6
อวิ๋นเซียมองเขาขึ้นๆ ลง ๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ คิดในใจว่า
‘คนผู้นี้บ้าหรือไม่บ้าหรือที่จริงเสแสร้งแกล้งทำ เขามีเจตนาใดกับข้ากันแน่หากเจตนาร้ายก็ฉวยโอกาสสังหารข้าตอนหมดสติไม่ดีกว่าหรือ’
อวิ๋นเซียเป็คนมีความคิดความอ่านรัดกุมมาตลอดไม่เคยไว้ใจหรือถูกใครหลอกง่าย ๆ โชคดีที่บนหน้าผาเมื่อครู่ เขากำลังปวดใจเหลือแสนสับสนเลอะเลือนจนไม่ได้สังเกตความวุ่นวายรอบ ๆจึงไม่ทันเห็นกระบวนท่าการเคลื่อนไหวของเจียงสวินอี้ขณะลงมือกับเจียงม่อโหลวไม่อย่างนั้นเกรงว่าคงนึกสงสัยไปนานแล้ว
เพียงชั่วพริบตาอวิ๋นเซียจินตนาการความเป็ไปได้มากมาย ใบหน้ายังคงนิ่งสนิทชายหนุ่มลองหยั่งเชิงเจียงสวินอี้ว่า
“อาหู?นั่นคือผู้ใดหรือ”
เจียงสวินอี้พูดอย่างร่าเริง “ก็แม่หมูที่เลี้ยงไว้ในบ้านท่านลุงหวังอย่างไรเล่า!”
อวิ๋นเซีย “...”เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แย้มยิ้มบางกล่าวว่า “งั้นหรือ”
เจียงสวินอี้กำลังจะเอ่ยปากต่อกลับเห็นอวิ๋นเซียฉกมือเร็วปานสายฟ้ามาคว้าคอเขาหมับเขาเกือบสลัดมือนั่นออกด้วยอารามใ แต่ดีที่คุมความตระหนกของตนเอาไว้ได้ทันแม้มือขวาจะสั่นระริก แต่ก็ยังฝืนทน ปล่อยให้อวิ๋นเซียยกคอเสื้อเขาขึ้น
เวลานี้รอยยิ้มบนใบหน้าอวิ๋นเซียเลือนหายไปสิ้นจ้องหน้าเจียงสวินอี้เขม็งพลางเอ่ยอย่างน่ากลัว
“เลิกแกล้งบ้าแสร้งโง่กับข้าได้แล้วข้าขอถาม เมื่อครู่ตอนฝ่ามือของเซวียนหลีพุ่งมาโจมตีเ้ากับข้าตกหน้าผาเ้ากางแขนแนวขวางวาดเป็เส้นโค้งกลางอากาศก่อนจะพลิกฝ่ามือเข้าต้านรับ...กระบวนท่าเช่นนี้ชัดเจนว่า...ชัดเจนว่าเป็วิชาที่เจียงสวินอี้แห่งภาคีิญญาซ่อนคิดขึ้นมาเองแล้วเ้าใช้มันได้อย่างไร หา?! เ้ากับเขามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอันใดกัน”
อีกฝ่ายยกร่างเจียงสวินอี้ค้างกลางอากาศด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านปลายเท้าที่ห้อยต่องแต่งของเจียงสวินอี้อยู่บริเวณหน้าแข้งของอวิ๋นเซียพอดิบพอดี
เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองนึกอะไรอยู่ดูท่าตนน่าจะเสพติดการแกล้งบ้าไปแล้ว จึงถีบขาอวิ๋นเซียอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังร่างที่ถูกแขนของอีกฝ่ายยกไว้จึงโยกเยกเหมือนไกวชิงช้าไปครึ่งรอบ
เจียงสวินอี้พากย์เสียงให้ตัวเอง“วู้ว...”
อวิ๋นเซีย “...” เชื่อแล้วว่าไอ้หมอนี่มันบ้าจริง ๆ !
