ต่อต้านเซียนสวรรค์ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 วิญญาณคู่ตื่นรู้ บทที่ 34 ไม่สร้างบาปกรรม


            เมื่อเห็นภูเขาไฟมอดดับหลงเอ้อรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก

            “พี่หญิง…หลิง นั้นคงมิใช่ฝีมือของพวกถังจิ่วกระมัง?” 

            ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับแต่หลงเอ้อรู้สึกกระสับกระส่ายจริงๆ เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้ถ้าปล่อยให้พวกถังจิ่วตัดหน้าไปจริงๆหากเป็นเช่นนั้นหลังจากวันนี้เขาจะมีหน้าอยู่ในกลุ่มนี้ได้อย่างไร?

            “หลงเอ้อ เจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครคิดว่าเจ้าเป็นใบ้หรอก!”

            สตรีชุดม่วงขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวอย่างเย็นชา “คนที่ท้าทายซากโบราณสถานในเวลาเดียวกันต่อให้มีไม่ถึงหนึ่งพันคนก็มีสักแปดร้อยคนไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นพวกเขา! ถ้าเป็นพวกเขาจริงละก็…” 

            “ดูนั่น มีคนออกมาแล้ว!”

            เสียงตะโกนด้วยความตกใจดังขึ้นตรงทางเข้าเกิดมิติบิดเบือน มีเงาสามร่างออกมาจากซากโบราณสถานพวกเขาก็คือจั๋วอวิ๋นเซียน ถังจิ่ว และเสี่ยวเนี่ยน

            “เอ๊ะ! นี่คุณชายหลงเอ้อมิใช่หรือ?” 

            ถังจิ่วเดินไปหาหลงเอ้ออย่างสง่าผ่าเผยพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าชั่วร้าย “คุณชายหลงเอ้อ เหตุใดพวกเจ้ายังอยู่ที่นี่เล่า? ไม่ไปท้าทายซากโบราณสถานหรือ? น่าเสียดายจริงๆ!”

            “ถังจิ่ว! นี่เจ้า…” 

            หลงเอ้อขบฟันแน่นเขามองกลับไปด้วยสายตาดุร้าย!

            ถังจิ่วไม่ได้สนใจหลงเอ้อแต่หันกลับไปทักทายสตรีชุดม่วง “ไอหยาขอโทษด้วยนะพี่หญิงหลิง พวกเราขอแซงไปก่อน” 

            สตรีชุดม่วงมองถังจิ่วด้วยสายตาเย็นชา “ภูเขาไฟถูกพวกเจ้าดับจริงหรือ?” 

            “เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน! ถ้าไม่ใช่พวกเราแล้วจะเป็นใคร? ข้าไม่เหมือนใครบางคนที่ดีแต่ปากอย่างเดียว” 

            ถังจิ่วเหมือนจะหวาดกลัวสตรีชุดม่วงอยู่บ้างจึงโค้งตัวลงเพราะขาดความมั่นใจ เพียงแต่ถึงแม้เขาจะไม่กล้าล่วงเกินสตรีชุดม่วงทว่าเขากลับอยากเห็นหลงเอ้ออับอาย

            “น่ารังเกียจ!”

            หลงเอ้อทนไม่ไหวอีกต่อไปเขากำลังจะพุ่งตัวออกไป “ถังจิ่วเจ้าอยากต่อสู้มิใช่หรือ! ดูสิว่าเจ้าจะโดนข้าตีตายหรือไม่!”

            “พอได้แล้วหลงเอ้อ ยังขายหน้าไม่พออีกหรือ? กลับมาเสีย” 

            สตรีชุดม่วงอับอายจนเปลี่ยนเป็นความโมโหมิใช่เพราะคำถากถางของถังจิ่วแต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้นางหน้ามืดตามัว…ทว่านางรักษาท่าทางไว้อย่างดีไม่ได้เปิดเผยให้ใครเห็น

            ด้วยสถานะของสตรีชุดม่วงจึงไม่จำเป็นต้องสร้างความแค้นกับคนอื่นเพียงเพราะเสียหน้าเล็กน้อยโดยเฉพาะคนที่มีความสามารถ…คนที่จิตใจคับแคบอย่างหลงเอ้อจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ

            “ถังจิ่ว ดูท่าเจ้าจะมีสหายที่ยอดเยี่ยมนะ” 

            สตรีชุดม่วงหันไปมองจั๋วอวิ๋นเซียนด้วยสายตาของนางจึงมองออกว่าจั๋วอวิ๋นเซียนเป็นผู้นำของถังจิ่วกับสตรีอีกคน

            ถังจิ่วขำแห้งอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวแต่มิอาจปกปิดความภูมิใจในดวงตาได้

