“เหตุใดพวกเจ้าถึงอยู่ที่นี่ ข้าจำได้ว่าบอกให้พวกเจ้าอยู่ช่วยงานท่านลาม่อนมิใช่รึ”
มาบิลกล่าวพลางทิ้งตัวลงมาจากหลังนกปากเงิน พร้อมจูงมันเดินเข้ามาหากลุ่มคนสวมชุดหลากสี
“หัวหน้าพวกข้า...”
หญิงสาวในชุดเทาด้านหน้ากลุ่มกล่าวตอบเสียงแผ่ว เมื่อมองไปยังใบหน้าของทุกคนที่อยู่ด้านหลังนาง จะเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นล้วนแสดงสีหน้าลำบากใจ
“ท่านลาม่อนได้ผู้ช่วยที่มีศักยภาพแล้ว พวกไก่อ่อนอย่างผู้ใช้อาคมของสมาคมนักล่าอยู่ไปก็เป็นเพียงตัวถ่วงเท่านั้น”
ชายในชุดคลุมสีขาวผู้หนึ่งกล่าวขึ้นเสียงดัง มันมีผมสีม่วงอ่อน นัยน์ตาสีเทา และใบหน้าที่หล่อเหลา ชายผู้นี้มีนามว่ากีเมียเป็นสาวกสวรรค์ของวังเมฆาสูญสิ้น มันมองเหยียดกลุ่มผู้ใช้อาคมสมาคมนักล่าอยู่นาน สักพักก็หันไปทางมาบิล
“เจ้าคือหัวหน้าของพวกมันสินะ ข้าแนะนำให้เจ้าพาพรรคพวกไม่ได้เรื่องของเจ้ากลับอาณาจักรไปซะ”
“ว่าอย่างไรนะ!!!”
เอบิสก้าวออกมาจากด้านหลังมาบิล พร้อมยกมือขึ้นชี้หน้ากีเมียอย่างขุ่นเคือง
“นี่เป็นเรื่องของอาณาจักรวายุอัสนี จำไม่เห็นได้ว่าคนจากวังเมฆาสูญสิ้นเกี่ยวอะไรด้วย!!”
ม๊อกที่อยู่ด้านข้างเอบิส หันหน้าไปหาหญิงสาวชุดเทาทันที
“นี่มันเรื่องอะไร?”
“ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันท่านม๊อก เมื่อสามวันที่แล้วกลุ่มคนจากวังเมฆาสูญสิ้นจู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ”
หญิงสาวชุดเทาหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่นานก็มองไปทางกลุ่มคนชุดเขียว
“แล้ววันถัดมาพวกคนจากหุบเขาจัตุรัสยักษาก็ตามมา บางที...”
“อาจมีสายข่าวของพวกนั้นอยู่ในกลุ่มเราสินะ”
ม๊อกกล่าวเสียงเรียบ
“หรือไม่ข่าวเรื่องสถานที่นี้อาจหลุดตั้งแต่การประชุมในวัง อย่างไรข้ามั่นใจว่าผู้คนของสมาคมนักล่าไม่มีทางเป็นสายข่าวให้พวกนั้นแน่นอน”
มาบิลกล่าวพลางขมวดคิ้วก่อนจะหันหน้าไปหากีเมีย
“พวกเจ้ารู้เรื่องจุดที่พวกเราพบแผ่นหินได้อย่างไร”
“ข้าจำเป็นต้องบอกเจ้าด้วยรึ”
กีเมียกล่าวด้วยท่าทางยิ้มเยาะ
“ท่านกีเมีย”
จู่ๆก็มีเสียงดังมาจากกลางลานกว้าง มันเป็นเสียงของชายชุดขาวที่ก่อนหน้านี้ได้ทำการประลองกับชายชุดเขียวอยู่
“โอ้โทษทีท่านเอียทิม ต่อเลย อย่าให้เรื่องของพวกไร้ความสามารถมาทำให้การแลกเปลี่ยนทักษะการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างวังเมฆาสูญสิ้นและหุบเขาจัตุรัสยักษาต้องมัวหมอง”
กีเมียพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมเดินกลับไปหากลุ่มคนชุดขาวประมาณห้าคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก
“น่ารังเกียจชะมัด”
เอบิสกำมือแน่นอย่างหัวเสีย
“เป็นอย่างนี้ทุกทีสิน่า เพราะเหตุนี้ข้าจึงมิค่อยอยากร่วมงานกับพวกคนจากวังเมฆาสูญสิ้นสักเท่าไหร่”
ม๊อกถอนหายใจพลางส่ายหัวไปมา
“เป็นอย่างไหนรึ?”
