จุติใหม่มหาเทพตี้เทียน( ภาคมหาสงครามสิ้นโลก )

    บทที่39 ความทุกข์ทนของตระกูลจาง

     

              ณ เมืองปักกิ่ง

                บริษัทLegendary Star Entertainment ต้นสังกัดของลี่เหยาเหยา

                “ เราจัดการควบคุมช่องทางสื่อไว้หมดแล้วค่ะ…ท่านประธาน ”  เลขาสาวได้เข้ามารายงานในห้องประชุม

     

                “ เข้าใจแล้ว…เธอออกไปได้ ” ซุนว่านเฉินโบกมือให้เลขาออกไป  เขานั่งอยู่ในตำแหน่งประธานใหญ่ ผู้มีอิทธิพลในวงการบันเทิงและวงการเพลงของจีน

     

                “ คุณหลง…คุณก็เห็นการตัดสินใจของเธอแล้ว เราไม่สามารถใช้วิธีนี้ในการบีบตระกูลของเธอได้  ถึงแม้คุณจะเป็น 1 ในผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ตาม ”

               

                “ ผมคงไม่อาจเอาอนาคตของบริษัทมาเสี่ยงเพราะเรื่องส่วนตัวของคุณได้   ลี่เหยาเหยาเปรียบเสมือนสินค้าที่ดีที่สุดของเรา  ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ บริษัทเราจะสูญเสียรายได้เกือบหมื่นล้านเลยทีเดียว”

     

                ซุนว่านเฉินอธิบายออกมาอย่างจริงจัง  แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนสนิทแต่เขาก็ไม่อาจเอาอนาคตบริษัทของเขาไปเสี่ยงได้

                มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปั้นซุปเปอร์สตาร์ระดับท็อปของโลกขึ้นมาซักคน…

     

                “ เข้าใจแล้ว…ขอบใจนายมากนะ  ฉันขอตัวก่อน ” หลงสุ่ยผิงเดินออกไปด้วยสีหน้าเป็นกังวล 

     

     

              ณ บ้านหลักตระกูลลี่

     

              “ เธอหมายถึง…ตระกูลหลงใช้อนาคตของเธอมากดดันตระกูลลี่เพื่อขอประนีประนอมเหรอ ” จ้าวเทียนถามขึ้นด้วยความแปลกใจ เขาไม่นึกเลยว่าตอนที่เขาไม่อยู่ จะเกิดเรื่องที่มีผล

    กระทบเป็นวงกว้างขนาดนี้

     

                “ การกระทำเมื่อกี้ของฉัน…เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าฉันไม่สนใจคำขู่นั้น  แต่นายไม่ต้องห่วงนะ ฉันคิดว่าตอนนี้ท่านประธานใหญ่ของต้นสังกัดฉันคงควบคุมสื่อไว้หมดแล้ว  มันจะไม่มีข่าวหลุดไปแน่นอน ” ลี่เหยาเหยาพูดด้วยความมั่นใจ

     

                เธอรู้นิสัยของจิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นดี  เขาไม่มีทางยอมให้บริษัทสูญเสียผลประโยชน์เพราะชื่อเสียงของเธอเด็ดขาด 

               

                ในแต่ละปี เธอเซ็นต์สัญญางานโฆษณาและงานอื่นๆในต่างประเทศรวมๆแล้วเกือบหมื่นล้าน  ต้นสังกัดไม่มีทางยอมสูญเสียเธอไปแน่

     

                “ งั้นก็ดีแล้ว…หากมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกมาได้เลยนะ ” จ้าวเทียนบอกด้วยสีหน้าจริงใจ

     

                ลี่เหยาเหยามองกลับมาด้วยรอยยิ้มแห้งๆเธอรู้สึกอายเล็กน้อย

     

                “ จะว่าไปฉันก็มีเรื่องให้ช่วยจริงๆแหละ...ฉันขอยืมตัวน้องปิงหยูซัก 2-3 วันได้ไหม ”

     

                จ้าวเทียนมองเธอด้วยสีหน้าสงสัย  เธอจะยืมตัวลูกศิษย์เขาไปทำไมกัน

     

                แวปปป

               

                “ ให้ฉันเป็นคนบอกคุณเอง…”  เทพธิดาตัวจิ๋วได้ปรากฏตัวขึ้น

     

