ปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา

    จั่วหยาน

            เมื่อเห็นการแสดงออกของต้าหมิงจวิ้นนู่ก็นำมือมาปิดปากและหัวเราะออกมาเบาๆสำหรับนางการแสดงออกของต้าหมิงทำให้นางพอใจอย่างมาก หญิงสาวคนใดเล่าจะไม่พอใจเมื่อชายหนุ่มแสดงท่าทางต้องการตัวนาง

            กลับกันหลางฮูหนิงกลับแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาทันทีนางเค้นเสียงและไม่ได้มองไปที่ต้าหมิงอีก

            “ความสามารถของเจ้าทำให้ข้าทึ่งจริงๆ” เย่สุ่ยกล่าวด้วยสีหน้าแปลกใจ

            “ข้าบังเอิญได้รับมาตอนไปเดินเล่นหนะ” ต้าหมิงกล่าว

            “หรือว่าจะเป็นตอนนั้น ตกลงว่าตอนนั้นสิ่งที่เจ้ากล่าวออกมาเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ” จ้าวหลานกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

            “ใช่ ตอนแรกทุกคนก็เห็นชายชราคนนั้นกันหมดแต่หลังจากที่ข้าซื้อหินสีดำจากเขาแล้วอยู่ดีๆคนรอบๆก็ไม่สามารถมองเห็นหรือจกจำชายชราคนนั้นได้เลย” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าสงสัย

            จนทุกวันนี้ต้าหมิงก็ยังสงสัยในตัวตนของชายชราคนนี้ไม่หาย ด้วยทักษะรวมร่างอสูรนี้เห็นได้ชัดต่อให้มีเหรียญทองจำนวนพันล้านก็ไม่สามารถซื้อได้เพราะมันไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินและด้วยจำนวนเงิน 1 ล้านเหรียญมันไม่ต่างก็มอบให้ต้าหมิงฟรีๆ

            “ชายชราคนนั้นเป็นใครกันแน่และเขามีจุดประสงค์อะไรถึงนำทักษะนี้มาให้กับข้า” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าสับสน

            “เอาเถอะตอนนี้พวกเราพักผ่อนกันดีกว่ารอให้จวิ้นนู่ทะลวงระดับแล้วเราค่อยหลับไปแก้แค้นเจ้าพวกหมาบ้านั่น” จ้าวหลานกล่าวล

            อีกด้านตอนนี้อัจฉริยะหลายคนต่างทะลวงระดับกันแล้ว โดยเฉพาะอัจฉริยะที่กดพลังของตัวเองมาตลอดหลังจากได้รับโชคที่ยิ่งใหญ่พวกเขาก็ยกระดับกลายเป็นระดับจอมพลทันที

            และหนึ่งในนั้นยังมีเหล่ยเฟิงอีกด้วย เหล่ยเฟิงนั่นเตรียมตัวมาอย่างดีหลังจากเข้าสู่สนามประลองเหล่ยเฟิงก็เตรียมตัวยกระดับพลังของตัวเองทันที

            “ฮ่า ฮ่า ระดับจอมพลแตกต่างมากจริงๆด้วยพลังของข้าตอนนี้การจะสังหารต้าหมิงก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป” เหล่ยเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาความอับอายในการรประลองที่ผ่านมากทำให้เหล่ยเฟิงโกรธแค้นต้าหมิงอย่างมาก

            ทางกลุ่มปิงเสวี่ยคนที่ทะลวงระดับคนแรกกลับเป็นหลัวเซียนซึ่งปิงหยวนออดที่จะตกตะลึงกับเหตุการณ์นี้ไม่ได้ ในตอนแรกเขาคิดว่าตนจะต้องยกระดับเป็นคนแรกอย่างแน่นอน

            “ตอนนี้พวกเราจะต้องรีบยกระดับไปถึงระดับจอมพลให้ได้มากที่สุดเพราะถ้าการต่อสู้กับอีกสองดินแดนเริ่มขึ้นพวกเราจะได้ไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ” ปิงเสวี่ยกล่าว

