เว่ยเว่ยสาวน้อยสลับวิญญาณ

    บทที่ 53 คุ้มกันไต้จี้หลิง

                เมื่อคนที่ตามสะกดรอยรู้ว่ารถม้าของชิงเว่ยเว่ยแท้จริงมีไต้จี้หลิงซ่อนตัวอยู่และถูกนำตัวเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว พวกเขาก็หมดความสนใจในกลุ่มหวังต้าจิ้งและเด็กชายทั้งสองอาจารย์ใหญ่หวังจึงลอบออกไปด้านหลังโรงน้ำชา นั่งรถม้าอีกคันเข้าไปในวังหลวงเมื่อรถม้าของอาจารย์ใหญ่ผลุบหายเข้าไปในประตูใหญ่ กลุ่มคนที่สะกดรอยจึงได้รู้ว่าตนเองถูกตลบหลัง

                หัวหน้าหน่วยจึงได้แต่ถอนหายใจที่ตนเองทำผิดพลาด

                “ผิดพลาดทั้งขึ้นทั้งล่องแบบนี้คงถูกสั่งลงโทษกันทั้งหมดแน่”

               

                ท่านข่านน้อยฉงหลุนสะบัดแส้ฟาดไปยังหัวหน้าหน่วยสะกดรอยสองครั้งเสียงเชี๊ยะ ดังลั่น แขนเสื้อและขากางเกงของคนผู้นั้นปริแยกออกจากกันเป็นรอยกว้าง

                “ท่านข่านน้อยโปรดให้อภัยข้าน้อยได้พยายามเต็มที่แล้วแต่คาดไม่ถึงว่าเด็กหญิงสองคนจะกลายเป็นตัวหลอกสำคัญไปเสียได้”

                “ช่างโง่นัก! ปล่อยให้เด็กผู้หญิงสองคนหลอกเจ้าเสียได้”

                “เด็กทั้งห้าคนนั้นดูเหมือนจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีขอรับพวกเขารู้วิธีหลอกล่อและช่วยเหลือหวังต้าจิ้งให้ตบตาพวกข้า”

                “เด็กก็แค่เด็ก เจ้าเองต่างหากที่โง่เง่าหากมีครั้งหน้าข้าจะสั่งขังเจ้าคราวนี้ปล่อยให้หวังต้าจิ้งกับไต้จี้หลิงเข้าวังไปได้พวกเขาคงต้องควานหาผู้เกี่ยวข้อง”

                “คนของเราในเมืองหลวงปิดปากอย่างดีนะขอรับ ไม่มีผู้ใดหาร่องรอยเจอแน่”

                “อย่าได้ประมาท หมิงฮ่องเต้มิได้โง่หวังต้าจิ้งเองก็เจ้าเล่ห์และวรยุทธ์สูงส่งปะทะกันครั้งนี้ข้ายังไม่อาจเอาชนะเขาได้ที่สำคัญคนผู้นี้ดูเหมือนจะรู้วิชามารเสียด้วย”

                “วิชามารหรือขอรับ?”

                “ใช่! นั่นเป็นวิชามารที่สาบสูญไปนานแล้วไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนที่รู้วิชานี้หลงเหลืออยู่ด้วยซ้ำยังเป็นจอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่ได้รับการยกย่อง”

                “จากนี้พวกเราควรทำเช่นใดขอรับ?”

                “แผนที่ก็พลาดแล้ว ไต้จี้หลิงก็หลุดรอดไปได้เราคงต้องหยุดการเคลื่อนไหวสักระยะเพื่อไม่ให้พวกเขาผิดสังเกต”

               

                ไต้จี้หลิงถูกส่งตัวไปรักษายังคฤหาสน์ของสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟซึ่งอยู่ในความดูแลของพี่ชายของหลวนฮองเฮา โดยมีฮูหยินไร้รอยหรือท่านหมอหญิง          เกาเมิ่งเจี๋ยเดินทางมาดูอาการให้

                ไต้เส้าจวินรู้สึกปลาบปลื้มที่บิดาของตนได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเขาคุกเข่าขอบพระทัยหมิงฮ่องเต้และหลวนฮองเฮาไปทางวังหลวง

                “นี่เป็นเพราะท่านหมอหญิงเกาเป็นอาจารย์ของหลวนฮองเฮาจึงได้รีบมาดูอาการให้บิดาของท่าน”หัวหน้าสาขาเมืองหลวงของสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟแอบกระซิบบอก

                “ข่าวลือนั่นเป็นความจริงหรือ?”

                “เป็นความจริง พอฮองเฮาทรงส่งสาส์นลับให้ท่านหมอก็รีบรุดมาเลย”

                เกาเมิ่งเจี๋ยตรวจอาการแล้วก็จัดเทียบยาพร้อมแจ้งวิธีการต้มและการดื่มอย่างละเอียด

                “ใต้เท้าไต้ได้รับยาพิษอย่างต่อเนื่องดีที่ได้บำรุงร่างกายมาแล้วจากท่านพี่ของข้า จึงยังรอข้าได้”

                ไต้เส้าจวินได้ยินเช่นนั้นก็ถอดหายใจอย่างโล่งอก“ท่านหมอขอรับไม่ทราบว่าท่านพ่อของข้าจะฟื้นร่างกายจนเป็นปกติได้อย่างเดิมหรือไม่?”