            จากนั้นสตรีชุดม่วงกล่าวกับจั๋วอวิ๋นเซียนอย่างสุภาพ “ข้าจำได้ว่าคุณชายชื่ออวิ๋นเสี่ยวเซียน ข้าน้อยจื่อหลิงก่อนหน้านี้ละเลยคุณชายไป ขอคุณชายโปรดอย่าได้ใส่ใจ” 

            “โอ้ ไม่เป็นไร…” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจเขาไม่ได้สนใจเท่าใดนัก

            คนคนหนึ่งหากสายตาไม่ดีก็ไม่เป็นไรแต่มิอาจเป็นคนจิตใจคับแคบได้ คำพูดของสตรีชุดม่วงค่อนข้างเป็นคนใจกว้างทำให้จั๋วอวิ๋นเซียนต้องมองนางใหม่อีกครั้ง

            หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อยจั๋วอวิ๋นเซียนจึงกล่าวว่า “ใช่แล้วพวกเจ้ายังอยากผ่านการทดสอบหรือไม่? ข้าบอกเคล็ดลับกับพวกเจ้าได้นะ…” 

            “อะไรนะ!”

            จื่อหลิงตาเป็นประกายนางรีบส่งสัญญาณให้พวกหลงเอ้อไล่พวกที่กำลังมุงดูออกไปให้หมด

            ถึงแม้จะไม่มีรางวัลผ่านด่านครั้งแรกของภูเขาไฟแล้วแต่มันยังคงมีมูลค่ามาก อีกทั้งถ้าสามารถทำความรู้จักกับคนที่มีความสามารถเช่นนี้การค้าครั้งนี้สำหรับจื่อหลิงถือว่าคุ้มค่ามาก

            ……

            ผ่านไปครู่หนึ่งจื่อหลิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าอยากจะท้าทายโบราณสถานภูเขาไฟต่อจริงๆพี่อวิ๋นเสี่ยวมีเงื่อนไขอย่างไร บอกข้ามาได้เลย”

            จั๋วอวิ๋นเซียนกล่าวออกไปตามตรง “ข้าอยากสืบข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติรักษาแขนขาดไม่ทราบว่าคุณหนูจื่อหลิงมีเบาะแสหรือไม่? ถ้าสามารถหาซื้อได้จะดีที่สุด”

            “รักษาแขนขาดหรือ?”

            จื่อหลิงตกตะลึงจากนั้นพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าพอจะมีเบาะแสอยู่แต่น่าเสียดายที่ยากจะหามาได้…จากที่ข้ารู้มาทั่วทวีปไท่เซวียนมีสมบัติวิญญาณเช่นนี้เพียงสามอย่าง อย่างแรกคือ ’หญ้าเฮยอวี้ไป๋’ อย่างที่สองคือ ’สระกำเนิดเจ็ดดารา’ อย่างสุดท้ายคือ ‘อัญมณีอัฐิมังกร’ …ของสามอย่างนี้ล้วนอยู่ในมือของขั้วอำนาจระดับสูงสุดถึงแม้เป็นกษัตริย์เจ้าดินแดนก็มิอาจเสาะหามาได้” 

            “……”

            ถึงแม้จั๋วอวิ๋นเซียนจะเตรียมใจเอาไว้แล้วแต่เมื่อได้ยินคำตอบของจื่อหลิง ในใจของเขายังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้

            “เคล็ดลับบททดสอบของโบราณสถานภูเขาไฟ ข้าขายหนึ่งพันเหรียญมายาให้พวกเจ้า…” 

            เมื่อได้ยินราคาที่จั๋วอวิ๋นเซียนเสนอมาจื่อหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย หลงเอ้อระเบิดความโกรธออกมาทันที “อะไรนะ! หนึ่งพันเหรียญมายาหรือ ทำไมเจ้าไม่ปล้นเราเลยเล่า!”

            จั๋วอวิ๋นเซียนจึงกล่าวความจริงออกไปตรงๆ “ข้าสู้พวกเจ้าไม่ได้นี่นา” 

            “……”

            ทุกคนต่างพูดไม่ออกคำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผลยิ่งนัก พวกเขาถึงกับไม่รู้จะเถียงอย่างไร

            แต่ฟังจากน้ำเสียงของจั๋วอวิ๋นเซียนแล้วถ้าสู้กับพวกเขาได้ จะลงมือปล้นจริงหรือ?