เจียงสวินอี้ “...” โธ่เว้ย เป็ไปได้ไหมว่าพอมาเข้าร่างนี้แล้วจะพลอยติดเชื้อโรคประสาทไปด้วย
อวิ๋นเซียเหวี่ยงแขนโยนเจียงสวินอี้ทิ้งราวกับจับของสกปรกปกติเขาปั้นหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสขณะพูดจาด่าทอได้โดยไม่มีปัญหา ทว่าความจริงนั่นเป็เพียงท่าทางที่แสดงต่อหน้าเจียงสวินอี้เท่านั้น
ั้แ่อาสวินตายไป...หัวใจเขาก็เหมือนตายตามไม่มีความอดทนมากมายเพียงนั้นอีกแล้ว
อวิ๋นเซียก้าวไปเหยียบอกเจียงสวินอี้อย่างรุนแรงแล้วเอ่ยอย่างเ็า
“พูด!กระบวนท่านั้นของเ้า ใครเป็คนสอน?!”
ถ้าไม่เห็นการโจมตีที่คุ้นตานั่นเขามีหรือจะหุนหันไปบังเ้าบ้านี่จากฝ่ามือของเซวียนหลี!
เจียงสวินอี้คิดบางอย่างได้จึงตีหน้าเศร้าเอ่ยว่า “เป็พี่ชายชุดสีฟ้าอ่อนผู้หนึ่ง เขาสูงพอ ๆ กับเ้าเลยคนผู้นั้นไม่ค่อยยิ้มแย้ม บนตัวมีกระบี่เล่มหนึ่ง กระบี่นั่นสว่างจ้ายิ่งนัก! อ๊ะจะว่าไป มันเหมือนกระบี่ของเ้ามากเลย!”
อวิ๋นเซียชักเท้าคืนช้าๆ มองเจียงสวินอี้ที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง เขาถูหน้าอกที่เต้นโครมครามพลางเอ่ยเสียงกระซิบ
“ถึงกับ...เป็เขาจริงๆ ...ทำไมเขาต้องสอนเ้าด้วย เ้าเป็ใครกันแน่”
เจียงสวินอี้แสร้งทำเป็ไม่ได้ยินคำถามก่อนหน้ายกมือตบอกกล่าวอย่างผึ่งผาย
“ข้าชื่อตู้เหิง!”พอพูดจบประโยคก็เปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน เอ่ยอย่างลนลานว่า “ไม่ ไม่ใช่ แม่รองบอกว่าข้าห้ามบอกคนอื่นว่าชื่อตู้เหิงข้าควรจะชื่อตู้หลี...ใช่! ข้าชื่อตู้หลี ข้าคือพี่ใหญ่”
อวิ๋นเซียฉลาดเป็กรดจึงจับจุดสำคัญในคำพูดกระท่อนกระแท่นนั้นได้ทันทีครั้นพิจารณาสถานการณ์ของตระกูลตู้อีกครั้งจึงเอ่ยว่า “ที่แท้เ้าก็คือบุตรคนเล็กที่โง่งมแต่กำเนิดของเ้าบ้านตระกูลตู้ผู้นั้นหนนี้ถูกส่งมาตายแทนตู้หลีหรือ”
เขาแค่นหัวเราะเสียงเย็นเสียดสีทางอ้อมว่า “ดีเสียจริง ปกติข้าเห็นตู้หลีผู้นี้เป็คนเที่ยงธรรมไม่คิดเลยว่าจะถึงกับเป็คนเช่นนี้ ช่างน่าสนใจ”
เขาหมดความสนใจในตัวเจียงสวินอี้โดยสิ้นเชิงจึงทำเพียงล้วงอกเสื้อโยนตำลึงเงินให้อีกฝ่ายก้อนหนึ่ง แล้วหันหลังจากไป
เจียงสวินอี้หูตาว่องไวมือไม้คล่องแคล่ว พุ่งไปดึงแขนเสื้ออวิ๋นเซียไว้มั่นพลางร้องว่า
“เ้าไปไม่ได้!เ้ายังไปไม่ได้! ตำลึงเงินน้อยเกินไป เ้าต้องส่งข้ากลับบ้าน!”
