ยามโหย่ว[1]
หน้าจวนตระกูลหลี่มีบุรุษหนุ่มรูปงามร่างใหญ่โตนั่งอยู่บนอาชาทมิฬสีดำอย่างองอาจสายตาของเขาจับจ้องประตูจวนด้วยแววตาลึกล้ำหลายวันก่อนเขาถูกบิดามารดาต่อว่าโดยมีต้นเหตุมาจากสตรีที่ตนรังเกียจทำให้เขาไม่กลับบ้านตนเองเป็เวลาสามวัน ทว่าวันนี้เขากลับมาแล้ว กลับมาด้วยใบหน้าไม่ใคร่จะแจ่มใสเท่าใดนักบุรุษผู้นั้นคือ หลี่
เหวินหลาง
สามวันที่ผ่านมาเขาต้องนอนที่ค่ายทหารทั้งๆ ที่สามารถกลับมานอนที่จวนได้ แต่เขาก็ไม่มาเพียงเพราะกลัวว่าตนจะพลั้งมือทำร้ายลูกรักของบิดามารดาเข้าแต่ว่าวันนี้เขากลับมาแล้วกลับเพราะทนฟังเสียงชื่นชมของสหายสนิทที่มีต่อไป๋ฟางเซียนไม่ได้
คิดดูเถิดขนาดนางไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับสหายของเขาเป็การส่วนตัวยังทำให้สหายหน้ามึนผู้นั้นพูดถึงนางแทบจะตลอดเวลา กล่าวชมนางไม่หยุดหย่อนจนเขามิสามารถทนฟังเสียงชื่นชมเ่าั้ได้ จำต้องควบขี่ม้ากลับมาที่จวนนี่ขนาดยังไม่รู้จักกันสหายเขายังเป็ได้ถึงเพียงนี้หากได้รู้จักและสนิทสนมกันมากเล่าเกรงว่าซูเฉินสหายของเขาคนนี้คงได้หลงใหลสตรีร้ายกาจยากถอนตัวแล้ว
เพียงแค่คิดถึงชื่อของสตรีที่มีฐานะเป็ภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของตนใบหน้าที่ไม่แจ่มใสในตอนแรกก็กลับกลายเป็มืดครึ้มเขาไม่อยู่จวนสามวันไม่รู้ว่าสตรีร้ายกาจนางนั้นเป่าหูอันใดบิดามารดาของตนอีกบ้าง
หลี่เหวินหลางบังคับม้าเข้าไปในประตูจวนที่มีบ่าวเปิดรออยู่ก่อนแล้วเมื่อเข้ามาแล้วก็ลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว โดยให้บ่าวรับใช้คนสนิทนามตงผิงนำอาชาทมิฬตัวโปรดไปเก็บไว้ที่คอกส่วนตัวของมัน
“ตงผิงนำเสี่ยวเฮยไปเก็บที่คอก และหาน้ำให้มันกินด้วย” เสี่ยวเฮยคือชื่อของม้าที่เขาควบขี่มานั่นเอง
“ขอรับท่านแม่ทัพ”ตงผิงรับคำ แล้วนำเสี่ยวเฮยเดินแยกจากไปทันที
หลังบ่าวรับใช้คนสนิทและม้าตัวโปรดเดินแยกไปอีกทางหลี่เหวิน
หลางก็ตรงไปที่เรือนใหญ่ทันทีที่ตรงไปที่นั่นก็เพราะว่าตอนนี้คงได้เวลาอาหารเย็นของจวนแล้วที่สำคัญเขาต้องไปคารวะบิดามารดาด้วย เพื่อให้รู้ว่าเขากลับมาแล้วไม่นานชายหนุ่มก็เดินมาถึงเรือนใหญ่ที่ว่า
หลี่เหวินหลางได้ยินเสียงใสหัวเราะพูดคุยกับบิดามารดาตนเองอย่างสนุกสนานพลันรู้สึกไม่พอใจที่เห็นไป๋ฟางเซียนมีความสุขนางมีสิทธิ์อันใดถึงได้ยิ้มแย้มและหัวเราะในขณะที่เขาไม่สบายใจคิดเื่ของนางจนปวดหัวกันยิ่งคิดหลี่เหวินหลางก็ยิ่งหงุดหงิด ทว่าต้องรีบปรับอารมณ์ของตนเพราะกลัวว่าหากเข้าไปหาบิดามารดาด้วยใบหน้ามืดครึ้ม เกรงว่าจะโดนต่อว่าอีก
ครั้นปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งได้แล้วหลี่เหวินหลางจึงเดินเข้าไปหาทุกคนเพียงร่างของเขาปรากฏเสียงหัวเราะและพูดคุยก่อนหน้าก็เบาบางลงก่อนจะเงียบไปนี่คืออะไร เขากลายเป็คนนอกอีกแล้วใช่หรือไม่?
