บทที่ 52
โจรดักปล้นและคนประหลาด
เหตุการณ์ของโจรดักปล้นสินค้ามันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด
อันที่จริงแล้วในทางกลับกันมันเป็นเรื่องปกติเลยด้วยซ้ำ เหตุการณ์แบบนี้มักจะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำสำหรับพวกพ่อค้าเดินทาง
พวกพ่อค้าเดินทางพบเหตุการณ์พวกนี้จนเรียกได้ว่าเป็นเรื่องปกติเลยก็ว่าได้
ในยุคสมัยนี้มันแตกต่างจากโลกที่ตัวของเขานั้นเดินทางไปมา
โลกที่เจียงเฟิงเดินทางไปโลกแห่งนั้นเต็มไปด้วยวิทยาศาสตร์
ไม่ว่าตรงส่วนไหนก็มีกล้องวงจรปิด แน่นอนว่าโจรจะกระทำการอันใดก็ไม่สามารถรอดพ้นไปได้
แต่สถานที่แห่งนี้ในยุคสมัยที่ทางเดินม้านั้นเป็นระยะทางที่ไกล
ไม่เพียงแค่นั้นพวกพ่อค้าธรรมดาส่วนใหญ่ต้องเดินทางข้ามเมืองเพื่อทำการค้าขาย
มันไม่ได้มีระบบขนส่งเหมือนกับโลกที่ตัวของเจียงเฟิงเดินทางไปมา
ด้วยระยะทางระหว่างเมืองที่ไกล และก็ยังไม่ค่อยมีผู้คนพบเห็นเหตุการณ์ของพวกโจรที่ดักปล้นระหว่างทางมันจึงมีให้เห็นมากมาย
เจียงเฟิงหยุดม้าของตนเองลงมองภาพเหตุการณ์ด้านหน้า
กลุ่มนึงเป็นพวกกลุ่มโจรมีจำนวนหลายสิบคน พวกมันมองภายนอกก็เป็นชายร่างกายกำยำที่มีรูปลักษณ์น่ากลัว
ในขณะที่ภายในมือของพวกโจรพวกนั้นมีอาวุธอย่างเช่นพวกมีดหรือว่าพวกกระบี่ถืออยู่ในมือ
พวกมันทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้ก้าวเดินในเส้นทางของผู้ฝึกตน
สำหรับคนที่ไม่ได้ก้าวเดินอยู่ในเส้นทางของผู้ฝึกตน แน่นอนว่าไม่ได้เป็นภัยคุกคามของเจียงเฟิงอย่างแน่นอน
ตัวของเขามองดูสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น แน่นอนว่าเขายังไม่ได้อยากจะเข้าไปช่วยเหลือในตอนนี้
เขาอยากจะรู้ว่าพวกขบวนพ่อค้ามีวิธีการแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้อย่างไร
สำหรับพวกพ่อค้าเดินทางค้าขายแบบนี้พวกเขามักจะมีวิธีการรับมือที่แตกต่างกันออกไป
แน่นอนว่าพ่อค้าส่วนใหญ่จะมีวิธีในการรับมือเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
นั่นเป็นเพราะว่าสำหรับพวกพ่อค้าเดินทางที่ค้าขายระหว่างเมืองพวกเขาจะมีโอกาสเจอพวกโจรดักปล้นระหว่างทางอยู่เป็นประจำ
เพราะแบบนั้นตามขบวนพ่อค้าต่างๆ มักจะมีวิธีการป้องกันที่แตกต่างกันออกไป
บางคนพวกเขาเองก็จะมีการจ้างพวกผู้คุ้มกัน หรือบางคนก็มีวิธีการในการรับมือกับพวกโจรที่แตกต่าง
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการจ้างผู้คุ้มกันที่มีความสามารถ เพื่อที่จะสามารถรับมือกับพวกโจรพวกนั้นได้
โจรที่ดักปล้นพวกพ่อค้าระหว่างทางส่วนใหญ่ไม่ได้มีฝีมือที่สูงส่ง
ถ้าเกิดว่าพวกมันเป็นคนที่มีฝีมือสูงจริงๆ พวกมันคงจะไม่มาเป็นโจรอย่างแน่นอน
เพราะแบบนั้นพวกพ่อค้าก็มักจะจ้างพวกผู้คุ้มกันที่มีฝีมือขึ้นมาสักหน่อยก็เพียงพอแล้ว