ั์ตาของอวิ๋นเซียมีประกายชั่วร้ายวูบผ่านมือขวาของชายหนุ่มกดบนด้ามกระบี่ข้างเอว
มารดามันเถอะเ้ายังคิดจะเอากระบี่ของเหล่าจือฟันเหล่าจือให้ได้รึ?!
เจียงสวินอี้โพล่งขึ้นมาว่า “อ๊ะ ข้าจำได้แล้วกระบี่นี่เป็ของพี่ชายชุดสีฟ้าอ่อนคนนั้น! เ้าขโมยกระบี่เขาแล้วยังจะมาฟันข้าอีกถ้าเขารู้จะกลายเป็ผีมาหลอกเ้า!”
อวิ๋นเซียสะท้านไปทั้งร่างหันกลับมามองผู้พูดด้วยสีหน้าเดี๋ยวดำเดี๋ยวขาว
เดิมทีเจียงสวินอี้แค่โพล่งออกมาเพื่อระบายโทสะไม่ได้หวังให้ิญญาผู้กล้าหลังความตายของตนสั่นะเืพ่อพระเอกผู้ยิ่งใหญ่ได้หรอก
แต่ขณะกำลังคิดว่าจะเปลี่ยนเื่อวิ๋นเซียกลับเก็บดาบเข้าฝักเสียอย่างนั้น ดึงเขาขึ้นจากพื้นแล้วล้วงผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อมาเช็ดคราบสกปรกบนใบหน้าให้
ตอนแรกเจียงสวินอี้รู้สึกตระหนกทว่าพอคิดอีกที ฝีมือการแปลงโฉมของแม่เลี้ยงไร้คุณธรรมน่าจะไว้ใจได้อยู่
อวิ๋นเซียจับสังเกตหน้ากากชั้นที่สองไม่ได้ตามคาดเขาไม่เคยพบตู้หลีมาก่อนบัดนี้เมื่อลองเพ่งพินิจครู่หนึ่งก็ยังนึกต้นสายปลายเหตุไม่ออกอยู่ดี
“พูดมาให้ชัดๆ เ้าเป็อะไรกับคนผู้นั้นกันแน่ ทำไมก่อนหน้านี้เขาถ่ายทอดวิชาฝ่ามือให้ถ้าฆ่าเ้าแล้วจะโกรธด้วยหรือ แล้วก็...เ้า เ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาตายแล้ว”
“ถ้าเขาไม่ตายมีหรือกระบี่ของตัวเองจะมาอยู่กับผู้อื่น” เจียงสวินอี้เอ่ยก่อนทำสีหน้าดีอกดีใจขึ้นมา “เขาถ่ายทอดวิชาฝ่ามือให้ข้าต้องเป็เพราะชอบข้าอยู่แล้ว พี่ชายท่านนั้นบอกว่าเขามีเพื่อนชื่ออวิ๋น...อวิ๋นอะไรนี่แหละข้าดูน่ารักเหมือนเพื่อนผู้นั้นของเขา ก็เลยสอนวิชาร้ายกาจไว้ตีคนให้ข้า!”
เจียงสวินอี้พูดเช่นนี้เพื่อแกล้งให้อวิ๋นเซียรู้สึกคลื่นไส้อยากแหวะล้วนๆ เขาว่าพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายไม่วางตาสำเริงสำราญใจรอให้เ้าตัวเผยสีหน้าเหมือนกินหนอนแมลงเข้าไปนึกไม่ถึงว่าอวิ๋นเซียจะพลันก้มหน้าเสียอย่างนั้น
เจียงสวินอี้นิ่งอึ้งแล้วน้ำตาหยดหนึ่งของอวิ๋นเซียก็ร่วงแหมะกระทบหลังมือเขา
หยาดน้ำตาเย็นเฉียบแต่เจียงสวินอี้กลับเหมือนถูกร้อนลวก ถอยหลังก้าวหนึ่งทันควัน อารมณ์พลันพลิกผันรู้สึกสับสนปนเปไปหมด
อวิ๋นเซียรีบเงยหน้าหากท่าทางลืมตัวเช่นนี้ถูกใครพบเห็น คนผู้นั้นต้องโดนฆ่าทิ้งแน่แต่เวลานี้เจียงสวินอี้อาศัยความเป็เ้าโง่ที่ไม่รู้เื่รู้ราวพระเอกนิยายจึงเพียงปาดน้ำตาลวก ๆ แล้วพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เอาละข้าไม่ฆ่าเ้าก็ได้ เ้ามาแบกข้าสิ”
เจียงสวินอี้ “...” เสียแรงที่เมื่อกี้เผลอคิดมากเป็บ้า
อวิ๋นเซียเอ่ยอย่างหมดความอดทน
“มัวยืนทึ่มอะไรอยู่ตัวข้าาเ็ ถ้าเ้าแบกข้า ข้าจะบอกให้ว่าจะกลับบ้านได้อย่างไร”
แกล้งโง่ไม่ได้สนุกอย่างที่คิดเลยแถมยังขมขื่นสุด ๆ ตอนที่พูดจาไร้สาระออกไปแล้วกลับคำเป็ความจริงทีหลังไม่ได้!