                “ หืม…ร่างวิญญาณของเธอเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นนะ  ”  จ้าวเทียนมองเทพธิดาที่ลอยอยู่ตรงหน้าด้วยความแปลกใจ

     

                นัยน์ตาเปล่งประกายแสงสีทองออกมา  เขาสามารถเห็นการไหลเวียนของพลังงานจิตวิญญาณของเทพธิดาได้ชัดเจน

     

                “ นี่เธอสร้างแก่นแท้ดวงจิตเทพขึ้นมาได้งั้นเหรอ…มันเป็นไปได้ยังไงกัน ” จ้าวเทียนถามขึ้นอย่างสงสัย

               

                “ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน…แต่ทุกครั้งที่เหยาเหยายกระดับพลังสูงขึ้น  พลังงานเหล่านั้นก็จะเข้ามาในร่างของฉันด้วย  ” 

                “ ฉันคิดว่าถ้ายังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ  ฉันคงจะสร้างกายทิพย์ของตัวเองได้”

     

                เมื่อจ้าวเทียนได้ยินสิ่งที่เทพธิดาบอกมาเขาก็ตกใจมาก  เพราะกายทิพย์นั้นจะสามารถทำให้เธอปรากฏตัวออกมาให้คนอื่นเห็นได้และยังต่อสู้ได้อีกด้วย

               

                ด้วยระดับพลังขอบเขตเทพโลกาของเธอ  แน่นอนว่าจะต้องเป็นตัวตนที่ทรงพลังที่สุดในโลกมนุษย์แน่นอน

               

                แต่ก็น่าเสียดายที่กว่าดวงจิตเทพของเธอจะสมบูรณ์  ลี่เหยาเหยาคงต้องอยู่ในขอบเขตที่เหนือกว่าขั้นเซียนในโลกมนุษย์ไปแล้ว  มีแต่ต้องขึ้นไปที่แดนสวรรค์เท่านั้นถึงจะทำได้

     

                “ ตกลงว่าเธอต้องการตัวปิงหยูไปทำไมเหรอ” เขาถามขึ้นอีกครั้ง

     

                “ ฉันต้องการสร้างเขตอาคมจิตวิญญาณขนาดใหญ่  ซึ่งมันต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเด็กสาวคนนั้น  ” เทพธิดาตอบด้วยรอยยิ้ม

     

                “ เธอต้องการสร้างแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังจิตวิญญาณหนาแน่นเหรอ…แต่นั่นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากมายมหาศาลเลยนะ ” จ้าวเทียนพูดด้วยเสียงตกใจ 

               

                ถ้าต้องการสร้างแดนศักดิ์สิทธิ์จริงๆต่อให้ใช้ทรัพยากรหมดทั้งโลกก็ยังไม่พอ 

     

                “ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดเล็กประมาณไม่กี่ร้อยตารางเมตรล่ะ…เขตอาคมของฉันเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาในราชวงศ์ของเทพสวรรค์โบราณ   มันสามารถจำกัดขอบเขตเป็นพื้นที่ขนาดเล็กได้  ”  เทพธิดาตัวจิ๋วยืดอกเล็กน้อย เมื่อเห็นจ้าวเทียมมองมาด้วยแววตาสนใจ

     

                “ น่าสนใจจริงๆ…ฉันตกลงให้เธอยืมตัวปิงหยูได้ และฉันก็จะช่วยเธอสร้างเขตอาคมด้วย ฉันก็เชี่ยวชาญทางด้านนี้เหมือนกัน”

     

                “ แต่มีเงื่อนไขคือ…ฉันขอเป็นคนเลือกสถานที่เอง และเมื่อมันสำเร็จฉันขอพาคนของฉันเข้าไปฝึกฝนในนั้นด้วย” จ้าวเทียนพูดด้วยรอยยิ้ม แววตาของเขาเปล่งประกายสดใส

     

                ถ้าเรื่องนี้สำเร็จจริงๆเรื่องของสำนักโบราณก็ไม่ใช่ปัญหาของเขาอีกต่อไป

     

                พวกแกเตรียมตัวเจอกองทัพปรมาจารย์ของฉันได้เลย…

     

                “ ตกลง…ที่จริงแล้วถ้าได้คุณมาช่วยด้วยก็จะดีมาก  เพราะตัวฉันเองก็ไม่ค่อยถนัดในด้านเขตอาคมเท่าไหร่” เทพธิดายิ้มอย่างเขินๆ 

