คืนนั้นในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่
เปลวไฟสีแดงที่กำลังลุกไหม้ได้ย้อมท้องฟ้าสีดำแม้ว่าถนนด้านนอกค่ายทหารจะเงียบสงัดเพราะคำสั่งของสององค์ชายแต่ก็ยังมีเหล่าทหารของราชอาณาจักรคอยลาดตระเวนไปมาอยู่ประปราย นอกค่ายอาจจะดูเหมือนค่ายร้างแต่ในค่ายทหารแซมบอร์ดกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคัก ไม่ว่าจะสุราเลิศรส เนื้อย่างร้องเล่นเต้นระบำ มวยปล้ำ…ทุกอย่างมีอยู่ในค่ายแซมบอร์ดนี้ชาวแซมบอร์ดต่างปล่อยตัวไปกับความสุขและความสนุกสนานอย่างเต็มที่
ในงานเลี้ยงฉลองปรากฏร่างของราชาแห่งไบแซนไทน์และคู่หมั้นสาวอิซาเบลล่าตอนที่พวกเขามาหาราชาแซมบอร์ดเมื่อช่วงบ่ายก็ได้รับคำเชิญจากแองเจล่า ว่าที่ราชินีแห่งแซมบอร์ดให้มาร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้ด้วยดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าละเลย และก็มาถึงค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดก่อนเคอร์ฟิวเมื่อทั้งสองคนให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยงแองเจล่าจึงจัดที่พักให้พวกเขาทั้งสองคนค้างแรมในคืนนี้ด้วย
เหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันบนสนามประลองดาบหมายเลขหนึ่งทุกคนต่างรู้ว่าราชาไบแซนไทน์และราชาแซมบอร์ดสนิทสนมกัน ดังนั้นการที่ราชาไบแซนไทน์จะไปปรากฏตัวอยู่ที่งานเลี้ยงฉลองของค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดก็อยู่ในความคาดหมายของพวกเขาทุกคนเช่นกัน
แต่ที่เหนือความคาดหมายของทุกคนคือนอกจากราชาไบแซนไทน์แล้ว ยังมีคนแปลกหน้ามากมายมาร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้ด้วย
คนเหล่านี้คือตัวแทนของกองกำลังในเมืองหลวงและอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยกว่าอาณาจักรที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับราชาแซมบอร์ดเมื่อตอนบ่าย จู่ๆ ก็มีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนพากันเดินทางมายังค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดและมอบของขวัญล้ำค่ามากมายเพื่อแสดงความยินดีและแสดงเจตนาที่อยากจะเป็นพันธมิตรกับเมืองแซมบอร์ดด้วยของขวัญเหล่านั้นกองพะเนินเป็นภูเขาขนาดเล็กอยู่ภายในค่ายแต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นซุนเฟยกำลังหนีจากการไล่ล่าของนักฆ่ายอดฝีมืออยู่ พวกเขาจึงไม่ได้พบกันและงานเลี้ยงคืนนี้ก็นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ใกล้ชิดกับราชาแซมบอร์ดที่เป็นยอดฝีมือดาวรุ่งในขณะนี้ดังนั้นแม้ว่าจะมีเคอร์ฟิวแต่พวกเขาก็ยอมเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อให้ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษในการมาร่วมงานเลี้ยงคืนนี้
“แก้วแรก แด่พระเจ้า!”ทุกคนต่างถือแก้วเหล้าในมือและชูขึ้นสูง
“แก้วสอง แด่องค์ราชาแซมบอร์ด วีรบุรุษผู้ไร้พ่าย ยอดนักรบผู้เกรียงไกรราชาอันดับหนึ่งของอาณาจักรบริวาร ดาวรุ่งในอนาคตของราชอาณาจักรที่ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงได้!” ขุนนางในเมืองหลวงคนหนึ่งได้ลุกขึ้นยืนและกล่าวคำสรรเสริญที่แฝงความประจบประแจงเต็มที่ท่ามกลางเสียงสนับสนุนของทุกคนที่อยู่รอบๆ พวกเขาต่างยกแก้วหันไปทางซุนเฟย
ทั้งลานเงียบลงเล็กน้อยในขณะที่สายตาของทุกคนต่างมองมาที่ราชาแซมบอร์ด
“แด่วีรบุรุษและมิตรภาพของเรา!”ซุนเฟยยกแก้วเหล้าขึ้นสูงก่อนจะดื่มมันลงไป
“แด่วีรบุรุษและมิตรภาพของเรา!”เมื่อแขกทุกคนเห็นซุนเฟยดื่มจึงพากันดื่มเหล้าในแก้วของตัวเองบ้าง
เมื่อตอนกลางวันคนของตระกูลดีนและตระกูลบีเกิ้ลพยายามดึงราชาแซมบอร์ดเข้าเป็นพวก แต่นอกจากจะไม่สำเร็จแล้วกลับกันยังถูกราชาหนุ่มคนนี้ตอกหน้ากลับอย่างไร้ความปรานี สร้างภาพลักษณ์ ‘หมาบ้า’ ที่หยิ่งทระนงขึ้นมาทำให้ทุกคนต่างนึกกังวลอยู่ในใจว่า บางทีราชาแซมบอร์ดผู้นี้อาจมีมนุษยสัมพันธ์ที่แย่จนยากจะสานสัมพันธ์ด้วยกันได้เขาเหมือนคนบ้าที่ไม่รู้จักหนักเบา แต่ในตอนนี้ สถานการณ์กลับดีกว่าที่คิดอย่างน้อยๆ ก็มี ‘รอยยิ้ม’ และท่าทางที่เป็นมิตร
ไม่ช้าก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญของงานเลี้ยง
แขกทุกคนได้ใช้โอกาสนี้ในการมอบของขวัญให้กับซุนเฟยเพื่อสร้างความสัมพันธ์พร้อมแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่เป็นมิตรของเจ้านายตัวเองด้วย
ซุนเฟยในชุดคลุมยาวสีดำและมีแองเจล่าว่าที่ราชินีเมืองแซมบอร์ดที่สวมชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ดุจเทพธิดาอยู่ข้างๆซุนเฟยแสดงท่าทีที่เป็นมิตรและสุภาพ ไม่มีร่องรอยโมโหร้ายอย่างเมื่อตอนบ่ายอีกบรรยากาศในงานเลี้ยงจึงเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
ทุกคนในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดต่างได้รับความสำคัญและได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
แช็คแลมพาร์ด ‘สองอสุรกาย’ โอเลเกร์และตอร์เรสที่เป็นผู้นำทหารต่างก็ได้รับการประจบสอพลอจากพวกเเขกทั้งหลายและได้รับของขวัญเล็กๆน้อยๆ เช่นกัน แน่นอนว่าพวกเขาได้รับอิทธิพลถอนขนห่าน1จากราชาแซมบอร์ดมาไม่น้อยดังนั้นทุกคนจึงรับของขวัญที่ได้มาด้วยความเต็มใจ ถึงแม้ว่าฟีลิปโปอินซากีและเหล่าเด็กกำพร้าทั้งสี่คนจากเมืองน้ำพุร้อนจะแข็งแกร่งไม่มาก อีกทั้งอำนาจภายในค่ายก็ไม่มีแต่ด้วยในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของราชาแซมบอร์ดทำให้พวกเขาถูกแขกในงานรุมเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ บางทีในสายตาของพวกเขา เด็กๆ ก็มักจะจัดการง่ายกว่าผู้ใหญ่!
“ฝ่าบาท ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ข้ากลับลืมรายงานให้ฝ่าบาททรงทราบได้โปรดลงโทษข้าด้วย!” เมื่อเห็นซุนเฟยเดินกลับมานั่งที่เดิมผู้เฒ่าโซล่าที่ยืนถือแก้วเหล้าอยู่ก็รีบปรี่เข้ามาหาซุนเฟยพลางพูดเสียงกระซิบ
ซุนเฟยโบกมือเบาๆก่อนที่ร่างของพวกเขาทั้งสองคนจะถูกปกคลุมด้วยพลังของคนเถื่อนที่มองไม่เห็น ด้วยพลังนี้จะทำให้ไม่มีใครได้ยินในสิ่งที่พวกเขาพูด
“พูดมา เรื่องอะไร?” ซุนเฟยส่งสัญญาณให้ผู้เฒ่าโซล่านั่งที่เก้าอี้ข้างๆก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างช้าๆ หากทำให้ผู้เฒ่าโซล่ากระวนกระวายใจได้แสดงว่าเรื่องนี้ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน
“หลังจากจบการต่อสู้ของฝ่าบาทไปได้ประมาณสิบห้านาที ก็เกิดฟ้าผ่าขึ้นมาในภูเขามอร์โรจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมไม่ขาดสายมีบางคนบอกว่าตัวเองได้เห็นฉากที่น่ามหัศจรรย์ นั่นก็คือมีภูเขาบางแห่งถล่มลงมาต่อมาก็มีพวกนักรบในค่ายทหารบริวารลือกันว่า พวกเขารู้สึกได้ถึงพลังที่น่าหวั่นเกรงที่เหนือกว่าขอบเขตระดับดาวลอยออกมาจากภูเขามอร์โรว่ากันว่าถ้าไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างสัตว์อสูรระดับสูงก็น่าจะเป็นการต่อสู้ของยอดฝีมือระดับสูง…และก็มีเสียงดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องอีกประมาณสิบห้านาทีก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงทันทีที่ทางเมืองหลวงได้ทราบข่าวก็ส่งยอดฝีมือจำนวนหนึ่งไปปิดกั้นจุดเกิดเหตุพวกเขาได้สร้างวงเวทขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อไม่ให้กลิ่นอายของพลังที่หลงเหลืออยู่กระจายออกไปเรียบร้อยแล้วและตอนนี้มีข่าวลือไปทั่วค่ายว่าอาจจะเป็นนักฆ่าระดับจันทราคนหนึ่งที่ถูกเทพนักรบผู้พิทักษ์สังหาร...”
เมื่อได้ยินข่าวที่ผู้เฒ่าโซล่าเล่าให้ฟังซุนเฟยก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก
เมื่อดวงจันทร์แห่งปีศาจลอยอยู่กลางท้องฟ้า
หลังเที่ยงคืนงานเลี้ยงฉลองในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดก็สิ้นสุดลง
ผู้คนก็เริ่มพักผ่อน
ไม่ช้าภายในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดก็เงียบสงบแสงจันทร์ส่องสว่างลงมาบนพื้นราวกับเป็นชั้นน้ำแข็งบางๆ ที่กำลังเคลือบอยู่ที่พื้นท่ามกลางความเยือกเย็น ทุกหนแห่งมีแต่ความเงียบเหงา มีเพียงเสียงกระพือของธงและสายลมที่พัดโชยมาเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง
ร่างเงาที่เหมือนกลุ่มควันก็ลอยออกมาจากเต็นท์ที่อยู่กลางค่ายอย่างรวดเร็วร่างนั้นกะพริบอย่างเลือนรางในขณะที่ล่องลอยไปข้างนอก
ร่างเงานี้มีการเคลื่อนไหวที่แปลกมากภายใต้ความมืดมิด ร่างเงาสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วและเงียบเชียบ ผ่านเหล่าทหารที่ลาดตระเวนไปมาโดยไม่มีใครรู้ตัวไม่ถึงห้านาทีเงานั่นก็สามารถออกมาจากค่ายทหารบริวารและมุ่งหน้าไปยังภูเขามอร์โร
ยี่สิบนาทีต่อมา
“น่าจะใกล้ถึงแล้ว ข้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายคลื่นพลังที่ปั่นป่วนอยู่จางๆ...หืม?ข้างหน้านี่มัน…สถานที่ต่อสู้งั้นหรือ?” ในภูเขามอร์โร ซุนเฟยยืนอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง
เขาทอดสายตาไปด้านหน้าด้วยความตกใจ
สิ่งที่ปรากฏขึ้นในสายตาของเขาก็คือหลุมขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่าสี่ห้ากิโลเมตรในพื้นที่นั้นเต็มไปด้วยเศษก้อนหินที่เกิดจากภูเขาถล่ม ทรายจำนวนมากที่อยู่ในหลุมนั้นก็น่าจะเกิดจากการที่ก้อนหินบดทับกันจนแหลกละเอียดจนดูเหมือนเนินทรายก็ไม่ปาน...รอบๆหลุมมีรอยแตกที่น่าตกใจ เพียงเท่านี้ ซุนเฟยก็แน่ใจแล้วว่านี่จะต้องเป็นการต่อสู้ของยอดฝีมือแน่ๆ
“ซู้ด...” เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดังขึ้นในหัวของซุนเฟยทำการวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว “ทำลายเทือกเขาไปประมาณสี่หรือห้ากิโลเมตร…สภาพแบบนี้ไม่น่าจะใช่การต่อสู้ของนักรบระดับดาวอย่างแน่นอนบางทีทั้งสองฝ่ายอาจจะเป็นนักรบระดับจันทรา แต่จะเป็นระดับเสี้ยว ครึ่งเสี้ยวครึ่งดวงหรือเต็มดวงก็ไม่แน่ใจแฮะ!”
นักรบระดับจันทราทั้งสองคนเป็นใครกันนะ?
ไม่รู้ทำไมจู่ๆเขาก็นึกถึงนักฆ่ายอดฝีมือที่ตามสังหารตัวเองในวันนี้ขึ้นมา สัญชาตญาณบอกซุนเฟยว่าบางทีหนึ่งในสองยอดฝีมือที่ปะทะกันที่นี่อาจจะเป็นนักฆ่าลึกลับคนนั้นก็ได้
เรื่องนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ข้าต้องเข้าไปดูใกล้ๆ!”
ร่างของซุนเฟยกลายเป็นควันก่อนจะลอยเข้าไปใกล้หลุมยักษ์นั่นด้วย 'โหมดมือสังหาร' ทำให้การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วไร้ร่องรอยและไร้เสียงเนื่องจากว่าซุนเฟยดื่ม 'น้ำยาฟื้นฟูพลัง' เข้าไปหนึ่งขวด ทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้น
“หืม? มีวงเวท!”
ซุนเฟยเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงความผันผวนของเวทมนตร์ที่น่าเกรงขามพุ่งออกมาจากด้านหน้าราวกับกระแสน้ำวนที่กำลังพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง มันหมุนวนไปเรื่อยๆและทำลายสิ่งของที่อยู่ใกล้ๆ จนแตกกระจาย แม้แต่ความแข็งแกร่งของมือสังหารเลเวล 36 ก็ไม่อาจต้านทานได้ โชคดีที่มันหยุดลงกะทันหันทำให้ซุนเฟยมีโอกาสถอยออกมา
ตูมๆๆ!
เวทมนตร์ธาตุไฟพลันปะทุพลังขึ้นมาก้อนหินทุกก้อนที่อยู่รอบๆ รัศมีสามเมตรที่ซุนเฟยเหยียบเมื่อครู่ก็ถูกเปลวไฟที่พุ่งขึ้นมาในอากาศหลอมละลายจนกลายเป็นหินหนืด
ซุนเฟยที่หยุดอยู่บริเวณที่ห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตรก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นฉากนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าอยู่ใน 'โหมดมือสังหาร' ที่มีการตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างฉับไว หากตอบสนองช้าไปกว่านี้สักวินาทีเดียวตอนนี้เขาคงกลายเป็นส่วนหนึ่งของหินหนืดแน่ๆ
เพราะพลังของเวทมนตร์ธาตุไฟนี้ไม่ใช่สิ่งที่นักรบระดับหกดาวสามารถต้านทานได้
--------------------
1 ถอนขนห่าน อุปมาว่า รีดไถเก็บเงิน