ตอนที่ 104:เยว่เยว่ฉี่ราดที่นอน
เมื่อเปิดเวย์ป๋อขึ้นมาการค้นหายอดนิยมสามอันดับที่ร้อนแรงที่สุดในชั่วโมงนี้ก็ล้วนเเต่เกี่ยวข้องกับหลิวจือเซียไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มนักแต่งเพลง ‘เพราะรัก’ หรือ ‘รักเธอจริง ๆ ’
สำหรับสิ่งที่เป็นที่ค้นหาร้อนแรงในเวย์ป๋อตอนนี้แน่นอนว่าจะต้องหนีไม่พ้นหลิวจือเซียและนักเขียนเซียเยว่
เเต่อาจเป็นเพราะหลิวจือเซียเป็นนักร้องอยู่เเล้วจึงทำให้การค้นหาของเขานั้นมากกว่าเซียเยว่ไม่น้อย
เมื่อลองย้อนกลับมาดูหน้าโปรไฟล์เวย์ป๋อของตัวเองก็พบว่ายอดผู้ติดตามของเขานั้นทะลุ10.21 ล้านคนไปเเล้ว
ถ้าเกิดว่าจะเเบ่งการวัดระดับของจำนวนผู้ติดตามบนเวย์ป๋อเเล้วเช่นนั้นหลิวจือเซียก็คงจะถูกจัดลำดับเป็นนักร้องลำดับต้น ๆ ของประเทศ
เมื่อออกจากเวย์ป๋อและลองเปิดข้อความบนมือถือดูส่วนมากก็ล้วนเเต่เป็นข้อความจากมิตรสหายทว่าก็มีข้อความหนึ่งถูกส่งมาจากเบอร์มือถือที่ไม่คุ้นอยู่เหมือนกัน
“ทำไมมีเบอร์แปลก ๆ อยู่ด้วยนะ ? ”หลิวจือเซียขมวดคิ้วแล้วกดเข้าไปอ่านเเต่ละข้อความ
เบอร์โทรศัพท์ที่มีชื่อนั้นส่งข้อความที่มีเนื้อหาไม่แตกต่างจากในวีแชทมากนัก
ส่วนเบอร์เเปลกที่ส่งข้อความมาสิบกว่าข้อความนั้นส่วนมากก็จะมาจากบริษัทด้านการบันเทิง สตูดิโอของดารา และยังมีโปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย
ในเมื่อทำงานในวงการบันเทิงมานานหลายปีคนพวกนี้ก็ย่อมมีช่องทางติดต่อของตนและสามารถหาเบอร์โทรศัพท์ของหลิวจือเซียได้ไม่ยากเพียงเเต่ว่าคืนวันนั้นพวกเขาโทรมาไม่ติดเพราะว่าหลิวจือเซียมีนิสัยที่ชอบปิดเครื่องโทรศัพท์นั่นเอง
เมื่อจนหนทางเเล้วจริง ๆ พวกเขาจึงเลือกเเผนการที่สองเลือกที่จะส่งข้อความหาหลิวจือเซียแทนแน่นอนว่าเหตุผลก็ย่อมหวังให้หลิวจือเซียตอบข้อความกลับมาในตอนที่เห็นข้อความเหล่านี้เเล้ว
เเต่ก็น่าเสียดายที่หลิวจือเซียนั้นเป็นคนที่ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวเขาก็เลยลบข้อความจากบริษัทในแวดวงบันเทิง สตูดิโอดาราและโปรดิวเซอร์พวกนั้นทิ้งไป
ตอนนี้คนในวงการบันเทิงมีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นศิลปินในสังกัดบริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์และพวกบริษัทบันเทิงชั้นนำพวกนั้นก็รู้ดีว่าผู้จัดการของเขาก็คือหลางเวิ่นซิงนี่ก็ทำให้เห็นกันอย่างโจ่งแจ้งเเล้วว่าบริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนท์นั้นให้ความสำคัญกับหลิวจือเซียและไม่มีทางที่จะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ
หากไม่สนใจก็ไม่ต้องตอบมันไปเลยเสียจะดีกว่าดังนั้นบริษัทบันเทิงแถวหน้าพวกนี้ต่างก็ต้องเจอกับความเงียบกันไปเป็นแถบ ๆ
ส่วนเจตนาของบริษัทที่ติดต่อเขามาอันนี้ไม่ต้องพูดก็เป็นอันเข้าใจ
หลิวจือเซียไม่ได้มีความอดทนมากพอที่จะนั่งไล่ตอบข้อความของพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมด
นอกจากเบอร์เเปลก ๆ ที่ไม่คุ้นพวกนี้เเล้วก็ยังมีสองข้อความจากเบอร์เเปลก ๆ ที่ค่อนข้างจะพิเศษ
หนึ่งในนั้นก็คือข้อความจากสถานีโทรทัศน์จิงฮัวที่ส่งมาในเวลาประมาณหกโมงเช้า
“สวัสดี สหายน้อยเซียเยว่ฉันคือฮัวชุนเซิงได้เบอร์ติดต่อมาจากหัวหน้าบรรณาธิการของสำนักพิมพ์อี้ฮวากวีห้าพยางค์เเบบโบราณของคุณได้ดึงดูดผมมาก ๆ คิดว่าผลงานของคุณสูงส่งมากและมีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมสมาคมนักเขียนจีนเพียงเเต่ช่วงสองสามวันมานี้ผมค่อนข้างยุ่ง จึงได้มีโอกาสมาเรียนเชิญในวันนี้โปรดอย่ารู้สึกเเปลกใจไปเลย! ถ้าเกิดว่าคุณได้เห็นข้อความนี้เเล้วกรุณาตอบกลับผมมาด้วย ผมรอที่จะได้เจรจากับคุณอยู่นะ! ”
เมื่อหลิวจือเซียเห็นข้อความที่ฮัวชุนเซิงส่งมาก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่กลัวว่าใครจะใช้ชื่อของฮัวชุนเซิงมาแอบอ้างแล้วส่งข้อความมาให้เขาเพราะว่าเบอร์ติดต่อเซียเยว่นั้นมีเเค่เกาจัวหัวหน้าบรรณาธิการเเผนกเด็กของสำนักพิมพ์อี้ฮวาเท่านั้นที่มี
ถ้าเกิดว่าเกาจัวไม่ยินยอม เเล้วใครจะได้เบอร์ติดต่อจากเขาได้ ?และนี่จะต้องเป็นฮัวชุนเซิงไม่ผิดแน่ ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้นหลิวจือเซียจึงส่งข้อความกลับไปให้ฮัวชุนเซิง
“ขอบคุณสำหรับคำชมของเหล่าฮัวการที่ได้เข้าไปอยู่ในสมาคมนั้นช่างเป็นเกียรติของผมจริง ๆเเต่ว่าตอนนี้ตัวตนของผมค่อนข้างที่จะพิเศษ”