               

                เธอจดจำได้เพียงรายละเอียดของเขตอาคมเท่านั้น   แต่จะใช้งานหรือต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรเธอไม่มีความเชี่ยวชาญเลย

     

                “ ฉันพอจะรู้แล้ว…วันนี้พวกห้าตระกูลจะต้องเข็ดหลาบไปอีกนาน หึหึ ” จ้าวเทียนหัวเราะด้วยความสะใจนิดๆ  

               

                เรื่องทรัพยากรที่ต้องใช้ไม่ใช่ปัญหา…

                ในเมื่อมีคนมาให้รีดไถถึงที่…

               

               

                ผ่านไปสามชั่วโมง

     

                รถตู้ขนของคันแล้วคันเล่าขับเข้าไปจอดในตระกูลลี่อย่างเป็นระเบียบ

                คนงานมากมายกำลังทยอยขนวัตถุโบราณจำนวนมากลงจากรถ  ไปยังคลังของสะสมของลี่ตงไห่จนล้นออกมา

     

                ตัวแทนจากสี่ตระกูลมองดูภาพเหล่านั้นด้วยความเจ็บปวด  มันแทบจะเป็นสมบัติครึ่งหนึ่งของตระกูลพวกเขาเลยทีเดียว 

               

                ตระกูลลี่ไม่สนใจผลประโยชน์อื่นๆที่เสนอให้โดยสิ้นเชิง  อีกฝ่ายต้องการเพียงของโบราณล้ำค่าเท่านั้น  ซึ่งทางพวกเขาก็ไม่อาจขัดขืนได้

               

                แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังถือว่าโชคดีที่ได้เจรจากับลี่เฉียนคุน….

     

                ตอนนี้ตัวแทนจากสี่ตระกูลมองไปยังทิศทางหนึ่งพร้อมกัน

               

                “ จ้าวเทียน…ฉันขอร้อง ตระกูลจางไม่สามารถมอบของสิ่งนั้นให้ได้จริงๆ  ตอนนี้พวกเราก็มอบสมบัติโบราณให้ไปมากกว่าตระกูลอื่นสองเท่าแล้ว”

     

                 “  แต่พระพุทธรูปไม้โบราณมันจำเป็นในการช่วยต่อชีวิตอดีตผู้นำตระกูล  ถ้าพวกเรามอบให้ไป  อดีตผู้นำก็คง… ”

     

                ผู้อาวุโสตระกูลจางพูดขึ้นด้วยเสียงอ้อนวอน  เขาเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของตระกูลที่รับผิดชอบในด้านการเจรจาโดยเฉพาะ

               

                แต่ไม่นึกเลยว่าเพราะการกระทำที่สมควรตายของจางถงจะทำให้ตระกูลเขาต้องสูญเสียมากกว่าตระกูลอื่นถึงสองเท่า  แม้แต่สมบัติสืบทอดยังรักษาไว้ไม่ได้

     

                “ ฉันบอกไปแล้ว  ของสิ่งนั้นก็จำเป็นกับฉันเหมือนกัน  ” จ้าวเทียนตอบด้วยเสียงเย็นชา แววตาของเขาแฝงด้วยความเยาะเย้ย  

               

                ฉันไม่มีทางสงสารพวกแก…

                เหตุการณ์ทั้งหมดก็เป็นพวกแกที่แส่หาเรื่องเอง…

     

                เมื่อผู้อาวุโสตระกูลจางเห็นแบบนั้นเขาก็กัดฟันด้วยความโกรธ  สายตาของเขามองไปยังจางถงที่ยืนอยู่ด้านข้างแล้วก็ตะโกนออกมาเสียงดัง

               

                “ เพราะแกคนเดียว!..ไอเศษสวะเอ้ย ยังไม่รีบก้มหัวขอร้องนายน้อยจ้าวอีก ”

               

                !!