            “แล้วเราจะเอายังไงกับพวกเหล่ยเฟิง” หลัวเซียนกล่าว

            “ข้าเองก็ไม่อยากจะร่วมมือกับงูพิษเช่นกันดังนั้นข้าในตอนนี้จึงไม่มีแผนจะร่วมมือกับพวกนั้นแต่สำหรับพวกต้าหมิงพวกเราสามารถเชื่อใจพวกเขาได้” ปิงเสวี่ยกล่าว

            “อย่างน้อยก็ดีกว่าพวกเหล่ยเฟิงหลายขุม” ปิงหยวนกล่าวเห็นด้วย

            ทางด้านต้าหมิงหลังจากจวิ้นนู่ยกระดับสำเร็จ พวกต้าหมิงก็กลับไปหาหมาป่าอัคคีเวหาระดับ 5 ทันที แน่นอนว่าทันทีที่หัวหน้าฝูงระดับ 5 เห็นพวกต้าหมิงหลับมามันยิ่งโกรธอย่างมากและเข้าปะทะกับพวกต้าหมิงทันที แต่ด้วยความแข็งแกร่งของจวิ้นนู่ที่เพิ่มขึ้นทำให้การกำหราบหมาป่าอัคคีเวหาไม่ได้ยากเย็นเท่าไหร่นัก

            “ตอนนี้พวกเราจะทำยังไงต่อ หลายวันมานี้พื้นที่แถบนี้พวกเราออกล่าจนหมดแล้ว” หลางฮูหนิงกล่าว

            “นั่นสินะถึงคราวที่พวกเราจะต้องย้ายที่เสียแล้ว แต่ว่าต่อจากนี้โอกาสที่จะได้เจอกับกลุ่มอื่นก็สูงอย่างไม่ต้องสงสัย” ต้าหมิงกล่าว

            “แต่เราก็ไม่มีทางเลือกมิใช่รึ” เย่สุ่ยกล่าว

            กลุ่มของต้าหมิงได้ออกเดินทางต่อทันที พริบตาเวลาก็ผ่านไปแล้ว 1 เดือน ตอนนี้สัตว์เวทจำนวนมากเริ่มลดน้อยลงเพราะถูกล่าอย่างบ้าคลั่งและในวันนี้เอง กลุ่มของต้าหมิงกลับต้องเจอกับหนึ่งในกลุ่มอัจฉริยะของเผ่าภูติ

            “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอกับเจ้าที่นี่” ชายหนุ่มเผ่าภูติคนหนึ่งกล่าว

            เมื่อต้าหมิงเห็นอีกฝ่ายก็ยกยิ้มทันที อีกฝ่ายคืออัจฉริยะเผ่าภูติที่ต้าหมิวเคยเจอในตอนออกมาฝึกฝนในพื้นที่รกร้างกับพวกจ้าวหยูเฟย ในตอนนั้นต้าหมิงถูกชายหนุ่มเผ่าภูติกลุ่มนี้และพวกครึ่งอสูรไล่ล่าทำให้ต้าหมิงต้องหนีเพียงอย่างเดียว

            “ไม่คิดว่าจะมาเจอเจ้าที่นี่เช่นกันแต่นี่ก็ถือเป็นเรื่องดีเจ้าคิดแบบนั้นหรือไม่” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นชาออกมา

            “เหอะ เป็นแค่จอมเวทย์ระดับ 7 แต่ปากกล้ามากเลยนี่” จั่วหยานกล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยัน

            จั่วหยานเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มของดินแดนภูติ เผ่าภูติเหมือนกับดินแดนมนุษย์ที่มีสามกองกำลังและพวกเขาก็แยกออกเป็นสามกลุ่มทันทีที่การประลองเริ่ม และกลุ่มที่อยู่ต่อหน้าต้าหมิงเป็นหนึ่งในกลุ่มคนตระกูลจั่ว

            “พี่จั่วข้าคิดว่าท่านไม่ต้องไปเสียเวลาพูดให้มากความฆ่าพวกมันให้หมดและแย่งชิงผลพฤกษาเวทย์ดีกว่า” จั่วฉิงกล่าว

            “คิดจะสังหารพวกข้า ดีจริงๆ บัญชีเก่าของเราข้ายังไม่ทันคิด พวกเจ้าก็คิดจะสังหารข้าอีกครั้งดูเหมือนว่าข้าคงปล่อยพวกเจ้าไปไม่ได้แล้ว” ต้าหมิงกล่าวพร้อมกับแสดงสีหน้าเยือกเย็น

            “หึ ต่อหน้าข้าที่เป็นระดับขุนพลแล้วพวกเจ้าก็ไม่ต่างจากมดปลวก” จั่วหยานกล่าวพร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันออกมา

            “คิดว่าพวกเราอ่อนแอนักรึไง” จวิ้นนู่กล่าวพร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันของนางออกมาเช่นกัน

            “ดูเหมือนว่าเจ้าจะเอาแต่หลบอยู่หลังผู้หญิงเช่นเคย คงจะชินการเกาะขาของจักรพรรดิหญิงของเจ้าละสิ” จั่วฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน จั่วฉิงเป็นหญิงสาวของจั่วหยานเห็นได้ชัดนางจงใจพูดเย้ยหยันใส่ต้าหมิงเพื่อเอาในจั่วหยาน

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” อัจฉริยะ 5 คนของตระกูลจั่วพากันหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

            “กล้าดูหมิ่นท่านจักรพรรดิ” จ้าวหลานกลายเป็นโกรธทันที

            จ้าวหลานไม่รอช้าและเป็นฝ่ายโจมตีออกไปทันที กระแสวายุที่รุนแรงก่อตัวขึ้น จวินนู่ไม่รอช้านางใช้พลังของนางผสานการโจมตีกับจ้าวหลานทันที

            “ดูเหมือนพวกเจ้าจะมีดีอยู่บ้างแต่พวกเจ้าคิดจะต่อสู้กับข้ามันยังเร็วไปร้อยปี” จั่วหยานกล่าวพร้อมกับดวงตาเปล่งประกาย

            “จอมเวทย์วิญาณงั้นเหรอ” พริบตานั้นเองร่างของจั่วหยานก็ปรากฎออกมาจำนวนมาก จอมเวทย์วิญญาณนั้นมีความน่ากลัวด้านสร้างภาพลวงตาที่เหนือชั้น

            เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถสร้างภาพลวงตาที่ทรงพลังได้ต้าหมิงก็แสดงสีหน้าจริงจังก่อนที่จะปลดปล่อยอสูรมายาออกมาทั้งหมด และพริบตาที่แมลงอสูรสงครามปรากฎกลิ่นอายจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวก็ปะทุจนแม้แต่พวกเย่สุ่ยที่อยู่ด้านหลังของต้าหมิงยังหน้าซีดลง

            “อึก.... หายใจไม่ออก” อัจฉริยะตระกูลจั่วคนหนึ่งกล่าว

            “แย่แล้วนั่นมันสัตว์เวทระดับ 5 ” จั่วฉิงกล่าวด้วยสีหน้าตื่นกลัว

            “นี่มันตัวบ้าอะไรกันข้าไม่เคยเห็นสัตว์เวทที่แปลกประหลาดขนาดนี้มาก่อน แต่จุดอ่อนของผู้อัญเชิญยังไงก็คือเจ้าของเพราะงั้นพวกเจ้าสังหารต้าหมิงซะ” จั่วหยานกล่าว

            ทันทีที่จั่วหยานใช้ภาพลวงตาพวกจั่วฉิงก็ถอยออกไปแล้วและนำธนูเวทย์ของตนออกมาและกระหน่ำยิงทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งของจั่วหยาน

             

    คล้ายกับเรื่องปรมาจารย์ผู้ใช้อสูรมายา ที่คุณอ่าน