ชิลที่ยืนนิ่งเงียบด้านหลังอยู่นานจู่ๆก็ถามขึ้น
“เจ้ามิรู้รึ พวกคนจากวังเมฆาสูญสิ้นล้วนเป็นพวกหยิ่งผยองกันทั้งนั้น ด้วยผู้รับใช้สวรรค์ที่มีอัจฉริยะภาพสูงทำให้พวกมันชอบดูถูกเราที่มาจากอาณาจักรวายุอัสนีว่าไร้ความสามารถ พูดง่ายๆพวกมันมักคิดว่าเราเป็นได้เพียงเบี้ยล่างของพวกมันเท่านั้น”
เอบิสกล่าวด้วยแววตาแววโรจน์
“แต่มันก็เป็นเรื่องจริงล่ะนะ ที่เราเป็นได้เพียงเบี้ยล่างของพวกนั้น”
ม๊อกหรี่ตามองไปยังกลางลานกว้างที่ตอนนี้คนในชุดคลุมสีขาวและคนในชุดคลุมสีเขียวเริ่มกลับมาสู้กันอีกครั้งแล้ว
“ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ ทักษะ ความรู้ ความเร็วในการฝึกฝน สมบัติ ศาสตราวุธ ทุกอย่างที่พวกเรามีล้วนเทียบไม่ได้กับที่พวกนั้นมี”
“งั้นรึ”
ชิลกล่าวพลางยิ้ม
ขณะนั้นชายที่วิ่งออกไปจากกลุ่มผู้ใช้อาคมสมาคมนักล่าเมื่อครู่ ก็วิ่งกลับมาพร้อมตะโกนเสียงดังมาทางมาบิล
“ท่านลาม่อนบอกให้พาตัวเขาไปหาทันทีขอรับ!!”
ได้ยินดังนั้นคนทั้งสองที่อยู่ใจกลางลานกว้างก็หยุดต่อสู้กันอีกคราพร้อมหันมองมายังกลุ่มคนสมาคมนักล่า
“โอ้เกือบลืมไป ที่พวกเจ้ากลับอาณาจักรครานี้เพราะไปพาตัวผู้เชี่ยวชาญการอ่านภาษานักรบดินแดนร้างมา”
กีเมียกล่าวพลางดันตัวลุกขึ้น
“ไหนล่ะข้าขอดูหน้าหน่อย อย่างไรคนจากอาณาจักรวายุอัสนีก็มีเพียงตัวไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว”
ชิลหรี่ตามองไปที่กีเมีย ไม่นานก็หันไปทางกลุ่มคนชุดขาวที่อยู่ด้านหลัง ต่อด้วยกลุ่มคนชุดเขียวและคนทั้งสองที่อยู่กลางลานกว้าง จึงรู้ว่าทุกคนที่นั่งอยู่ข้างด้านข้างลานล้วนอยู่ในระดับผสานกายขั้นเจ็ดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนจากวังเมฆาสูญสิ้นหรือหุบเขาจัตุรัสยักษา ส่วนกีเมียและชายสองคนที่อยู่กลางลาน พวกมันอยู่ในระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นต้น
แม้จะเป็นเช่นนั้นด้วยกลิ่นอายสังหารที่ปล่อยออกมา ทำให้พูดได้เต็มปากว่าเพียงระดับผสานกายขั้นเจ็ดของพวกมันก็มีความสามารถทัดเทียมกับมาบิลที่อยู่ในระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นต้นแล้ว
จู่ๆบรรยากาศโดยรอบก็เงียบลงผิดปกติ นี่ทำให้ชิลต้องหันมองกลุ่มคนสมาคมนักล่าที่อยู่ด้านข้าง จึงพบว่าสายตาทุกคู่ล้วนมองนิ่งไปที่กีเมียอย่างเย็นเยือก พวกเขาแสดงออกชัดเจนถึงความไม่พอใจในคำพูดและท่าทางของมัน
เมื่อไม่มีผู้ใดตอบคำถาม กีเมียจึงกล่าวต่อ
“ข้าได้ยินว่าเป็นผู้เยาว์ที่มีความสามารถในการเขียนอาคมได้นิดหน่อย จึงได้รับเชิญไปเป็นผู้ใช้อาคมประจำตระกูลขยะ อย่างแรนเชอ”
“หุบปาก!!”
