“ผู้หญิงคนนั้นฝากฉันมาถามว่า ถ้าแกยอมหย่ากับเมียของแก เธอจะยอมตกลงแต่งงานกับแก และจะยกกิจการบางอย่างให้แกดูแล แกจะว่ายังไง” เ้าของบ่อนถามหวังหลิง
“ผมจะเชื่อคุณได้ยังไง” หวังหลิงถามอย่างมีหวัง
“น้องสาม ผู้ชายคนนี้เขาเป็เ้าของบ่อน เขามีเงินและอำนาจมหาศาล เขาไม่โกหกนายหรอก” หวังป๋อรีบพูดสนับสนุน เพราะหากน้องชายของเขาได้แต่งงานและมีกิจการอย่างที่เ้าของบ่อนบอก เขาก็จะสบายและมีเงินใช้หนี้
“ตกลง ผมยอมหย่า” หวังหลิงตอบอย่างรวดเร็วเมื่อได้ฟังคำสนับสนุนจากพี่ชายคนโต
“เธอเห็นหรือยัง เขาตัดสินใจโดยไม่ลังเลเลยสักนิด” เ้าของบ่อนหันไปพูดกับสะใภ้สามเสียงเยาะ
สะใภ้สามไม่มีแรงแม้แต่จะต่อว่าสามี เธอเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นก่อนที่จะร้องไห้จนเป็ลมไป
“พวกแกทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร และ้าอะไรจากครอบครัวฉัน” หวังหู่ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ในบ้านเริ่มแย่ลง
“ผู้เฒ่าหวัง ในเมื่อคุณเป็พ่อของพวกเขาทั้งสองคน ผมจะบอกคุณไว้ตรงนี้ หวังป๋อจะต้องหาเงินมาใช้หนี้ผมตามสัญญา ผมให้เวลาพวกคุณ 6 เดือน ส่วนหวังหลิงก็จะต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับเด็กสาวคนนั้นทันที” เ้าของบ่อนพูดก่อนที่จะปรับน้ำเสียงจริงจัง “และพวกคุณอย่าคิดที่จะนำเื่นี้ไปแจ้งความเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่รับรองความปลอดภัยของครอบครัวคุณ”
“เงินตั้ง 100 หยวน เราไม่มีหรอก” นางกัวหลิวซื่อพูดอย่างไม่ยอมรับ
“เื่นั้นเป็ปัญหาของพวกคุณ” เ้าของบ่อนพูดจบก็เดินหันหลังออกจากบ้านไป
“เพราะแก เป็เพราะแกคนเดียว ต่อไปเราจะทำยังไง เราจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้” หวังหู่ถือไม้เข้าไปตีลูกชายคนโตหลายครั้งก่อนที่จะหยุดเพราะความเหนื่อย
“สะใภ้ใหญ่ เธอเป็เมียเขา รู้ว่าเขาเข้าบ่อนเล่นการพนัน ทำไมเธอถึงไม่คอยเตือนเขา เธอตามใจเขาจนเสียคนไปหมดแล้ว” นางกัวหลิวซื้อหันไปต่อว่าสะใภ้ใหญ่
“คุณแม่พูดอย่างนี้ได้ยังไงคะ คนที่ตามใจเขาจนเสียคนคือคุณแม่เองต่างหาก และที่เขาไปเล่นการพนันก็ไม่ใช่ความผิดของฉัน” สะใภ้ใหญ่เถียงกลับอย่างเหลืออด
“สะใภ้ใหญ่ เธอกล้าขึ้นเสียงกับฉันหรือ” นางกัวหลิวซื่อชี้หน้าสะใภ้ใหญ่ด้วยความโมโห
“คุณแม่คะ ฉันอยากหย่าค่ะ” เสียงสะใภ้สามดังขึ้น
“สะใภ้สามเธอพูดว่าอะไรนะ” นางกัวหลิวซื่อถามอย่างไม่เชื่อ
“ฉันอยากจะอย่ากับหวังหลิงค่ะ” สะใภ้สามตอบเสียงเรียบ
“เธอไม่เห็นหรือว่าหวังหลิงถูกทำร้ายจนาเ็ขนาดไหน หรือเธอเห็นว่าที่บ้านเรามีหนี้สินมากมาย เธอถึงคิดที่จะทิ้งเราไป แล้วไปใช้ชีวิตที่ดีคนเดียว” นางกัวหลิวซื่อถามเสียงดัง
“เหตุผลที่คุณแม่พูดมาก็ถูกนะคะ บ้านนี้มีปัญหาและหนี้สินเยอะจริงๆ แต่นั่นเป็ส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ ปัญหาที่แท้จริงคือตัวหวังหลิงเอง พอมีคนเสนอเงินและกิจการเพื่อให้เขาหย่ากับฉัน เขาตอบตกลงโดยไม่ลังเล ทั้งที่ฉันยังอุ้มท้องลูกของเขาอยู่ ฉันไม่มั่นใจแล้วล่ะค่ะว่าในอนาคต ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมาอีก เขาก็คงพร้อมที่จะทิ้งฉันกับลูกไปเป็แน่” สะใภ้สามอธิบายเหตุผล