เจียงสวินอี้ลากเท้าไปหาอย่างเฉื่อยชาแบกอวิ๋นเซียขึ้นหลังแล้วเดินไปตามทางที่อีกฝ่ายชี้อย่างไม่เต็มใจ
ทั้งสองทะเลาะกันไปยกหนึ่งแล้วถึงเพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้พวกเขายังอยู่ก้นหุบเขาขังมารสถานที่ที่อันตรายที่สุดตามตำนานเล่าขาน
กระนั้นพวกเขามาถึงนานเพียงนี้อย่าว่าแต่มารร้ายเลย เหตุใดยังไม่เห็นกระทั่งเงาผีสาง
ไหน ๆเื่ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขาจึงทำได้เพียงว่ากันไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น
เจียงสวินอี้เดินอย่างหมดอาลัยตายอยากได้ครู่หนึ่งก็ชักรู้สึกว่าอวิ๋นเซียตัวหนักเป็บ้า
ปกติแล้วยามอยู่ด้วยกันฝ่ายเขาจะเป็ลูกพี่ใหญ่ที่คอยชี้นิ้วสั่งโน่นนี่ใช้งานพ่อพระเอกผู้น่าเกรงขามราวกับข้ารับใช้คนสนิท คิดไม่ถึงเลยว่าพอกาลเวลาผันผ่านถูกไอ้หมอนี่แทงตายไปหนหนึ่งแล้วยังต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้อีกช่างไม่เป็ธรรมเอาเสียเลย
เจียงสวินอี้จึงจงใจเดินโขยกเขยกไปมาระหว่างขึ้นเขาด้วยไม่อยากให้อวิ๋นเซียได้อยู่สบาย ๆ
อวิ๋นเซียตวาด “เดินให้มันดีๆ !”
เจียงสวินอี้หัวเราะคิก
“เ้ามึนหัวหรือไม่เป็ไร ถ้าข้าหยิกก้นเ้า เ้าก็ไม่มึนแล้ว” ว่าพลางก็เอื้อมมือขวาไปด้านหลังก่อนจะหยิกเข้าให้จริง ๆ
อันที่จริงเจียงสวินอี้เป็โรคคลั่งความสะอาดมาโดยตลอด มักจะไม่ชอบให้ผู้ใดเข้าใกล้มากนักทว่ากับอวิ๋นเซียนั้นต่างออกไป พวกเขาทั้งสองบำเพ็ญเพียรแลกเปลี่ยนวิชากันมาั้แ่เยาว์วัยปราบปีศาจสังหารมารมาด้วยกัน กินนอนร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วนถึงจะเคยแตกหักกันครั้งหนึ่ง แต่ความคุ้นชินก็ยังคงอยู่
เจียงสวินอี้ไม่รู้สึกเลยว่าการกระทำเช่นนี้มันผิดแปลกไม่เหมาะสมที่ตรงไหนไม่ได้ตระหนักถึงความจริงที่อวิ๋นเซียกำลังอึ้งจนตัวสั่นถ้าไม่ใช่เพราะยังไม่กระจ่างเื่ความสัมพันธ์ของเ้าหนูนี่กับอาสวินเขาคงฟันมันตายไปสักสิบเจ็ดสิบแปดหนตั้งนานแล้ว!