“เซียเยว่นั้นเป็นเเค่นามปากกาของผมเท่านั้นถ้าหากว่าจะต้องเข้าร่วมสมาคม ผมก็คงจะต้องใช้นามปากกาในการเเทนตัวตนเท่านั้นลองคิดทบทวนดูแล้ว ผมจึงขอปฏิเสธจะดีกว่า ขอบพระคุณเหล่าฮัวมาก หากเป็นไปได้ผมจะไปเยี่ยมเหล่าฮัวแน่นอน เพื่อขอบคุณในความกรุณาของเหล่าฮัวครับ ! ”
“ด้วยความสามารถและทักษะทางด้านวัฒนธรรมของคุณถ้าเกิดไม่ได้คุณมาเข้าร่วมสมาคมนักเขียนจีนอาจจะทำให้คนทั้งโลกเยาะเย้ยว่าสมาคมของผมมีตาแต่หามีแววไม่ และอีกอย่างสมาคมนักเขียนจีนจะต้องลงทะเบียนชื่อจริงเพื่อเอาไว้ยืนยันตัวตนเท่านั้นเเต่ถ้าหากคุณไม่อยากจะที่ใช้ชื่อจริงในการลงทะเบียนก็สามารถใช้นามปากกาก็ได้เมื่อสมาคมมีกิจกรรมต่าง ๆ ก็สามารถใช้นามปากกาเเทนชื่อจริงได้”
หลิวจือเซียไม่คิดว่าฮัวชุนเซิงจะตอบกลับมาเร็วขนาดนี้คิดไม่ถึงว่าข้อความที่เพิ่งส่งไปไม่ถึงหนึ่งนาที ฮัวชุนเซิงก็ตอบกลับมาเสียเเล้วราวกับว่าเขาจ้องโทรศัพท์ไม่ไปไหนอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่งหลิวจือเซียจึงตอบข้อความกลับไป“ด้วยการเชื้อเชิญอย่างจริงใจจากเหล่าฮัวหากผมจะปฏิเสธอีกก็เกรงว่าจะดูเล่นตัวมากจนเกินไป เอาอย่างนี้ดีไหมครับผมอยากจะขอที่อยู่ของเหล่าฮัวและเวลาที่สะดวกให้เข้าพบสักหน่อยผมจะได้แวะเข้าไปเยี่ยมที่บ้านของเหล่าฮัวครับ ! ”
“คุณนี่ตรงไปตรงมาดีจริง ๆ เอาอย่างนี้ก็เเล้วกันวันนี้ตอนหนึ่งทุ่มพอจะมีเวลาว่างไหม ? ถ้ามีก็ให้มาที่จิงฮัวแกรนด์โฮเทล อาคารที่11 ยูนิตที่ 3 ห้อง 202 ผมจะให้ภรรยาของผมทำอาหารไว้รอเรามากินข้าวพลางพูดคุยกันเถอะ” ข้อความตอบกลับมาเเค่ไม่กี่วินาที
“งั้นก็รบกวนเหล่าฮัวด้วยครับ ผมจะไปถึงให้ตรงเวลา ! ”
หลังจากที่ตอบข้อความของฮัวชุนเซิงเเล้วหลิวจือเซียก็ผละตัวออกมาในกล่องข้อความนั้นยังมีเบอร์เเปลกอีกเบอร์หนึ่งส่งข้อความมาข้อความนั้นสั้นกระชับไม่กี่ตัวอักษร “เสี่ยวเซีย กลับบ้านกันเถอะ ! ”
เมื่อได้อ่านข้อความสั้น ๆนี้อารมณ์ของเขาก็หนักอึ้งขึ้นมาทันที แม้ว่าเขารู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีลูกและยังมีพ่อเเม่อยู่บนโลกใบนี้ ทว่าแต่จู่ ๆ ก็ต้องมาเผชิญกับสถานการณ์เเบบนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญมันเช่นไร และไม่รู้ว่าจะต้องเเสดงออกอย่างไร จะต้องมีปฏิกิริยาตอบกลับไปแบบไหนดีจึงจะเหมาะสม
ผ่านไปครู่หนึ่งหลิวจือเซียจึงได้ตอบกลับไปว่า “อืม ! ”
……………………..
“ฮือ ๆๆๆ…”
หลิวจือเซียเก็บสัมภาระและตอนที่กำลังยกของโปรดของเยว่เยว่ที่เพิ่งทำเสร็จวางบนโต๊ะอาหารนั้นเองก็มีเสียงร้องไห้ดังมาจากห้องนอนของเยว่เยว่
หลิวจือเซียที่กำลังเก็บกวาดห้องอยู่ข้างนอกก็ชะงักเล็กน้อยเเล้วรีบวิ่งเข้าไปที่ห้องนอนของเยว่เยว่
เยว่เยว่กำลังนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ในห้องนั้นเอง ใบหน้าน้อย ๆเจิ่งนองเต็มไปด้วยน้ำตา
หลิวจือเซียวิ่งเข้าไปอยู่ข้างกายของเยว่เยว่เเล้วมองเด็กน้อยหัวจรดเท้าเเล้วถามด้วยความกระวนกระวายใจ “เยว่เยว่ เกิดอะไรขึ้น ? เจ็บตรงไหนหรือเปล่าหรือว่าฝันร้าย บอกพ่อมาสิ…”
เยว่เยว่ไม่พูดไม่จา เเต่ยังส่งเสียงร้องสุดเสียงสองมือปาดหยาดน้ำตาไม่ยอมหยุด
เมื่อเห็นเยว่เยว่ในสภาพที่ดูน่าเวทนาเลยทำให้หลิวจือเซียร้อนรุ่มกลุ้มใจ ยื่นมือเข้าไปจะอุ้มหนูน้อยขึ้นมาเเล้วลงไปโรงรถใต้ดินเพื่อที่จะไปโรงพยาบาลเด็กพาเยว่เยว่ไปตรวจร่างกาย
เยว่เยว่กลับหลบมือของหลิวจือเซียพลางสะอื้นพูด “คุณพ่อพ่อจะทำอะไร ? ”
“เยว่เยว่ หนูเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ? พ่อพาหนูไปโรงพยาบาลนะ”หลิวจือเซียพูด
“ไม่ ไม่ใช่นะคะ….” เยว่เยว่ส่ายศีรษะ “เอ่อ… คือ…”
ระหว่างที่พูดอยู่นั้นเอง เยว่เยว่ก็ยื่นมือออกมาเปิดผ้าห่มออกเเล้วชี้จุดเล็ก ๆ ที่เปียกชื้นบนที่นอน พลางเอ่ยว่า “คือเยว่เยว่ฉี่รดที่นอนค่ะเยว่เยว่ไม่ได้ฉี่รดที่นอนมานานเเล้ว ! ฮือ ๆๆ…”
โธ่เอ้ย ! ลูก เเค่ฉี่รดที่นอนเองหรือเนี่ย !
หลิวจือเซียที่เกิดอาการเสียขวัญเพราะกังวลเกี่ยวกับลูกสาวของเขาแต่กลับเป็นเรื่องฉี่รดที่นอนเท่านั้น !
“เอาล่ะ ๆ เยว่เยว่ ไม่ร้องไห้นะ”หลิวจือเซียส่ายศีรษะเเล้วลูบหัวของเด็กน้อยเบา ๆ พลางเอ่ย “หนูเก่งกว่าพ่อมากนะตอนที่พ่ออายุเท่าหนู พ่อฉี่รดที่นอนเกือบทุกวันเลยล่ะ”
ความจำช่วงอายุสามถึงสี่ขวบใครจะไปจำได้กัน ?เเต่ก็เพื่อปลอบใจลูกสาว อย่าว่าเเต่ฉี่รดที่นอนตอนอายุสี่ขวบเลยฉี่รดตอนอายุสิบขวบ เขาก็พูดได้
“จริงหรือคะ ? ” เยว่เยว่หยุดร้องทันทีเธอหันไปมองหลิวจือเซียพลางสะอื้น
“จริงสิ ! ” หลิวจือเซียพยักหน้ายืนยัน “เยว่เยว่เก่งมากเลยนะอยู่กับพ่อมาตั้งนาน เพิ่งจะฉี่รดที่นอนเเค่ครั้งเดียวเอง ต่อไปจะต้องทำให้ดีกว่านี้นะ! ”
“เเล้ว พ่อจะรังเกียจเยว่เยว่ไหมคะ ? ”เยว่เยว่กำมือเเน่นเเล้วเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“พ่อจะรังเกียจเยว่เยว่ได้ยังไงกัน ? ” หลิวจือเซียส่ายศีรษะ“เยว่เยว่คือสุดที่รักของพ่อ พ่อจะไม่รังเกียจหนูแน่นอน มานี่มา พ่อจะพาไปล้างตัวเเล้วไปเปลี่ยนชุดใหม่กัน หลังจากนั้นพวกเราจะได้ไปกินข้าวกัน พ่อจะบอกอะไรให้วันนี้พ่อทำอาหารเช้าให้เยว่เยว่กินตั้งเยอะเเหนะ เยว่เยว่จะต้องชอบแน่นอน”
หลิวจือเซียเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อไม่ให้เด็กน้อยคิดถึงเรื่องฉี่รดที่นอนอีก
“ได้สิคะ” และก็เป็นไปตามคาด เมื่อเยว่เยว่ได้ยินคำว่ากินข้าวเธอก็เริ่มกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที“เยว่เยว่จะกินข้าว”
“ไปกันเร็ว พ่อจะพาหนูไปล้างหน้า”
หลิวจือเซียหยิบชุดใหม่ของเยว่เยว่ติดมือมาด้วยจากนั้นก็อุ้มเยว่เยว่ไปในห้องน้ำ
หลังจากที่วุ่นวายอยู่พักหนึ่งความเสียใจของเยว่เยว่ที่มีต่อเรื่องการฉี่รดที่นอนก็ดีขึ้น เมื่อเธอนั่งลงบนโต๊ะเธอก็นึกถึงคำสัญญาที่พ่อได้สัญญากับเธอเอาไว้เมื่อวาน
เธอมุ่ยปากเเล้วเอ่ยอย่างไม่พอใจ “คุณพ่อ คุณพ่อเป็นคนโกหก ! ”
เด็กหญิงคนนี้ อยากได้อะไรก็ต้องได้จริง ๆ !
เดิมทีหลิวจือเซียคิดว่ารอดตัวมาได้เเล้วเเต่ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะความจำดีขนาดนี้
“พ่อกลายเป็นคนโกหกได้ยังไงกัน ? ”หลิวจือเซียถามด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“เหอะ พ่อรับปากเยว่เยว่ไว้อยู่เลยว่าจะเล่านิทานให้เยว่เยว่ฟัง! ” เยว่ทำปากจู๋ด้วยสีหน้าเเดงก่ำ “เยว่เยว่รอจนดึก ๆ มาก ๆ เเล้วพ่อก็ยังไม่เข้ามา”
“พ่อเข้าไปเเล้วนี่ ! ” หลิวจือเซียกระพริบตาอย่างบริสุทธิ์ใจ“เเต่หลังจากที่พ่อเข้าไปเเล้ว เยว่เยว่ก็นอนหลับไปซะเเล้ว !ต่อให้พ่ออยากจะเล่านิทานให้เยว่เยว่ฟังแค่ไหนมันก็ไม่ทันอยู่ดี”
“เเต่ว่า เเต่ว่า… เหอะ หนูไม่สนหรอก ! ”และเยว่เยว่ก็งอนจนไม่ยอมกินข้าว “พ่อต้องชดเชยสิคะ ! ไม่งั้นเยว่เยว่จะโกรธเเล้วนะ ! ”
ระหว่างที่พูดนั้น เยว่เยว่ก็ผลักจานข้าวไปข้างหน้าของเธอแล้วหันหน้าไปทางอื่นไม่ยอมกันมองหลิวจือเซีย สองมือของเธอเท้าสะเอวเอาไว้
ทำท่าทางกำลังจะสื่อว่า ‘ฉันโกรธอยู่นะ รีบง้อฉันสิ ง้อฉันสิ !’
เดิมทีหลิวจือเซียก็ไม่อยากตามใจลูกที่จะต้องได้ทุกอย่างตามใจคิดเสมอไปคิดอยากทำยังไงก็ทำ หรือคิดจะเอาเเต่ใจยังไงก็ได้ เพราะนี่ล้วนเป็นนิสัยที่ไม่ดี
เเต่เมื่อหลิวจือเซียเห็นเยว่เยว่ชักสีหน้าโกรธเเบบนี้และเมื่อลองคิดดูเเล้วเมื่อคืนตัวเองก็ผิดจริง ๆดังนั้นสุดท้ายเขาก็ต้องจำยอมแล้วถอนหายใจเอ่ยออกมา “หนูคิดว่าพ่อต้องชดเชยให้หนูยังไงล่ะ ? ”
เยว่เยว่เดิมทีที่คิดจะทำท่าหยิ่งผยองเเบบนี้ต่อไปเเต่เมื่อเห็นเธอแอบเหล่เห็นสีหน้าของผู้เป็นพ่อเริ่มจะไม่สู้ดีเธอก็หันศีรษะกลับมาเเล้วเอ่ยอย่างระวัง “งั้น…พ่อเล่านิทานให้เยว่เยว่ฟังตอนนี้เลยได้มั้ยคะ ? ”