“คารวะท่านพ่อท่านแม่ขอรับข้ากลับมาแล้ว” หลี่เหวินหลางเอ่ยทักทายบิดามารดาที่มองมายังตนด้วยสายตาราบเรียบทว่าเขาก็รับรู้ได้ถึงความไม่พอใจซุกซ่อนอยู่
“หึกลับมาแล้วหรือพ่อตัวดี ไม่นอนที่ค่ายทหารของเ้าไปเลยล่ะ”
“โธ่...ท่านแม่ขอรับ นี่บ้านข้านะขอรับ อย่างไรข้าก็ต้องกลับมาข้าจะทิ้งบ้านตนเองไปได้เช่นไร”
คำพูดของหลี่เหวินหลางทำให้ไป๋ฟางเซียนมุ่นคิ้วก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็วคงจะบอกนางอ้อม ๆ สินะว่านี่คือบ้านของเขา นางไม่มีสิทธิ์ แล้วอย่างไรใครอยากได้กัน นางสร้างใหม่เองก็ได้!
“มาแล้วก็ดีบ้านก็อยู่แค่นี้ทำไมต้องนอนที่ค่ายทหารด้วยก็ไม่รู้”เหลียนฮวาเอ่ยกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด
“พอดีต้องฝึกทหารหนักนิดหน่อยน่ะขอรับข้าเลยถือโอกาสพักที่นั่นเลย ไม่ต้องไปกลับให้เหนื่อย”
“คิดว่าแม่รู้ไม่ทันลูกหรืออย่างไรหึ” เหลียนฮวาตอบกลับจ้องไปที่บุตรชายอย่างจับผิดแต่หลี่เหวินหลางกลับไม่สะทกสะท้านทั้งยังฉีกยิ้มให้อีกด้วย
“เอาละเอาละ มาก็ดีแล้ว เรียกให้พ่อครัวหม่าและบ่าวคนอื่นตั้งโต๊ะเถอะ ข้าหิวแล้ว”หลี่เหวินชิงเอ่ยออกมาเป็อันว่าทุกคนต้องหยุดการสนทนาแล้วเรียกข้ารับใช้ยกอาหารขึ้นโต๊ะทันที
อาหารแต่ละรายการทยอยขึ้นโต๊ะทีละจานจนหมดหลี่เหวินหลางเมื่อเห็นและได้กลิ่นหอมของอาหารพลันรู้สึกหิวขึ้นมาครั้นบิดาเริ่มตักอาหาร เขาจึงลงมือกินอาหารที่อยู่ตรงหน้าทันที
หลี่เหวินหลางตักกินคีบกินอย่างไม่สนใจใคร อาหารวันนี้ถูกปากเขาอย่างมาก มันกลมกล่อมและอร่อยเป็พิเศษยามเคี้ยวก็รู้สึกได้ว่ารสชาติของอาหารตลบอบอวลอยู่ในปากจนเขาแทบกลืนลิ้นของตนเองแม่ทัพหนุ่มอดปรายสายตาไปยังพ่อครัวของจวนที่ยืนอยู่มุมหนึ่งไม่ได้
“อาหารไม่ถูกปากหรือขอรับท่านแม่ทัพ”พ่อครัวหม่าถามอย่างระวัง