                “คงต้องใช้เวลายาวนานสักหน่อยนะอาจารย์ไต้อย่างน้อยก็ต้องหนึ่งปี”           “ไม่เป็นไรขอรับแค่รู้ว่ามีโอกาสข้าน้อยก็ดีใจแล้ว ขอบพระคุณท่านหมอเกาที่ช่วยเหลือท่านพ่อของข้า”          

                “นี่เป็นเพราะคำขอร้องของฮองเฮาหรอกนะ”หญิงสาวงดงามหยาดเยิ้มตรงหน้ายิ้มน้อยๆ

                ไต้เส้าจวินรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นเย็นยะเยือกและแฝงความอำมหิตเอาไว้ในทีเขานึกประวัติของนางที่มีผู้เล่าให้ฟังว่าเดิมทีเกาเมิ่งเจี๋ยคือจอมยุทธ์บุรุษชราที่ปรุงยาอมตะให้ตนเองดื่มแม้จะคืนวัยเยาว์มาได้แต่กลับกลายเป็นสตรีเพศเพราะการอยู่ในร่างหญิงมานานทำให้ตัดสินใจเป็นสตรีเต็มตัวแต่ก่อนเสียงของเกาเมิ่งเจี๋ยยังแหบห้าวอย่างบุรุษแต่สุดท้ายนางจึงปรุงยาให้ตนเองมีเสียงหวานใสไพเราะอย่างสาวน้อยนางเคยรักษาพิษให้คนมากมายมาก็จริงแต่แท้จริงนางคือจอมพิษที่ขึ้นชื่อเรื่องฆ่าคนอย่างไร้ร่องรอย

              ...แม้ผู้คนจะเรียกนางว่าหมอแต่นางกลับไม่อยากยอมรับเพราะนางบอกว่าถนัดฆ่าคนด้วยพิษมากกว่า....

     

                ใต้เท้าชิงถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงโดยเร่งด่วนเขาเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วเพราะชิงเว่ยเว่ยที่เดินทางกลับมาถึงจวนรีบเข้าไปกระซิบบอกบิดา

                “ในเมื่อไต้จี้หลิงกับอาจารย์ใหญ่หวังได้เข้าเฝ้าแล้วข้าคงต้องเตรียมตัวแล้วล่ะ” ชิงเว่ยหันไปบอกกับภรรยาและบุตรสาว

                เจ้ากรมกลาโหมอาบน้ำแต่งตัวและรับประทานอาหารเรียบร้อยนั่งอยู่รอที่ห้องโถงไม่นาน ราชองครักษ์จากวังหลวงก็เข้ามาแจ้งข่าวชิงเว่ยเว่ยมองเห็นกังซือเฉินออกมารับท่านพ่อของตนก็ยิ้มและค้อมศีรษะคำนับ กังซือเฉินทักทายปราศรัยบอกข่าวแก่ชิงเว่ยแล้วก็หันมาหาเด็กหญิง

                “คุณหนูชิงท่านมาถึงนานแล้วหรือ?”

                “เจ้าค่ะข้าแยกจากอาจารย์ใหญ่หวังก็รีบกลับจวนทันที”

                “มิน่าใต้เท้าชิงจึงดูเหมือนจะรอข้าอยู่แล้ว”

            กังซือเฉินรู้สึกว่าในบรรดาเด็กทั้งสี่ที่มาช่วยงานหวังต้าจิ้งในวันนี้ล้วนเฉลียวฉลาดและเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี เด็กเหล่านี้ดูไม่ลนลานหรือหวาดกลัวสักนิดว่าอาจจะมีเหตุการลอบสังหารโดยเฉพาะคุณหนูสกุลชิง แววตาของนางช่างเหมือนพระชายาชิงหลานของท่านอ๋องสิบห้าสตรีสกุลชิงช่างองอาจกล้าหาญ ไม่เว้นแม้แต่เด็กหญิงที่อายุเพียงสิบสองปีผู้นี้

            “เชิญใต้เท้าชิงขอรับ”

            ชิงเว่ยเดินนำหน้าไปอย่างเร่งรีบคดีของไต้จี้หลิงรบกวนจิตใจเขามานานนักนับตั้งแต่เห็นศพคนผู้นั้นเขาก็รู้สึกสงสัยมาตลอด แต่ยังหาคำตอบไม่ได้ไม่น่าเชื่อว่าคนที่คลี่คลายปริศนานี้ได้กลับเป็นบุตรสาวตัวน้อยและเหล่าสหายของนาง

            ....ไต้จี้หลิงถูกนำมาซ่อนอยู่ใต้คางแท้ๆแค่เขาไข่มังกรนี่เอง....

            เป็นเพราะยังไม่รู้ชัดว่าเป็นฝีมือของคนกลุ่มใดหมิงฮ่องเต้จึงทรงมี         พระบัญชาให้ใต้เท้าชิงเจ้ากรมกลาโหมปิดเรื่องนี้เป็นความลับและซ่อนตัว            ไต้จี้หลิงให้อยู่ในความคุ้มครองของสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟของพี่ชายของหลวนฮองเฮาจนกว่าจะหาตัวผู้บงการได้สำเร็จ

            “ป่านนี้พวกเขาคงรู้แล้วว่าไต้จี้หลิงเข้าวังหลวงอาจจะหยุดความเคลื่อนไหวสักระยะ แต่เจิ้นคิดว่าพวกลิ่วล้อน่าจะหาตัวได้ไม่ยากคนที่ร่วมมือในการวางแผนจับตัวไต้จี้หลิงต้องมีคนที่ร่วมเดินทางไปด้วยแน่เจ้าจงจัดการสืบอย่างเงียบๆ หาตัวหนอนบ่อนไส้ออกมาให้เจิ้น”

     

    ********************

             

                

    คล้ายกับเรื่องเว่ยเว่ยสาวน้อยสลับวิญญาณ ที่คุณอ่าน