“สะใภ้สาม เธอใจเย็นๆ ก่อนเถอะ ตอนนี้เธออาจจะกำลังโกรธและน้อยใจน้องสามอยู่ก็ได้” สะใภ้ใหญ่รีบปราม เพราะหากสะใภ้สามหย่าออกไป เธอก็จะขาดคนช่วยงานไปอีกหนึ่งคน และหนี้สินที่สามีของเธอก่อไว้ก็จะไม่มีคนช่วยชดใช้
“ฉันจะไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้านมาเขียนหนังสือสัญญาให้ก่อน หลังจากนั้นหวังหลิงกับฉันจะไปในเมืองเพื่อทำเื่หย่าให้มันถูกต้องทีหลังค่ะ” สะใภ้สามพูดเสร็จก็หันหลังเดินออกไป แต่ก็ต้องหยุดเมื่อหวังหลิงวิ่งมากอดขาเธอไว้
“ผมขอโทษ ผมผิดไปแล้ว คุณอย่าไปจากผมเลยนะ คุณอยากแยกบ้านใช่ไหม ผมตกลง เราจะแยกบ้านออกมาสร้างครอบครัวของเราเอง ต่อไปผมจะตั้งใจทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูคุณกับลูก” หวังหลิงพูดเร็ว
“ลูกสาม ลูกพูดอะไรออกมา ลูกคิดที่จะแยกบ้านแล้วทิ้งพ่อกับแม่อย่างนั้นหรือ” นางกัวหลิวซื่อพูดด้วยความใ
“เ้าสาม แกคิดที่จะทิ้งพ่อกับแม่ไปเพราะผู้หญิงคนเดียวอย่างนั้นหรือ” หวังป๋อถามน้องชาย
“ทุกคนไม่ต้องทะเลาะกันอีกแล้ว เ้าใหญ่ ไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้านมาเถอะ เราจะแยกบ้านกัน” หวังหู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
หวังเสี่ยวหลงลูกชายของหวังป๋อรีบไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาตามที่ปู่ของเขาบอก ไม่นานหัวหน้าหมู่บ้านและหวังอี้ฉือก็เดินมาถึง
“เฒ่าหวัง คุณ้าแยกบ้านอย่างนั้นหรือ” หัวหน้าหมู่บ้านถามขึ้น
“เ้าใหญ่กับเ้าสามอยากจะแยกบ้านไปสร้างครอบครัวของตัวเอง ผมอยากให้หัวหน้าหมู่บ้านเขียนหนังสือสัญญาขึ้นมาให้ผม ว่าเมื่อพวกเขาแยกบ้านออกไปแล้วในแต่ละเดือนพวกเขาจะต้องส่งเงินค่าเลี้ยงดูให้ผมครอบครัวละ 10 หยวน และในแต่ละปีจะต้องมีส่วนแบ่งของข้าวและธัญพืชมอบให้กับผมและภรรยาด้วย”
“เดือนละ 10 หยวน พ่อจะบ้าไปแล้วหรือ พวกเราไม่มีเงินให้พ่อได้ขนาดนั้นหรอกนะ” หวังป๋อะโเสียงดัง
“คุณลุงครับ เขียนระบุลงไปในสัญญาให้เรียบร้อยเลยครับว่าลูกชายทั้งสามคนจะให้เงินคนละ 10 หยวนต่อเดือน และมอบส่วนแบ่งของข้าวและธัญพืชให้ด้วย หากไม่สามารถมอบส่วนแบ่งอาหารนี้ให้ได้ ก็ให้เปลี่ยนเป็มอบเงินให้แทน โดยจะไม่มีการเรียกร้องเงินหรือสิ่งของใดนอกเหนือจากนี้อีก และในอนาคตหากพ่อกับแม่ล้มป่วยทั้งสามบ้านจะต้องออกค่าใช้จ่ายในจำนวนที่เท่ากัน” หวังอี้ฉือเสนอเงื่อนไขขึ้นมา อย่างไรเขาก็เป็ลูกชายคนหนึ่ง เขาไม่สามารถที่จะตัดขาดความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุพการีได้ แต่เขาก็ไม่อยากแบกรับภาระไว้คนเดียว ดังนั้นลูกชายทั้งสามคนจึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน
หวังหู่และนางกัวหลิวซื่อได้ฟังข้อเสนอของลูกชายคนรองก็ได้แต่ตกตะลึงและนึกเสียใจว่าเหตุใดที่ผ่านมาพวกเขาถึงปฏิบัติกับครอบครัวสายรองอย่างไม่เป็ธรรม