อวิ๋นเซียปัดมือปลาหมึกออกอย่างรุนแรงเจียงสวินอี้แม้จะเจ็บ แต่กลับะโโลดเต้น
“พี่ชายชุดขาวท่านเป็อะไรหรือ ข้าเห็นคราก่อนตอนพี่ใหญ่ข้าแบกเสี่ยวเวยไว้ก็ทำเช่นนี้เสี่ยวเวยไม่ะโว่ามึนหัวอีกเลยนะ!”
หลังจากผ่านเื่ ‘อาหู’ เมื่อครู่มา อวิ๋นเซียไม่อยากรู้สักนิดว่า ‘เสี่ยวเวย’ มันคือตัวอะไรอีก!
แต่ไม่อยากรู้ก็ไม่ได้ต่อให้เขาไม่ถาม เจียงสวินอี้ก็จะบอกเอง
“เสี่ยวเวยคือแม่นางตึกบุปผาผู้มีชื่อเสียงที่สุดของเราละแต่นางรูปงามสู้ท่านไม่ได้หรอก”
เขาถึงกับถือโอกาสป้ายสีพี่ชายจอมเสแสร้งที่ยังไม่ได้พบหน้าไปด้วยเสียเลย!
“...” อวิ๋นเซียสูดลมหายใจลึก ๆ นับั้แ่เจียงสวินอี้ตายเดิมทีเขาคิดว่าตนอยู่ต่อไปก็ไร้ค่า เห็นสิ่งใดล้วนชืดชาราวหมอกควันทว่าเวลานี้กลับรู้สึกถึงอารมณ์อันรุนแรงแจ่มชัดที่เรียกว่าความโกรธเกรี้ยว!
แขนที่โอบรอบคอเจียงสวินอี้พลันรัดแน่นขณะที่อวิ๋นเซียกำลังคิดจะสั่งสอนเขานั่นเอง เจียงสวินอี้กลับร้องลั่นเสียใหญ่โตทิ้งตัวนั่งพร้อมสะบัดอวิ๋นเซียออกไป
อวิ๋นเซียสะกิดปลายเท้า ร่างที่ถูกเหวี่ยงปลิวจึงยืนนิ่งอย่างมั่นคงชายหนุ่มกล่าวอย่างมีน้ำโห
“ทำบ้าอะไร?!”
เจียงสวินอี้ตีหน้าเศร้าบอก“เจ็บขาอะ เดินไม่ไหวแล้ว”
อวิ๋นเซีย “...ข้ารัดคอเ้า เ้าจะเจ็บขาได้อย่างไรกัน”
เจียงสวินอี้เอ่ย“ข้าป่วยเป็โรคที่หากผู้อื่นแตะโดนคอจะเจ็บขามาั้แ่เด็ก ๆ”
อวิ๋นเซีย “...”
อวิ๋นเซียคิดในใจ ‘ข้าอดทนไม่เชือดมันทิ้งได้จริงหรือนี่ถึงกับทนทะเลาะกับเ้าบ้านี่มาตั้งนานขนาดนี้เลยงั้นรึ?!’
เจียงสวินอี้ตีหน้าน่าสงสารตัวสั่นงันงกกลั้นขำแทบจะเป็ลม
ใบหน้าของอวิ๋นเซียซีดขาวยิ่งกว่าเดิมผ่านไปครู่หนึ่งก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรงแล้วเดินนำออกไป
เจียงสวินอี้ลอบยินดีในใจลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉงตามหลังเขาต้อย ๆ ไม่ห่าง แข็งแรงขึงขังเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว
อวิ๋นเซียน่าจะยอมแพ้ราบคาบแล้วจึงไม่ต่อปากต่อคำด้วยอีก เดินฉับ ๆ นำหน้าคนเดียวเงียบ ๆ
อาการาเ็ของฝ่ายนั้นไม่ธรรมดาเจียงสวินอี้จึงตามได้สบายบรื๋อ เมื่อเดินตามไปพักหนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีเื่อะไรในที่สุดจึงมีเวลามาเรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด