“เย็นนี้ไปกินข้าวที่บ้านข้าไหม” จางฝูลู่ถามเฉินอี้
เฉินอี้ส่ายหน้า“มิเป็นไร ที่บ้านข้ายังมีอยู่ อีกอย่างวันนี้ ข้าอยากนอนเร็วสักหน่อยด้วย”
“อืม ได้” จางฝูลู่พยักหน้า
เฉินอี้ชำเลืองมองอาหลิ่งและส่งสายตาเคียดแค้นอาหลิ่งได้แต่เสหลบตามองไปทางอื่น
จินลี่หยางที่กลับถึงบ้านพักของตนเองแล้วก็ชำระล้างร่างกายอย่างง่ายๆเปลี่ยนเสื้อผ้าและหยิบจดหมายที่เขาวางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานเมื่อสองวันก่อนมาแกะอ่านที่บ้านพัก
เมื่ออ่านแล้วก็ทิ้งไปเพราะไม่มีเนื้อหาอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจ
เขานึกถึงคำพูดของเฉินอี้ที่บอกว่าวิญญาณขอร้องให้เขาไปที่ฉางผิง
คำพูดที่ว่ามีใครบางคนทำร้ายครอบครัวของเขาและทำให้เขาตาบอด
คำพูดที่เฉินอี้ถามเขาว่ารู้จักบ้านตันเฟิงหรือไม่
เหตุใดเด็กคนนี้จึงมีเรื่องน่าพิศวงมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อกลับถึงบ้านเฉินอี้ก็ออกมานั่งที่ระเบียบท่าน้ำเงียบๆ คนเดียว
ความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมาอากาศที่เย็นขึ้นสวนทางกับพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน
เมื่อไร้แรงลมก็ไม่มีเสียงใดขยับให้เฉินอี้ได้ยิน มีเพียงความมืดและความหนาวเย็นที่เขาสัมผัสได้ราวกับลอยคว้างอยู่กลางอากาศที่หาทิศทางใดไม่เจอมีแต่ความอ้างว้างแผ่ขยายออกไปไร้จุดสิ้นสุด
สิ่งที่เกิดขึ้นที่อารามผิงจิ้งเขาจำมันได้ทั้งหมดแล้ว และตอนนี้เขาก็รู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายในใจ
มิใช่เพราะด้วยโรคภัยที่เขาต้องเผชิญแต่เป็นความเจ็บปวดของความทรงจำที่ยังคงตามมาทำร้ายเขาอยู่ตลอด
สิบปีที่เขาไม่เคยเอ่ยอันใดกับใครด้วยไม่เห็นประโยชน์ที่จะต้องให้ใครมาร่วมรับรู้ความทุกข์ของเขา
แต่มาวันนี้ความรู้สึกนั้นมันตีกลับใส่เขาอย่างรุนแรงจนตนเองก็ยังรับมือกับมันไม่ได้
อาหลิ่งเคลื่อนกายเข้ามาหาเฉินอี้ช้าๆ“เฉินอี้ เข้าบ้านเถิด อากาศข้างนอกเย็นมากแล้ว เดี๋ยวร่างกายของท่านจะทนไม่ไหว”
“เจ้าผิดคำพูดกับข้า” เฉินอี้กล่าวโดยไม่มองหน้าอาหลิ่งแม้แต่น้อย
“ข้าทำเช่นนั้นเพราะข้าเป็นห่วงท่าน” อาหลิ่งตอบเบาๆ
“ความเป็นห่วงสามารถแสดงออกได้หลายวิธีที่มิใช่การผิดคำพูดต่อกัน”เฉินอี้กล่าวเสียงเรียบนิ่ง อาหลิ่งจึงขยับเข้าไปใกล้เฉินอี้อีก
“แต่หากวันหนึ่งไม่มีข้า ท่านจะอยู่อย่างไร”
เฉินอี้หันมามองหน้าอาหลิ่งทันที
อาหลิ่งแอบยิ้มอยู่ในใจเฉินอี้แม้จะปากแข็งแต่เป็นคนใจอ่อนมาก
เฉินอี้มองอาหลิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็หันหน้าเมินออก“เจ้าอย่าได้เปลี่ยนเรื่องเลยอาหลิ่ง ครั้งนี้ข้าโกรธเจ้าจริงๆ”
“เฉินอี้” อาหลิ่งลากเสียงเรียกเขา และเคลื่อนกายมาหยุดตรงหน้าเฉินอี้ “ครั้งนี้ท่านต้องพึ่งพาพวกเขาจริงๆนะ”
เฉินอี้มองอาหลิ่งแต่ก็มิได้กล่าวอันใดออกมา
“ข้าคงจะมิได้อยู่ดูแลท่านหลายวัน” อาหลิ่งกล่าว เฉินอี้ขมวดคิ้วทันที
“ทำไมล่ะ”
“ข้าต้องเข้าไปฝึกสะสมพลังวิญญาณในขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์และคงจะมิได้ออกมาจนกว่าจะฝึกสำเร็จ”
“อ้อ” เฉินอี้พยักหน้าน้อยๆอาหลิ่งแอบเห็นสีหน้ากังวลใจของเฉินอี้ที่เขาพยายามปกปิด
“ถ้าเช่นนั้นช่วงนี้ข้าจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านก็แล้วกัน”
“แล้วแต่ท่านเถิด” อาหลิ่งยิ้มและกล่าวตอบเฉินอี้
“น้ำขอรับอาจารย์” ตงฮุ่ยฉือส่งน้ำให้นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อชามหนึ่งท่านนักพรตที่กำลังนั่งไออยู่จึงรับมาดื่มตงฮุ่ยฉือมองอาจารย์ของตนด้วยความเป็นห่วง
ท่านนักพรตเห็นสายตาศิษย์ตัวน้อยของตนจึงยิ้มและวางชามลงบนโต๊ะ
“ฮุ่ยฉือ เจ้ามิต้องกังวล อาจารย์มิเป็นอันใดมากหรอก”
“แต่อาจารย์ไอเป็นเลือดแล้วนะขอรับ”
“เลือดออกมาสิดี ดีกว่าเข้าไปข้างใน” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อยิ้มและกล่าวต่อ“ก่อนเข้านอน เจ้าอย่าลืมร่ายอาคมตาข่ายไว้ตามประตูหน้าต่างเพราะผู้ใช้คุณไสยมนต์ดำผู้นั้น คงจะไม่รามือง่ายๆ แน่ แล้วก็…..”ท่านนักพรตหันไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากย่าม
“เจ้าฝึกวาดยันต์เกราะคุ้มภัยนี่ไว้”
ตงฮุ่ยฉือรับกระดาษแผ่นเท่าฝ่ามือนั้นมาดู“นี่มันยันต์เกราะคุ้มภัยของพี่ชายเฉินใช่ไหมขอรับ”
ท่านนักพรตพยักหน้า“เจ้าต้องฝึกวาดให้เหมือน อย่าได้ขาดแม้แต่จุดเดียวขณะวาดให้ถ่ายทอดจิตลงไปในยันต์ด้วยแล้วยันต์นี้จะมีพลังเทียบเท่าพลังของวิญญาณผู้พิทักษ์”
ตงฮุ่ยฉือมองยันต์ที่อยู่ในมือของตนลวดลายของยันต์ช่างดูแปลกตา ลายเส้นทั้งงดงามและดูแข็งแรงในเวลาเดียวกันเพียงสัมผัสก็รับรู้ถึงพลังที่ถูกผนึกไว้ภายในยันต์ได้
“พี่ชายเฉินมีความสามารถถึงเพียงนี้ เหตุใดอาจารย์จึงไม่รับพี่ชายเฉินไว้เป็นศิษย์อีกคนเล่าขอรับ”ตงฮุ่ยฉือเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ เขาอยู่
“เมื่อยังไม่ถึงเวลา จะข่มเขาโคขืนให้กินหญ้าก็ไร้ประโยชน์”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว
ตงฮุ่ยฉือพยักหน้าและเก็บยันต์เข้าไปในอกเสื้อ“ขอรับอาจารย์ศิษย์จะวาดยันต์ให้มีพลังเทียบเท่ากับยันต์ของพี่ชายเฉินให้ได้ขอรับ”
ท่านนักพรตพยักหน้าและยิ้มให้ศิษย์ของตนอย่างพึงพอใจ
