออกมาจากร่างของยักษ์ศิลา ในตอนนี้ร่างกายของยักษ์ศิลาประสานพลังเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นปฐพี
รวมจิตประสานปราณเวท อาณาเขตเหมันต์คุกน้ำแข็งพันปี บรรยากาศโดยรอบยักษ์น้ำแข็งค่อยๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว ผิวหนังของยักษ์ศิลาค่อยๆ เกิดไอเย็นปกคลุม จากนั้นเพียงพริบตาร่างของยักษ์ศิลาก็ได้น้ำแข็งปกคลุมจนไม่อาจขยับได้อีกต่อไป ถูกผนึกไว้ในน้ำแข็งโดยสมบูรณ์
ดาบปราณทมิฬ กลืนกินสรรพสิ่ง อวี้จางปักดาบลงบนพื้น ส่งลมปราณทมิฬผ่านพื้นดิน จากนั้นบริเวณรอบๆ ยักษ์ศิลาได้มีพลังแห่งความมืดจำนวนมากพุ่งออกมาจากพื้นดิน ร่างของยักษ์ศิลาที่นอกจากจะถูกน้ำแข็งปกคลุมแล้ว ยังถูกไอความมืดของลมปราณทมิฬปกคลุมไว้ทั่วร่าง ในตอนนี้ราวกับยักษ์ศิลากำลังตกสู่ห้วงแห่งความมืดที่มีความเย็นยะเยือกแฝงไว้อยู่ภายใน ร่างของยักษ์ศิลาสี่แขนถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดจนไม่อาจสามารถเห็นรูปร่างที่ชัดเจนของยักษ์ศิลาได้เลย อวี้จางและทุกๆ คนต่างมองตรงไปยังร่างที่ถูกความมืดห่อหุ้มไว้ แต่หลังจากที่ผ่านไปหลายวินาทีร่างของยักษ์ศิลาก็ยังไม่ขยับราวกับว่าตอนนี้มันไม่อาจขยับได้อีกต่อไปแล้ว
“ถึงจะหลบอยู่ภายในร่างของยักษ์ศิลา แต่ปล่อยไว้แบบนี้อีกไม่นาน เจ้าก็จะต้องถูกลมปราณทมิฬค่อยๆ กลืนกินลมปราณจนตายไปอย่างช้าๆ และยังไม่อาจขยับได้จากความเย็นอันมหาศาล” อวี้จางกล่าว ไม่ว่าจะลมปราณธาตุอะไรก็ตามหากถูกห่อหุ้มไว้ด้วยลมปราณธาตุมืดย่อมไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป จากนั้นก็ได้ผ่านไปหาตงฟางชุนและเสวี่ยหานเอ๋อร์ที่อยู่ภายในม่านวารี “ต่อไปก็ถึงตามพวกเจ้าแล้ว”
“สุดท้ายแล้วก็เหลือเพียงแค่เจ้าสองคน” เว่ยเว่ยกล่าว
“ไม่ต้องพูดอะไรเยอะแล้วลงมือเถอะ” ถิงถิงกล่าว
“เดี๋ยวข้าจะถ่วงเวลาพวกนี้ไว้ เจ้ารีบหนีไป” ตงฟางชุนที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้ากล่าวออกมาอย่างเคร่งเครียด ‘ไอ้เจ้าลี่เจียงนั่น เดินเข้าไปตายแบบโง่ๆ เลย’ ตงฟางชุนคิดและมองไปรอบๆ ในตอนนี้ทุกๆ คนกำลังหันมามองทางม่านวารีเป็นตาเดียว
“ไม่เป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะ คุณชายลี่ยังไม่ตายเสียหน่อย” เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าวพร้อมกับยิ้มไปด้วย นางกล่าวด้วยเสียงเบาที่ได้ยินกันเพียงสองคน นางที่มีดวงตาที่สามารถมองเห็นพลังชีวิตได้ ย่อมต้องสามารถมองเห็นได้ว่าตอนนี้พลังชีวิตของลี่เจียงยังคงเต็มเปี่ยมอยู่เหมือนเดิม
“ห่ะ?” ตงฟางชุนร้องออกมาอย่างสงสัยพร้อมกับจ้องมองไปยังความมืดที่กำลังลุกโชนอยู่
‘จะบอกว่าโดนไปขนาดนั้นแล้วยังรอดได้เนี่ยนะ’
ทางด้านของอวี้จาง เว่ยเว่ย ถิงถิง แม่มดน้ำแข็งระเบิดพลังของตนเองออกมาอีกครั้งแต่ละคนกำลังจะออกกระบวนท่าของตนเอง แต่ว่าในตอนนั้นเองร่างของยักษ์ศิลาที่ทุกคนคิดว่าไม่อาจขยับได้แล้วกลับระเบิดพลังที่รุนแรงออกมา พลังของสัตว์ร้ายระเบิดออกมาจากภายในความมืด เสียงร้องของพญาคชสารและราชันพยัคฆ์กู่ร้องออกมาจากภายในความมืด แรงกดดันจากดวงวิญญาณสัตว์อสูรระดับราชันระเบิดออกมา
เพลงหมัดพยัคฆ์คชสาร พยัคฆ์คชสารถล่มปฐพีทลายนภา ลี่เจียงที่รอคอยจังหวะอยู่ภายในความมืดของปราณทมิฬ รอคอยให้คนทั้งหมดเดินเข้าไปอยู่ในจุดที่หากเขาโจมตีจะสามารถจัดการได้ภายในครั้งเดียว และ หลังจากที่เขาแกล้งทำเป็นว่าไม่อาจขยับได้อีกต่อไป อวี้จางก็เดินไปในแบบที่เขาต้องการ
แขนทั้งสี่ของยักษ์ศิลาเปล่งประกายพลังของสองสัตว์ร้าย ต่อยออกไปพร้อมกันทั้งสี่แขนส่งพลังหมัดที่แฝงไว้ด้วยพลังของสัตว์ร้ายทั้งสองออกไป การระเบิดพลังหมัดครั้งนี้เรียกได้ว่าลี่เจียงใส่สุดแรง พลังหมัดนอกจากจะมีร่างเงาของสองสัตว์ร้ายแล้วยังมีแรงอัดกระแทกของลมที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง
การระเบิดพลังโจมตีของลี่เจียงนั้นอาศัยจังหวะเพียงพริบตาก่อนที่คนของแดนจันทราโลหิตที่โจมตี อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว การโจมตีของลี่เจียงมีเพียงอวี้จางและฮันเตอร์ที่สามารถหลบได้ เพลงหมัดที่รุนแรงพลังโจมตีไปยังเว่ยเว่ย ถิงถิง และ แม่มดน้ำแข็ง แม้ว่าพลังของมันจะรุนแรงแต่ทั้งสามก็ยังสามารถโคจรลมปราณป้องกันตนเองได้ แม้ว่าจะสามารถรักษาชีวิตได้แต่ว่าบาดเจ็บจนไม่อาจสู้ต่อ
"บ้าน่า!! ยังขยับได้ยังไงกัน"อวี้จางกล่าวออกมาอย่างตื่นตะลึง การประสานพลังเมื่อครู่ต่อให้เป็นเขาก็อาจไม่สามารถขยับได้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่เป็นอะไรเลย
"เจ้านี่แข็งแกร่งขนาดนี้เลยงั้นหรือ"ฮันเตอร์พูดออกมาอย่างตกตะลึงเช่นกัน
“ดูเหมือนว่า จะเหลือเพียงเจ้าสองคนแล้วสินะ” ลี่เจียงในร่างของยักษ์ศิลากล่าว
“ต่อให้เหลือข้าเพียงคนเดียวก็สามารถชนะเจ้าได้” อวี้จางกล่าว
“องค์ชายตงฟางชุน พาเสวี่ยหานเอ๋อร์หนีไปก่อน ข้าจะรับมือกับอวี้จางคนเดียว” จงหมิ่นกล่าว เขามองไปยังอวี้จางอย่างไม่วางตาถึงแม้จะพูดกับตงฟางชุนก็ได้
“ดะ ได้ พวกเราไปกันเถอะ” ตงฟางชุนที่ได้สติจากการเห็นพลังของโจมตีลี่เจียงก็รีบพาเสวี่ยหานเอ๋อร์ออกไปทันที
“ข้าจะตามพวกนั้นไปเอง” ฮันเตอร์กล่าวแต่ว่า ในตอนนั้นเองฮันเตอร์ก็ได้รับการติดต่อมาจากเสวี้ยเจ๋อ ‘ฮันเตอร์เจ้ามีภารกิจใหม่ เป้าหมายของภารกิจครั้งนี้คือ…’
..
..
จบตอน