แต่ว่าในตอนนี้บริเวณรอบๆ ขบวนสินค้ามันไม่มีผู้คุ้มกันเลยสักคน
นี่คือเหตุผลที่ทำไมเจียงเฟิงจึงไม่เข้าไปช่วยเพราะเขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายมีวิธีรับมืออย่างไรกันแน่
เหตุใดขบวนพ่อค้าถึงไม่จ้างขบวนผู้คุ้มกันมาคุ้มกันระหว่างทางเลย
ในขณะนี้การเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายกำลังจะเข้าปะทะกัน
พวกกลุ่มโจรพวกนั้นเองกำลังจะเข้าจู่โจมและก็ปิดล้อมพวกขบวนสินค้า
ทันใดนั้นเองมันเองก็มีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น บริเวณรถม้าด้านหลังสุดของขบวนสินค้า
มีคนผู้นึงก้าวเดินออกมาจากด้านใน เจียงเฟิงขมวดคิ้ว จ้องมองไปที่บุรุษหนุ่มผู้นั้นที่ก้าวออกมาจากภายในรถม้า
อีกฝ่ายยืดอกอย่างภาคภูมิใจกระโดดขึ้นกลางอากาศหมุนตัวสามร้อยหกสิบองศา จากนั้นก็มาปรากฏกายอยู่ด้านหน้าพวกโจรอย่างตระการตา
“พวกโจรที่แสนชั่วร้าย”
“จงศิโรราบให้ตัวของข้าซะ” อีกฝ่ายพูดออกมาด้วยท่าทางยืดอก
เจียงเฟิงที่กำลังนั่งอยู่บนหลังม้ามองภาพเหตุการณ์ด้านหน้าด้วยแววตาที่แปลกประหลาด
ในตอนนี้มุมปากของเขาถึงกับกระตุก ภายในใจก็กำลังสาปแช่งอย่างหนัก บิดามันเถอะตัวของเขาออกเดินทางจากภายในเมืองตอนนี้กับมาพบเจอคนบ้าระหว่างทาง
แถมให้คนบ้าผู้นั้นในตอนนี้กับยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตทั้งขอบเขตห้า
ใช่แล้วบุรุษผู้นั้นมีขอบเขตถึงขอบเขตห้า เป็นผู้ฝึกยุทธที่อยู่ในขอบเขตที่เทียบเท่ากับซินอวี้
บุรุษหนุ่มผู้นั้นเห็นพวกโจรยืนนิ่งมองตนเองมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ
ในใจเองก็คิดไปด้วยว่าเป็นอย่างไรเล่าตัวของข้าสง่างามหรือไม่
โดยที่ไม่รู้เลยว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าในตอนนี้กลับมองว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นคนบ้าไปแล้ว
ในระหว่างที่พวกมันนั้นกำลังตกตะลึงอยู่บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็ทำสิ่งที่ทำให้เจียงเฟิงต้องกุมขมับ
อีกฝ่ายก้าวไปด้านหน้าต่อยเตะมั่วซั่ว ไม่มีแม้กระทั่งชั้นเชิงอีกฝ่ายออกกระบวนท่าราวกับว่ากระบวนท่าทั้งหมดนั้นสง่างามและส่งพลัง
แต่ว่าด้วยคำที่ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้า ส่วนพวกโจรพวกนั้นเองก็เป็นเพียงแค่ผู้คนธรรมดาเพราะแบบนั้นพวกโจรเหล่านั้นเพียงโดนหมัดที่มั่วซั่วพวกนั้นเข้าไปก็ลงไปนอนกับพื้นแล้ว
เจียงเฟิงรู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
กระบวนท่ามั่วซั่วที่มันปล่อยออกมานั้นมันอันใดกัน ราวกับว่าเป็นเด็กที่เพิ่งต่อยตีเป็นครั้งแรก
คนแบบนี้ทำไมถึงมีขอบเขตถึงขอบเขตห้ากัน
ในตอนนี้เจียงเฟิงรู้สึกปวดหัว ภายในหวงเขาในตอนนี้ไม่รู้ว่าจะเรียบเรียงคำถามในข้อไหนมาก่อน
มีแต่เรื่องที่น่าแปลกประหลาดตัวของเขาเองก็สับสนเช่นเดียวกันว่าเหตุใดจึงเป็นแบบนี้ โลกใบนี้มันเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรอ
พบเจอคนนิสัยประหลาด ที่คิดว่าการเคลื่อนไหวของตนเองสง่างามทุกท่วงท่า เป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าแถมยังต่อยตีไม่เป็น
ดูเหมือนว่าวันนี้ตัวของเขาคงจะก้าวเท้าผิดข้างออกจากบ้านอย่างแน่นอน
เจียงเฟิงเห็นว่าพวกโจรพวกนั้นโดนจัดการแล้ว
ในตอนนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ตัวของเขานั้นอยู่ที่สถานที่แห่งนี้อีก
เขาถึงควบม้าผ่านขบวนรถม้ามุ่งตรงไปด้านหน้าตั้งใจจะผ่านขบวนสินค้าที่แปลกประหลาดนี้ไปให้เร็วที่สุด
ในขณะที่เขาควบม้าผ่านขบวนรถม้าไป
บุรุษหนุ่มผู้นั้นที่เพิ่งออกกระบวนท่ามั่วซั่ว และคิดว่ากระบวนท่าของตนเองนั้นสง่างามก็มองไปยังม้าที่วิ่งผ่านหน้าของตนเองไป
บุรุษหนุ่มที่มีนิสัยแปลกประหลาดตะโกนขึ้น “บิดามันเถอะหัวหน้าโจรหนีไปแล้ว”
เจียงเฟิงที่พึ่งควบมาผ่านไปได้ยินแบบนั้นมุมปากก็กระตุกอีกครั้ง
เขาได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่อีกฝ่ายบอกว่าตัวของเขาเป็นหัวหน้าโจร
และแล้วสิ่งที่ตัวของเขานั้นกำลังคิดมันเองก็เป็นจริง
ในตอนนี้บุรุษผู้นั้นกระโดดขึ้นสูงใช้พละกำลังที่มากกว่ากระโจนเข้าใส่เข้าจากด้านหลัง
ด้วยความที่ฝ่ายนั้นเป็นผู้ฝึกยุคขอบเขตห้า มันเลยทำให้การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายนั้นรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังและทำท่าทีว่าจะลง
ทางด้านของเจียงเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าหันไปมอง
ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะออกกระบวนท่ามั่วซั่วอีกครั้ง
เจียงเฟิงใช้ฝ่ามือของตนเองยื่นออกไปตบเข้าไปที่อีกฝ่าย แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสองแต่ว่าปราณต่อสู้ของเขาก็ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง
เพียงแค่ออกแรงตบร่างกายของอีกฝ่ายที่ไม่มีการป้องกันก็กระเด็นถอยออกไปถึงกับกลิ้งไปกับพื้น
เรียกได้ว่าหมดสภาพของผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าเลยก็ว่าได้
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สามารถป้องกันได้แม้กระทั่งการโจมตีง่ายๆ ของตน เจียงเฟิงก็ส่ายหัว
โลกใบนี้มันเป็นอะไรไปแล้ว
ในขณะที่บุรุษหนุ่มที่แปลกประหลาดผู้นั้นเมื่อโดนซัดจนลงไปนอนกับพื้น
ดวงตาของเขาเองก็เบิกกว้างอุทานขึ้นมาอย่างตกตะลึง “ยอดฝีมือเร้นกาย”
“เจ้าเป็นผู้ฝึกตนใช่หรือไม่”
เจียงเฟิงที่อยู่บนหลังม้ามองไปที่อีกฝ่าย ในใจในตอนนี้ของเขาเต็มไปด้วยคำสบถด่า ‘บิดามันเถอะข้าพบเจอกับอะไรกันแน่ มาบอกว่าข้าเป็นผู้ฝึกตนและเจ้าไม่ใช่เป็นผู้ฝึกตนอย่างนั้นหรือ!’