วันต่อมาเฉินอี้กับอาหลิ่งก็ช่วยกันจัดเตรียมของที่เฉินอี้ต้องใช้ยามที่อาหลิ่งต้องเข้าไปอยู่ในขวดแก้วหลิวหลีเพื่อสะสมพลังวิญญาณ
เฉินอี้เตรียมวาดยันต์ไว้หลายแผ่นเตรียมของใช้จำเป็นไว้ในจุดใกล้มือที่คุ้นเคย เพื่อจะได้หยิบใช้ได้ง่าย
“เฉินอี้ ท่านเตรียมเงินใส่ห่อพกไว้มากหน่อยเผื่อว่าจำเป็นต้องใช้”อาหลิ่งกล่าว เฉินอี้ที่กำลังจัดเรียงยันต์ที่ผึ่งจนแห้งเก็บให้เรียบร้อยก็มีสีหน้าประหลาดใจ
“จะพกเงินด้วยเหตุอันใด ข้าจะเก็บตัวอยู่ในบ้านมิได้จะไปที่ใดเสียหน่อย”เฉินอี้หันไปกล่าวกับอาหลิ่ง
“ก็ข้าพูดว่าเผื่อจำเป็นอย่างไรเล่าแล้วอีกเดี๋ยวท่านก็ต้องไปรับยาที่เถ้าแก่ถังเตรียมไว้ให้ท่านด้วยก็ต้องพกเงินอยู่แล้วมิใช่หรือ”
“อ้อ จริงด้วย” เฉินอี้นึกขึ้นได้เขาต้องไปเอายาบำรุงหยางที่ร้านยาไท่อันถัง คงต้องให้เถ้าแก่ถังจัดยาไว้ให้เขามากหน่อยเพื่อให้พอใช้สำหรับห้าวัน เฉินอี้คิดแล้วก็พยักหน้ากับตนเอง
เฉินอี้นำว่านกู่เซียวที่นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อให้เขาไว้ออกมาหยิบหัวที่ใหญ่ที่สุดวางเตรียมไว้เพื่อจะนำไปปลูกในกระถางริมหน้าต่าง
ตอนนั้นเองหลิวซูเจี๋ยก็ปรากฏกายขึ้นมา เรียกหาเฉินอี้หน้าตาตื่นจนเฉินอี้ตกใจ
“มีอันใดหลิวซูเจี๋ย เรียกข้าเสียลั่นบ้าน” เฉินอี้ขมวดคิ้ว
“ท่านต้องไปช่วยจางฝูลู่ตอนนี้เลย เร็วๆ เข้า!”
“หา! เหล่าจางเป็นอันใดไปหรือ” เฉินอี้ทำดินหกไว้ข้างหน้าต่างกองใหญ่
“ฮูหยินจาง! ฮูหยินจางจะลงหวายเขาแล้ว!” หลิวซูเจี๋ยละล่ำละลักตอบเฉินอี้
เฉินอี้ทิ้งทุกอย่างในมือและรีบออกจากบ้านไปทันที โดยมีอาหลิ่งคอยนำทางไปให้อย่างเร่งรีบ
“ท่านแม่ ข้ามิได้เข้าไปเที่ยวผู้หญิงจริงๆ นะขอรับ”จางฝูลู่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ตรงหน้ามีท่านแม่ของเขาที่ถือหวายอยู่ในมือส่วนท่านพ่อของเขานั่งอยู่ที่เก้าอี้สีหน้าไม่สู้ดีนัก
ถึงอย่างไรเรื่องของการบ้านการเรือนและการอบรมดูแลบุตรธิดาก็คือหน้าที่ของภรรยาเขาซึ่งเป็นสามีก็มิอาจก้าวก่ายหน้าที่นี้ได้แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับภรรยานักเพราะลูกชายก็เข้าวัยหนุ่มแล้วเที่ยวผู้หญิงบ้างก็มิใช่เรื่องเลวร้ายอันใด
“เข้าหอนางโลม ถ้ามิใช่เข้าไปเที่ยวผู้หญิง แล้วเจ้าจะเข้าไปทำอันใดไปนั่งทำบัญชีโรงไม้ในนั้นรึไง!”
“ท่านแม่ขอรับ ข้ามีเหตุจำเป็นให้ต้องเข้าไปจริงๆท่านแม่ก็รู้ว่าข้ามิกล้าทำอันใดขัดคำสั่งท่าน แต่ครั้งนี้ข้าจำเป็นจริงๆ นะขอรับท่านแม่” จางฝูลู่อ้อนวอนมารดาพลางเหลือบมองหวายเส้นยาวในมือของนาง ปากคอแห้งผากไปหมดแล้ว