เอบิสตะโกนดังลั่นพร้อมระเบิดพลังงานสวรรค์ออกมา
“จะสู้รึ เพียงผสานกายขั้นหก ช่างไม่รู้จักเจียม”
กีเมียยิ้มพลางส่ายหัวอย่างดูถูก
“เจ้า! เหตุใดจึงไม่กล่าวอะไรบ้าง เจ้านั่นกำลังดูถูกตระกูลที่เจ้ารับใช้อยู่นะ”
เอบิสหันมาทางชิลพร้อมกล่าวด้วยท่าทางเดือดดาล
“ข้ามิเคยรับใช้ตระกูลแรนเชอ”
ชิลปรายตามอง
“แถมตอนนี้ข้าก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแรนเชอแล้วด้วย”
“นี่เจ้า...”
เอบิสแข็งค้างไปกับคำตอบชิล
เมื่อเห็นบทสนทนาของทั้งสอง กีเมียก็รู้ทันทีว่าชิลคือผู้ที่ลาม่อนให้สมาคมนักล่ากลับไปตามตัวมา จึงยิ้มอย่างดูแคลนพลางกล่าว
“หืม เจ้าน่ะรึผู้เชี่ยวชาญในการอ่านภาษานักรบดินแดนร้าง ด้วยวัยเพียงเท่านี้กลับไปถึงผสานกายขั้นห้า นับว่าไม่เลวนัก แต่หากเทียบกับผู้เยาว์ของวังเมฆาสูญสิ้น เจ้ามันก็เป็นได้เพียงพวกชั้นสองเท่านั้น ไร้ค่าจริงๆ”
“การโต้เถียงขอให้มีขีดจำกัดด้วย”
มาบิลกล่าวเสียงแข็งพร้อมแผ่รังสีสังหาร สักพักจึงกล่าวต่อ
“ข้าต้องนำตัวเขาไปหาท่านลาม่อน เจ้าคงไม่คิดขัดขวางคำสั่งท่านลาม่อนใช่หรือไม่”
เห็นมาบิลเริ่มแสดงท่าทางคุกคาม พรรคพวกที่อยู่ด้านหลังกีเมียก็พากันลุกขึ้นพร้อมเดินเข้ามายืนขนาบข้างมันกันถ้วนหน้า
“แน่นอน หากมันเป็นคำสั่งขอท่านลาม่อนข้าก็มิคิดขัดขวางอะไร”
กีเมียหัวเราะในลำคอ ก่อนหันไปทางเอียทิมที่อยู่กลางลานกว้าง
“ท่านเอียทิม มิต้องสนใจเรื่องของพวกไร้ค่า ทำการแลกเปลี่ยนทักษะอันศักดิ์สิทธิ์ต่อเถอะ แม้ท่านลาม่อนจะบอกให้พามันไปพบ แต่ก็คงเป็นการไปพบเพื่อบอกว่ามิจำเป็นต้องทำอะไรแล้วมากกว่า อย่างไรผู้เชี่ยวชาญตัวจริงตอนนี้ก็อยู่กับท่านเรียบร้อย”
กล่าวจบกีเมียก็หันตัว พากลุ่มคนจากวังเมฆาสูญสิ้นเดินกลับไปยังจุดเดิมที่พวกมันจากมา
“แลกเปลี่ยนทักษะอันศักดิ์สิทธิ์รึ ที่กำลังแสดงราวกับเด็กเล่นขายของนั่นเรียกว่าทักษะ?”
จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มคนสมาคมนักล่า นี่ทำให้กีเมียต้องหยุดชะงักพลางหันหน้ากลับมา
ทันทีม๊อกและเอบิสต่างหันไปหาชิลด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย แม้เอบิสจะบอกให้ชิลกล่าวอะไรตอบโต้บ้าง แต่ก็มิคิดว่าเขาจะเลือกกล่าวสิ่งที่ไม่ควรออกมาเช่นนี้
ต้องรู้ว่าการแลกเปลี่ยนทักษะอันศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นธรรมเนียมโบราณที่ยึดถือกันมาตั้งแต่ก่อตั้งวังเมฆาสูญสิ้น ว่าด้วยการประมือเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้เท่าเทียม โดยเป็นการบ่งบอกถึงเกียรติ ความเคารพ และความแข็งแกร่ง
ผู้ที่สามารถทำการแลกเปลี่ยนทักษะอันศักดิ์สิทธิ์ได้จะต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่ถูกยอมรับแล้วเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ในที่แห่งนี้เอียทิมคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มคนจากวังเมฆาสูญสิ้นและผู้ที่เขาประมือด้วยก็คือผู้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มคนหุบเขาจัตุรัสยักษา
ด้วยศักดิ์ศรีค้ำคอ และเกียรติยศอันสูงส่ง ทำให้การไปดูถูกผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ถูกเลือกแล้วเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควร
“ใครกัน!! มันผู้ใดเป็นคนพูด!!”
กีเมียตะโกนดังลั่นพร้อมย่ำเท้าเข้ามายังกลุ่มคนสมาคมนักล่าด้วยท่าทางขุ่นเคือง
“ผู้ที่กล้าดูถูกการแลกเปลี่ยนทักษะอันศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นการดูหมิ่นเกียรติวังเมฆาสูญสิ้น”
“ไร้สาระ”
ชิลกล่าวพลางเดินขึ้นมาอยู่ด้านหน้ามาบิล
นี่ทำให้กลุ่มคนขอสมาคมนักล่าต่างอ้างปากค้างมองมาที่ชิลกันอย่างตื่นตระหนก เหตุใดเด็กชายผู้นี้ถึงใจกล้านัก ราวกับไม่รู้ตัวว่าคำพูดเหล่านั้นจะทำให้กลายเป็นศัตรูกับคนวังเมฆาสูญสิ้นทั้งหมด และบางทีอาจรวมไปถึงคนจากหุบเขาจัตุรัสยักษาด้วย
แม้การประลองทักษะอันศักดิ์สิทธิ์จะมิใช่ธรรมเนียมโบราณของทางหุบเขาจัตุรัสยักษา แต่เพื่อทำตามข้อกำหนด พวกเขาก็จำต้องเลือกส่งผู้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มไปประลอง
คำพูดของชิลจึงราวกับเป็นการตบหน้าคนจากวังเมฆาสูญสิ้นและหุบเขาจัตุรัสยักษาทั้งหมดในที่แห่งนี้ว่าไร้ความสามารถ
“เจ้า!! เหตุใดจึงกล้า!!”
กีเมียคำรามเสียงต่ำ มันเคลื่อนพลังงานสวรรค์ไปรอบตัวอย่างรุนแรงพร้อมแสดงออกชัดเจนถึงความต้องการสังหาร
“คิดจะทำอะไร”
ทันทีมาบิลทำการก้าวเท้าออกมายืนบังชิลไว้
“หลีกไปหากยังรักชีวิตอันไร้ค่าของเจ้าอยู่”
กีเมียมองมาบิลพลางเรียกดาบยาวออกมาถือในมือ
“มีแต่พวกปัญญาอ่อนเท่านั้น ที่ใช้ทักษะกระจอกเช่นนั้นในการต่อสู้”
ชิลกล่าวตาลอยมองไปยังเอียทิมที่กำลังแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวอยู่กลางลาน เขามิได้สนใจท่าทางกีเมียเลยแม้แต่น้อย นี่ทำให้ทุกคนที่อยู่โดยรอบต่างเบิกตากว้างมองมาทางชิลกันยกใหญ่
“ว่าอย่างไรนะ!!”
จู่ๆชายผู้หนึ่งในกลุ่มคนวังเมฆาสูญสิ้นก็พุ่งตัวผ่านกีเมียตรงไปที่ชิลด้วยความเร็ว
ด้วยสถานการณ์ฉับพลันบวกกับความเร็วทักษะการเคลื่อนที่เฉพาะของวังเมฆาสูญสิ้น ทำให้คนจากสมาคมนักล่าไม่อาจตอบสนองได้ทัน
ขณะนั้นก็มีแสงสีขาวปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ไม่นานแสงนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้น พร้อมพุ่งลงมาตรงหน้าผู้รับใช้สวรรค์ที่กำลังเข้าจู่โจมชิล
ปัง!!
แท่งสีขาวขนาดใหญ่คล้ายเสาบ้านปักลงไปในพื้นดินหลายสิบเมตรพร้อมส่องแสงสว่างเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ขนาดเล็ก จากความรุนแรงของการพุ่งตกทำให้พื้นที่รอบข้างเต็มไปด้วยฝุ่นควันและเศษดินที่กระจัดกระจายไปทั่ว
ผู้คนวังเมฆาสูญสิ้นต่างพากันดีดตัวถอยออกมาในระยะไกลด้วยท่าทางนิ่งสงบ ส่วนเหล่าคนของสมาคมนักล่าบ้างก็โดนแรงลมตีถอย บ้างก็โดดถอยได้ทัน บ้างก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้น
หากแต่ชิลที่มีประสาทสัมผัสไวสุดในกลุ่มกลับหยุดยืนอยู่กับที่ด้านหน้าแท่งเสาขนาดใหญ่ราวกับมิได้รับผลกระทบใดจากเหตุการณ์นี้ สร้างความประหลาดใจแก่กลุ่มคนสมาคมนักล่า วังเมฆาสูญสิ้นและหุบเขาจัตุรัสยักษาเป็นอย่างมาก
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันงั้นรึ”
เมื่อฝุ่นควันจางหาย ปรากฏคนกลุ่มหนึ่งกำลังก้าวเดินออกมาจากซอกหินที่ผู้ใช้อาคมสมาคมนักล่าได้วิ่งออกมาส่งข่าวแก่มาบิลเมื่อครู่
โดยผู้ยืนอยู่ด้านหน้ากลุ่มเป็นชายชราชุดขาวใบหน้ารูปไข่ที่มีคิ้วยาวปิดดวงตาทั้งสองข้าง ชายชราผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลาม่อน ส่วนผู้ที่อยู่ถัดมาเป็นชายชราหลังค่อมในชุดคลุมสีม่วง รองเท้าสีแดง หรือก็คือออรุสนั่นเอง
ด้วยการปรากฏตัวของชายชราทั้งสองทำให้ทั่วทั้งลานกว้างตกลงสู่ความเงียบทันใด
ชิลมองตรงไปยังกลุ่มคนที่ถูกนำมาโดยลาม่อน ใบหน้าอันสง่างามจู่ๆก็แสดงออกอย่างครุ่นคิด ทั้งนี้เพราะสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังออรุสทำให้เขารู้สึกคุ้นตาอย่างแปลกประหลาด