“เปล่าอาหารมื้อนี้อร่อยมาก ฝีมือของพ่อครัวหม่าพัฒนาขึ้นใช่หรือไม่”พ่อครัวหม่ายิ้มบางก่อนส่ายหน้าปฏิเสธและตอบกลับว่า
“อาหารสามจานที่คุณชายกินบ่อยที่สุดหาใช่ฝีมือข้าขอรับ”
“มิใช่ฝีมือท่านแล้วเป็ฝีมือใครเล่า”หลี่เหวินหลางสงสัยยิ่ง คิ้วเข้มขมวดน้อย ๆ มือก็ยังตักอาหารตรงหน้าเข้าปากไม่หยุดโดยเฉพาะต้มจืดหมูสับ
“เป็ฝีมือของฮูหยินน้อยขอรับ”
“แค่กแค่ก! อันใดนะ ท่านว่าฝีมือใครนะ”
“ฝีมือฮูหยินน้อยขอรับ”
ได้ยินคำตอบเดิมของพ่อครัวหม่าหลี่เหวินหลางก็ทำอันใดไม่ถูก อาหารอร่อยถูกปากเขาจริงอยู่หรอกทว่าพอรู้ว่าใครเป็คนทำก็ไม่อยากตักเข้าปากเสียนี่เขามองอาหารสามจานตรงหน้าอย่างชั่งใจว่าควรทำอย่างไรดี
ไป๋ฟางเซียนยิ้มมุมปากเพียงนิดก่อนพูดขึ้นว่า“เห็นท่านพี่ชอบอาหารฝีมือข้า ข้าก็ดีใจเ้าค่ะ ไว้ข้าจะลงครัวบ่อย ๆ นะเ้าคะ”
หลี่เหวินหลางเงยหน้ามองคนพูดก็เห็นว่าอีกฝ่ายมองมาที่ตนด้วยสายตาล้อเลียนมุมปากบางแย้มยิ้มอย่างขบขัน ก็รู้สึกหงุดหงิดและรำคาญยิ่ง
หลี่เหวินหลางก้มลงกินข้าวในถ้วยตั้งใจว่าจะไม่ตักอาหารที่ไป๋ฟางเซียนทำอีกแต่เหมือนความอยากที่มีจะไม่เชื่อฟัง เมื่อกลิ่นหอม ๆของขาหมูตุ๋นยาจีนโชยเข้าจมูก แม่ทัพหนุ่มก็ใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูขึ้นมากัดกินละทิ้งความตั้งใจเดิมของตนทันที
ไป๋ฟางเซียนมองชายหนุ่มยิ้มๆ แล้วก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก นางก้มหน้าก้มตากินของนางไปบางครั้งก็ตักอาหารให้บิดามารดาบุญธรรมบ้างการกระทำของนางทำให้แม่ทัพหนุ่มรู้สึกไม่พอใจ เขารู้สึกขัดใจอย่างมาก
นางตักอาหารให้ท่านพ่อท่านแม่ได้แล้วตัวเขาเล่า นางมิเห็นตักให้ทั้ง ๆ ที่เขาก็นั่งอยู่ตรงนี้ เขาเป็สามีนางนะ!
ความคิดของหลี่เหวินหลางแน่นอนว่าไป๋ฟางเซียนไม่รู้และถึงรู้ก็ไม่คิดจะใส่ใจ จวบจนมื้ออาหารเย็นผ่านไปทั้งสี่จึงได้แยกย้ายกลับเรือนของตน
[1] ยามโหย่ว คือ 17:00 – 18:59 น.