                สีหน้าจางถงเปลี่ยนไปทันที

               

                “ ลุงสอง…ฉัน ” จางถงพูดขึ้นด้วยเสียงอ่อนแรง   หลังจากเขาฟื้นสติมาก็พบว่าใบหน้าตนเองถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลทั้งหมด

               

                หมอบอกว่าจะต้องทำศัลยกรรมใบหน้าทั้งหมด  ส่วนฟันในปากก็ต้องใช้ฟันปลอม  ใบหน้าของเขาในตอนนี้มันเลวร้ายกว่าผีซะอีก   ทั้งหมดมันเป็นฝีมือของจ้าวเทียนคนเดียว

               

                แต่ตอนนี้เขาจะต้องมาคุกเข่าให้มันงั้นเหรอ…

                ฉันไม่มีทางยอม…

                ฉันจะต้องแก้แค้นแกให้ได้…

     

                ลุงสองตระกูลจางที่เห็นจางถงไม่ทำตามที่เขาบอก  ทั้งยังมองจ้าวเทียนด้วยความแค้น  เขาก็ระเบิดโทสะออกมาทันที

     

                “ ไอเด็กเวร…แกคิดว่าฉันไม่กล้าทำอะไรแกงั้นเหรอ ”

     

              เปรี้ยง!

                เขาเตะใส่ข้อพับจางถงอย่างแรงจนอีกฝ่ายคุกเข่าลงไปกับพื้น

               

                “ ถ้าแกลุกขึ้นมา…ฉันจะฟาดแกให้ขาหัก ”

               

     

                อั่ก!

                จางถงโกรธจนกระอักเลือดออกมา  แววตาบ้าคลั่งมองไปทางจ้าวเทียนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

     

                “ จ้าวเทียน…ฉันจะฆ่าแก! ” เขาตะโกนขึ้นด้วยความโกรธแค้นก่อนจะสลบไป เพราความโกรธ

     

               

                “ หืม…ฉันคิดว่าเราไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้วล่ะ"  จ้าวเทียนพูดด้วยท่าทีเฉยชา  จากนั้นเขาก็หันไปหาลี่เฟยที่ยืนดูอยู่ข้างๆ  แล้วพูดขึ้น

                “ ลี่เฟย เธอไปบอกคุณปู่ว่าตระกูลจางไม่ตกลง ”

     

                !!

                “ เดี๋ยววว…พวกเรายอมแล้ว ”  ผู้อาวุโสตระกูลจางพูดด้วยความสิ้นหวัง

     

                เมื่อได้ยินแบบนั้นจ้าวเทียนก็เดินจากมาด้วยรอยยิ้ม   วันนี้เขายังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก  ตอนเช้าตระกูลลี่ได้มอบเงินค่าเม็ดยาโอสถให้เขาแล้ว  มันเป็นจำนวนสูงถึง 50 ล้านเลยทีเดียว

     

                เขาเองก็ไม่คิดว่ามันจะได้เงินมากขนาดนี้  ตอนแรกเขาคิดแค่ค่าหลอมยาเพียง5 ล้านเท่านั้น  เพราะสมุนไพรต่างๆตระกูลลี่กับตระกูลกงเป็นคนหามาให้ทั้งหมด

     

                แต่ท่านปู่ลี่กลับเสนอเงินมาให้เขาถึง50 ล้านเลยทีเดียว  โดนแบ่งออกเป็น

                ค่าหลอมยาหยวนตันเม็ดละ5 ล้าน  ส่วนยาล้างไขกระดูกเม็ดละ 10 ล้าน

               

                ในตอนนั้นเขาคิดว่าคงจะมีเงินพอที่จะจัดการเรื่องซื้อบ้านได้อย่างสบาย  แต่เมื่อรู้เรื่องเขตอาคมจิตวิญญาณของเทพธิดา

               

                เงินแค่ 50 ล้านก็คงจะไม่พอแล้ว  เพราะเขาต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ที่รองรับคนเกือบร้อยคน

     

                ตอนนี้เขายังขาดเงินอีกมากเลยทีเดียว…

                คงต้องหลอมยาอีกเป็นเดือนถึงจะมีเงินพอ…

               

                เอ๊ะ!

               

                เดี๋ยวก่อน…

               

                จ้าวเทียนมองไปที่ตัวแทนทั้งห้าตระกูลด้วยรอยยิ้มเย็นชา

     

                “ จะว่าไป…ฉันรีดไถเอาจากคนพวกนั้น น่าจะไวกว่านะ”




    คล้ายกับเรื่องจุติใหม่มหาเทพตี้เทียน( ภาคมหาสงครามสิ้นโลก ) ที่คุณอ่าน