            จื่อหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามสงบอารมณ์ “อวิ๋นเสี่ยวเซียน หนึ่งพันเหรียญมายาแพงเกินไปเจ้าน่าจะรู้ว่าถึงแม้จะเป็นเคล็ดลับการผ่านด่านซากโบราณสถานก็มีค่าไม่ถึงหนึ่งพันเหรียญมายา” 

            จั๋วอวิ๋นเซียนพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “คุณหนูจื่อหลิงกล่าวมิผิดที่จริงแล้วเคล็ดลับการผ่านโบราณสถานภูเขาไฟแค่หนึ่งร้อยเหรียญมายาก็พอแล้วแต่ก่อนหน้านี้พวกเจ้าล่วงเกินข้าดังนั้นอีกเก้าร้อยเหรียญมายาเพื่อลบล้างบาปกรรมความแค้นระหว่างพวกเรา…แน่นอนว่าพวกเจ้าจะไม่จ่ายก็ย่อมได้” 

            บาปกรรมที่กล่าวมานั้นคือจุดเริ่มต้นและจุดจบของทุกสรรพสิ่ง

            จั๋วอวิ๋นเซียนเคยอ่านจากตำราโบราณเล่มหนึ่งกล่าวไว้ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีบาปกรรม หากมีบาปกรรมติดตัวมากเกินไป จะทำให้ยากที่จะบำเพ็ญวิถีเซียนและเขามีปณิธานต้องเป็นเซียน ดังนั้นเขาไม่อยากติดค้างคนอื่นและไม่อยากให้คนอื่นมาติดค้างเขาด้วย

            จื่อหลิงเพิ่งเคยพบคนที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้เป็นครั้งแรกถึงกับเอาเรื่องบุญคุณความแค้นมาพูดได้อย่างมีเหตุผลเช่นนี้แต่นางไม่ได้โกรธแม้แต่น้อยกลับกันรู้สึกสบายใจขึ้นมาก…เหมือนได้วางบุญคุณความแค้นนี้ลงสำหรับนางแล้วนี่เป็นการตัดสินใจที่ไม่เลว

            อีกทั้งนางเห็นว่าจั๋วอวิ๋นเซียนเป็นคนแบ่งแยก ‘บุญคุณกับความแค้นชัดเจน’ และ ‘สง่าผ่าเผย’ การคบค้ากับคนเช่นนี้ดีกว่าพวกคนที่เต็มไปด้วยแผนการเหล่านั้นมาก

            “ดี! หนึ่งพันก็หนึ่งพันหวังว่าต่อไปพวกเราจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันมากกว่านี้” 

            จื่อหลิงก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผลนางหยิบหนึ่งพันเหรียญมายาออกมาให้จั๋วอวิ๋นเซียน

            “พี่หญิงหลิง นี่ท่าน…” 

            หลงเอ้อยังอยากจะพูดต่อกลับถูกจื่อหลิงถลึงตาใส่

            จั๋วอวิ๋นเซียนพยักหน้านับว่าเรื่องนี้จบลงแล้ว ต่อไปเขาจึงเล่าประสบการณ์และเคล็ดลับการผ่านด่านภูเขาไฟให้อีกฝ่ายฟัง

            ……

            เมื่อมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของจื่อหลิงผ่านไปครึ่งวันแล้วแต่ถังจิ่วก็ยังไม่ได้สติกลับมา

            “เจ้าทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?” 

            ตอนนี้ถังจิ่วนับถือจั๋วอวิ๋นเซียนอย่างสุดหัวใจทั้งชาญฉลาด มีความสามารถ และยังเข้าใจกลไก ค่ายกลอักขระอีก…ที่สำคัญก็คือยังทำการค้าเป็นอีกด้วย!ถังจิ่วอยากถามว่านอกจากเจ้าคลอดบุตรเองไม่ได้แล้ว ยังมีอะไรที่ทำไม่เป็นอีก?

            ถังจิ่วหันกลับมาถามด้วยเสียงแผ่วเบา “อวิ๋นเสี่ยวเซียน…บ้านเจ้าทำอะไรกันแน่?” 

            “ค้าขายน่ะ” 

            ตระกูลจั๋วมีรากฐานมาจากการค้าจั๋วอวิ๋นเซียนได้ยินได้ฟังมามาก จึงเข้าใจวิถีการค้ามาบ้าง

            ถังจิ่วถอนหายใจยาวเขากล่าวด้วยสายตาคาดหวัง “เอาละ! อวิ๋นเสี่ยวเซียนข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนมีเงิน จากวันนี้ไปพี่จิ่วต้องให้เจ้าเลี้ยงแล้ว” 

            “……”

            จั๋วอวิ๋นเซียนขี้เกียจสนใจจึงไม่ได้ตอบสักคำแต่จากการแลกเปลี่ยนเมื่อครู่นี้ทำให้เขาได้ข้อคิดเกี่ยวกับการค้าขายบางทีนี่อาจจะเป็นรายได้ที่ไม่เลว 

            เมื่อคิดได้เพียงเท่านี้จั๋วอวิ๋นเซียนก็ติดต่อกับเถ้าแก่อู๋ที่เมืองโบราณเทียนฟงทันที

            ……

               

             

             

    คล้ายกับเรื่องต่อต้านเซียนสวรรค์ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน