“ข้ากำลังอ่านเหตุการณ์ตามลำดับ”
แอกเนส(Agnes) จ้องเธอนาน
“ท่านเปลี่ยนไป ดัชเชส(Seraphina)”
เซราฟิน่า(Seraphina) คิดถึงเสียงวิทยุเช้า คิดถึงชื่อลูกบนเอกสาร คิดถึงมือสีขาวในฝันของมิราเบล(Mirabel) คิดถึงกลีบกุหลาบสีแดงเข้มที่เพิ่งบาน
“ไม่ค่ะ” เธอตอบ “ข้าเพียงเริ่มพูดก่อนที่คนอื่นจะเขียนแทน”
แอกเนส(Agnes) ไม่ตอบ
คณะศาสนจักรถอยออกจากเรือนกระจกทีละคน กล่องโลหะถูกปิด เสียงล็อกดังคลิก เ้าหน้าที่ถือเครื่องบันทึกเสียงพยายามหมุนเครื่องใหม่ แต่เทปยังไม่เดิน
แอกเนส(Agnes) หยุดที่ประตู หันกลับมา
“กุหลาบที่บานผิดฤดูกาลมักถูกชมในวันแรก และถูกถอนรากในวันถัดมา”
เซราฟิน่า(Seraphina) มองนาง
“ถ้ารากมันเชื่อมใต้ดินทั้งสวน คนถอนอาจต้องเตรียมมือไว้มากกว่าสองข้างค่ะ”
แอกเนส(Agnes) ออกไป
ประตูเรือนกระจกปิดลง
อาคมแดงบนโครงเหล็กค่อย ๆ ดับ ปืนเวทหุบกลับเข้าไปในกลีบโลหะ พื้นหินอ่อนปิดร่องกลไกอย่างไร้รอยต่อ เครื่องจักรกลับไปเงียบเหมือนไม่เคยตื่น
ทุกอย่างกลับมางดงาม
แต่ไม่มีสิ่งใดเหมือนเดิมแล้ว
กาเร็ธ(Gareth) ลดปืนลง แต่ยังไม่เก็บเข้าซอง
“คุณผู้หญิง าเ็หรือไม่ครับ”
เซราฟิน่า(Seraphina) มองหลังมือของตน
รอยแดงยังอยู่ แต่เส้นเถากุหลาบใต้ผิวจางจนแทบไม่เห็น
“ไม่มาก”
ลูเซียส(Lucius) พูดเสียงต่ำ
“มากพอให้หมอดู”
“หลังบันทึก”
“เซราฟิน่า(Seraphina)”
เขาเรียกชื่อเธอโดยไม่มีตำแหน่ง
เสียงนั้นทำให้เธออ่อนลงกว่าที่ควร
เธอหันไปหาเขา เห็นความโกรธที่เขากดไว้หลังดวงตานิ่ง เห็นความรู้สึกผิดที่มาไม่ทันเสี้ยววินาที เห็นความกลัวที่เขาไม่ยอมให้คนอื่นเห็น
“ถ้าข้าออกจากห้องตอนนี้” เธอกล่าว “แอกเนส(Agnes) จะเขียนว่าข้าร่างกายอ่อนแอหลังการตรวจเพียงเล็กน้อย และหลีกเลี่ยงขั้นตอนต่อไป ข้าต้องเดินเข้าโถงรับรองหลักเอง พูดเอง ลงนามเอง”
ลูเซียส(Lucius) มองเธออยู่นาน
“เ้าไม่จำเป็ต้องพิสูจน์ทุกอย่างในวันเดียว”
“ข้ารู้”
“เ้ามีสิทธิ์เจ็บ”
คำพูดนั้นทำให้โลกเงียบลง
เซราฟิน่า(Seraphina) เคยถูกสอนให้ยิ้มเมื่อเจ็บ
เคยถูกสอนให้เงียบเมื่อกลัว
เคยถูกสอนให้สง่างามเมื่อถูกทำให้อับอาย
เคยถูกสอนว่าผู้หญิงที่ดีต้องไม่มีรอยร้าวให้ใครเห็น
แต่มีไม่กี่คนที่บอกว่าเธอมีสิทธิ์เจ็บ
เธอก้มมองมือของตน
“ข้าเจ็บ” เธอยอมรับ “แต่ข้ายังเดินได้”
ลูเซียส(Lucius) หลับตาครู่หนึ่ง
เมื่อเขาลืมตา เขาถอดถุงมือหนังสีดำของตนเองออก ยื่นให้เธอ
“งั้นอย่างน้อย ปิดรอยไว้จนกว่าเราจะเลือกเปิดเอง”
เซราฟิน่า(Seraphina) รับถุงมือมา
หนังสีดำยังอุ่นจากมือเขา มีกลิ่นหมึก เอกสาร และดินปืนจาง ๆ เธอสวมมันแทนถุงมือผ้าไหมที่มีรอยไหม้ ขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย แต่ปิดแผลได้ดี
ท่าทางเล็ก ๆ นั้นไม่ใช่คำรัก
ไม่ใช่จุมพิต
ไม่ใช่ฉากหวานในนิยายสังคม
แต่มันทำให้หัวใจของเธอสงบลง
บางครั้งความใกล้ชิดไม่ได้เริ่มจากไฟ
แต่มาจากการที่ใครสักคนยื่นถุงมือให้ในวันที่โลกพยายามเปลื้องผิวของเราออกต่อหน้าคนอื่น
“ขอบคุณ” เธอกล่าว
“ข้าขอโทษที่มาช้า”
“ท่านไม่ได้มาช้า”
“พวกเขาแตะต้องเ้า”
“และข้าหยุดพวกเขา”
เขานิ่งไป
แล้วพยักหน้า
“ใช่” ลูเซียส(Lucius) กล่าว “เ้าหยุดพวกเขา”
ประโยคนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้เธอยืนตรงขึ้น
เพราะเขาไม่ได้บอกว่าเขาช่วยเธอไว้
เขายืนยันว่าเธอเป็คนหยุดพวกเขา
โถงรับรองหลัก(Main Reception Hall) ของแบล็คโรสฮอลล์(Blackrose Hall) ถูกเตรียมภายในสิบนาที
พื้นหินอ่อนดำขาวขัดจนสะท้อนโคมระย้าแก้วรมควัน ผนังหินดำประดับเส้นทองเหลืองแบบอาร์ตเดโค ตรงกลางโถงมีโต๊ะยาวไม้มะเกลือ วางเครื่องพิมพ์ดีดสีดำ โทรศัพท์หมุนสองเครื่อง แท่นหมึก แฟ้มหนังสีดำของตระกูล และแฟ้มหนังสีขาวของศาสนจักร
เครื่องบันทึกเสียงของแบล็คธอร์น(Blackthorne) ตั้งอยู่หัวโต๊ะ ม้วนเทปหมุนช้า ๆ ใต้ฝาครอบแก้ว
นี่คือารูปแบบใหม่ของออเรเลียม(Aurelium)
ไม่ใช่ดาบชนดาบ
แต่เป็เทปชนเทป
เอกสารชนเอกสาร
ลายเซ็นชนตราประทับ
และความทรงจำของผู้หญิงคนหนึ่งชนกับระบบที่ตั้งใจจะเขียนแทนเธอ
แอกเนส(Agnes) ยืนอยู่ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ
เซราฟิน่า(Seraphina) และลูเซียส(Lucius) ยืนอีกฝั่ง
โธมัส(Thomas) นั่งหน้าเครื่องพิมพ์ดีด นิ้ววางเหนือแป้น พนักงานจดบันทึกของศาสนจักรนั่งตรงข้าม สีหน้าเคร่งเครียดกว่าตอนมาถึงมาก
“เริ่มค่ะ” เซราฟิน่า(Seraphina) กล่าว
โธมัส(Thomas) พยักหน้า
เครื่องบันทึกเสียงเดิน
คลิก
ม้วนเทปหมุน
เซราฟิน่า(Seraphina) เริ่มพูด
เธอไม่ได้เล่าแบบร้องเรียน ไม่ได้ใส่อารมณ์เกินจำเป็ ไม่ทำเสียงสั่น ไม่ใช้คำใหญ่เกินเหตุ เธอระบุเวลา สถานที่ จำนวนรถ จำนวนเ้าหน้าที่ อุปกรณ์ที่ไม่อยู่ในรายการ การเปิดเครื่องบันทึกเสียงก่อนขออนุญาต และการใช้เครื่องตรวจแก่นโดยไม่มีเอกสารคำยินยอม
เสียงเครื่องพิมพ์ดีดดังตามคำพูดของเธอ
แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก
ทุกครั้งที่แอกเนส(Agnes) ขอแก้คำว่า “ใช้เครื่องมือตรวจแก่น” เป็ “สาธิตอุปกรณ์พิธีกรรม” เซราฟิน่า(Seraphina) ปฏิเสธ
ทุกครั้งที่ศาสนจักรขอเพิ่มคำว่า “ดัชเชสมีอารมณ์ตึงเครียด” เซราฟิน่า(Seraphina) อนุญาตเฉพาะเมื่อเพิ่มว่า “หลังถูกเครื่องมือศาสนจักรเฉียดร่างกายโดยไม่มีคำยินยอม”
ทุกครั้งที่พนักงานศาสนจักรพยายามใช้คำว่า “ความร่วมมือบางส่วน” เธอแก้เป็ “ยื่นมือเพื่อขอคำชี้แจงก่อนการตรวจ”
การต่อสู้กินเวลาเกือบชั่วโมง
ไม่มีเื
แต่ทุกคนเหนื่อยเหมือนเพิ่งออกจากสนามรบ
ตอนท้าย บันทึกถูกทำเป็สามฉบับ
ฉบับตระกูล
ฉบับศาสนจักร
และฉบับส่งสภาขุนนาง(Hall of Peers)
เซราฟิน่า(Seraphina) ลงนามก่อนลูเซียส(Lucius)
แอกเนส(Agnes) มองปากกาของเธอขณะลงชื่อ
“ท่านชอบลงนามด้วยตนเอง”
“ข้าชอบให้ชื่อของข้าอยู่ใต้คำที่ข้าพูดเองค่ะ”
“ชื่อผู้หญิงบนเอกสารอาจกลายเป็เป้า”
“ชื่อผู้หญิงที่หายไปจากเอกสารกลายเป็หลุมศพมามากพอแล้ว”
โธมัส(Thomas) ชะงักนิ้วเหนือเครื่องพิมพ์ดีดไปครึ่งจังหวะ
ลูเซียส(Lucius) มองเธอด้วยสายตาที่เซราฟิน่า(Seraphina) อ่านไม่ออกทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งในนั้นทำให้ใบหน้าเธอร้อนขึ้นเล็กน้อย
ไม่ใช่ความเขินแบบหญิงสาวในงานเต้นรำ
แต่เป็ความรู้สึกเหมือนมีใครเห็นเธอในวินาทีที่เธอไม่ใช่ภาพวาดในกรอบ
เมื่อการลงนามจบ แอกเนส(Agnes) เก็บแฟ้มของตน
“การตรวจเยี่ยมวันนี้จะยุติชั่วคราว” นางกล่าว “เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด”
“น่ายินดีที่เราเห็นตรงกันค่ะ” เซราฟิน่า(Seraphina) ตอบ
“ข้าจะรายงานเื่นี้ต่อคาร์ดินัลเวย์น(Cardinal Vayne)”
“ข้าจะส่งสำเนาต่อสภาขุนนาง(Hall of Peers) และสำนักกฎหมายแบล็คธอร์น(Blackthorne Legal Office)”
“ท่านคิดจะทำให้เื่นี้เป็การเมืองหรือ”
เซราฟิน่า(Seraphina) มองนาง
“ท่านนำรัฐ ศาสนจักร เอกสารราชสำนัก อุปกรณ์ตรวจแก่น และชื่อของลูกข้ามาที่บ้านข้า แล้วถามว่าข้าคิดจะทำให้เป็การเมืองหรือคะ”
แอกเนส(Agnes) ไม่ตอบ
ประตูโถงรับรองเปิดออก ขบวนศาสนจักรเดินออกไปเป็แถว เสียงส้นรองเท้ากระทบหินอ่อนดังสม่ำเสมอเหมือนตอนมา
แต่ตอนออก เสียงนั้นไม่มั่นคงเท่าเดิม
เมื่อประตูใหญ่ปิดลง แบล็คโรสฮอลล์(Blackrose Hall) เงียบ
แล้วเสียงเล็ก ๆ ก็ดังจากบันไดด้านข้าง
“ท่านแม่?”
เซราฟิน่า(Seraphina) หันไป
อาเธเลีย(Athelia) ยืนอยู่บนชานพักบันไดในชุดนักเรียนสีน้ำเงินเข้มของเด็กขุนนาง ผมถักเปียเรียบร้อย ใบหน้าพยายามนิ่งเหมือนพ่อ แต่ดวงตากังวลเกินกว่าจะซ่อน
ข้างหลังเธอคือโนอาห์(Noah) ที่ถือวิทยุพกพาดัดแปลงเองแนบอก และมิราเบล(Mirabel) ที่กอดตุ๊กตากระต่ายขาดหู
มิสอาเรีย(Aria) ผู้ดูแลเด็กยืนหน้าซีดอยู่ด้านหลัง
“ข้าห้ามแล้วค่ะ คุณผู้หญิง”
เซราฟิน่า(Seraphina) ยกมือบอกว่าไม่เป็ไร
มิราเบล(Mirabel) มองถุงมือหนังสีดำของแม่
“มือขาวทำให้ท่านแม่เจ็บหรือคะ”
เซราฟิน่า(Seraphina) เดินไปหาเด็ก ๆ แล้วคุกเข่าลง แม้เดรสทรงสอบจะไม่เหมาะกับการคุกเข่าบนหินอ่อน
“นิดหน่อยจ้ะ”
โนอาห์(Noah) ตาโต
“ท่านพ่อยิงเขาหรือเปล่า”
ลูเซียส(Lucius) ตอบจากด้านหลัง
“ยัง”
โนอาห์(Noah) หันขวับ
“ยัง?”
กาเร็ธ(Gareth) ไอเบา ๆ
อาเธเลีย(Athelia) ไม่ถามเื่ปืน
เธอมองหน้าแม่
“ท่านแม่ชนะหรือคะ”
คำถามนั้นยากกว่าทุกคำถามของแอกเนส(Agnes)
เซราฟิน่า(Seraphina) อาจตอบว่าใช่ เพื่อให้ลูกสบายใจ
อาจตอบว่าไม่ เพื่อเตือนให้ระวัง
แต่ทั้งสองอย่างไม่จริงทั้งหมด
“แม่เริ่มค่ะ” เธอกล่าว
อาเธเลีย(Athelia) ขมวดคิ้ว
“เริ่มอะไร”
“เริ่มไม่ยอมให้คนอื่นเขียนแทนว่าเราเป็ใคร”
เด็กหญิงเงียบไป
มิราเบล(Mirabel) แตะชายกระโปรงแม่
“ดอกไม้มีหนามแล้วหรือยัง”
เซราฟิน่า(Seraphina) ยิ้มบาง ๆ
“แม่คิดว่ามันเพิ่งรู้ตัวว่ามี”
มิราเบล(Mirabel) ยิ้มเหมือนเข้าใจในแบบที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ
“ดีค่ะ มือขาวจะได้เจ็บบ้าง”
ไม่มีใครกล้าหัวเราะ
แต่ความตึงเครียดในโถงคลายลงเล็กน้อย
เซราฟิน่า(Seraphina) กอดลูกทั้งสามทีละคน ััของพวกเขาทำให้เกราะที่เธอสวมไว้ต่อหน้าศาสนจักรร้าวลง เธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองเหนื่อยแค่ไหน เมื่อมิราเบล(Mirabel) ซบหน้าเข้ากับไหล่
ลูเซียส(Lucius) สั่งมิสอาเรีย(Aria) พาเด็ก ๆ กลับปีกครอบครัว คราวนี้เด็ก ๆ ยอมไป แต่ก่อนอาเธเลีย(Athelia) หายลับหลังบันได เธอหันกลับมามองแม่อีกครั้ง
จากนั้นเด็กหญิงยืดหลังตรง
ไม่ใช่ท่าทางที่ถูกสอนในห้องเรียนมารยาท
แต่เป็ท่าทางของคนที่เพิ่งเห็นความหมายใหม่ของการยืนตรง
เมื่อเด็ก ๆ ไปแล้ว เซราฟิน่า(Seraphina) จึงรู้ว่าขาของตนเริ่มสั่น
ลูเซียส(Lucius) ขยับมาประคองข้อศอกเธอเบา ๆ
ไม่แน่นเกินไป
ไม่ทำให้คนอื่นมองว่าเธออ่อนแอ
แต่พอให้เธอไม่ล้ม
“พอแล้ว” เขากล่าวเสียงต่ำ “ตอนนี้เ้าไปพัก”
ครั้งนี้เธอไม่ปฏิเสธ
ห้องนั่งเล่นเล็กด้านข้างโถงรับรองเป็ห้องที่ไม่ค่อยใช้รับแขก ผนังบุผ้ากำมะหยี่สีเขียวเข้ม มีโซฟาทรงเตี้ยแบบกลางศตวรรษ โต๊ะกระจกขาโลหะทองเหลือง โทรศัพท์หมุนสีดำหนึ่งเครื่อง และหน้าต่างมองเห็นเรือนกระจกจากระยะไกล โคมไฟตั้งพื้นทรงเรขาคณิตให้แสงอุ่นกว่าห้องอื่นเล็กน้อย
เมื่อประตูปิดลง เซราฟิน่า(Seraphina) เหมือนหลุดออกจากเกราะ
เธอนั่งลงบนโซฟา หายใจเข้าลึก
ลูเซียส(Lucius) คุกเข่าข้างหนึ่งตรงหน้าเธอโดยไม่สนว่าท่าทางนี้ไม่เหมาะกับดยุก เขาถอดถุงมือหนังของตนจากมือเธออย่างระวัง
รอยบนหลังมือยังอยู่
เส้นแดงคล้ำบาง ๆ เหมือนเถากุหลาบจางลงใต้ผิว แต่ไม่หาย
เขาไม่แตะทันที
“ข้าขอดูได้หรือไม่”
คำถามนั้นทำให้เธอเจ็บในอกมากกว่ารอยแผล
ศาสนจักรพยายามตรวจเธอโดยไม่ถาม
สามีของเธอขออนุญาตก่อนแตะรอยเล็ก ๆ บนมือ
“ได้” เธอตอบ
ลูเซียส(Lucius) ใช้ปลายนิ้วแตะรอบรอยอย่างระมัดระวัง ไม่กดลงตรงกลาง
“ร้อนหรือเย็น”
“ตอนโดน เย็น” เธอกล่าว “ตอนนี้อุ่น”
“เจ็บลึกไหม”
“ไม่เท่าที่ควร”
เขาเงยหน้าขึ้น
“เ้าพูดเหมือนนั่นเป็ปัญหา”
“เพราะมันไม่ปกติ ใช่ไหม”
ลูเซียส(Lucius) ไม่โกหก
“ใช่”
เซราฟิน่า(Seraphina) มองออกไปนอกหน้าต่าง เรือนกระจกกุหลาบหลัก(Main Rose Conservatory) ส่องแสงอยู่ในหมอกเหมือนหัวใจแก้วของคฤหาสน์
“ตอนแสงแตะมือข้า” เธอกล่าว “ข้ารู้สึกเหมือนมีบางอย่างเคาะจากข้างใน”
ลูเซียส(Lucius) เงียบ
“ไม่ใช่หัวใจ” เธอพูดต่อ “ลึกกว่านั้น เหมือนเมล็ดพันธุ์”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย
“เ้ารู้จักเื่นี้” เธอกล่าว
“ไม่ทั้งหมด”
“แต่รู้บางส่วน”
เขาปล่อยมือเธออย่างช้า ๆ
“ตอนข้าเด็ก แม่เคยบอกพ่อว่า กุหลาบใต้บ้านยังไม่ตาย เพียงถูกบังคับให้นอนหลับ”
เซราฟิน่า(Seraphina) รู้สึกขนลุก
“แม่ของท่านหมายถึงอะไร”
“พ่อข้าไม่ยอมให้พูดต่อ” ลูเซียส(Lucius) กล่าว “เขาบอกว่า ถ้ามันตื่น ศาสนจักรจะกลับมา”
ทั้งสองเงียบ
ด้านนอก หมอกลอยผ่านหน้าต่างเหมือนผ้าขาวสกปรก
“ลูเซียส(Lucius)” เธอเรียก
“หืม”
“ท่านกลัวข้าหรือไม่”
คำถามออกมาเบากว่าที่ตั้งใจ
เขามองเธออยู่นาน
“ไม่”
“แต่ท่านกลัว”
“ใช่”
“กลัวอะไร”
ลูเซียส(Lucius) ลดสายตาลงที่มือเธอ
“กลัวว่าพวกเขาจะทำให้เ้ากลัวตัวเอง”
เซราฟิน่า(Seraphina) ไม่พูดอะไร
เธอเคยคิดว่าความโรแมนติกคือแสงเทียน ดนตรีแจ๊ซในงานเต้นรำ คำชมใต้ระเบียง หรือจุมพิตที่ถูกเขียนอย่างสวยงามในนวนิยายที่สตรีอ่านลับ ๆ
แต่บางที สำหรับผู้หญิงที่ถูกสอนให้กลัวเสียงของตนเอง ความอ่อนโยนที่สุดอาจเป็การที่ใครสักคนพูดว่า
อย่ากลัวตัวเอง
ไม่ใช่ “เป็ของข้า”
ไม่ใช่ “ให้ข้าปกป้องเ้า”
ไม่ใช่ “เชื่อฟังแล้วจะปลอดภัย”
แต่เป็การนั่งอยู่ตรงหน้าเธอ จับมือเธอโดยขออนุญาต และยืนยันว่าความน่ากลัวไม่ได้อยู่ในตัวเธอ แต่อยู่ในคนที่พยายามทำให้เธอเกลียดสิ่งที่กำลังตื่นขึ้น
เซราฟิน่า(Seraphina) ค่อย ๆ พลิกมือขึ้น ให้ปลายนิ้วแตะนิ้วของเขา
ลูเซียส(Lucius) ไม่คว้ามือเธอแน่น
ไม่ฉวยโอกาส
ไม่ทำให้ััเล็ก ๆ นี้กลายเป็สิ่งที่เธอไม่ได้เสนอ
เขาเพียงวางนิ้วของตนไว้ตรงนั้น
น้ำหนักอุ่น ๆ ที่ไม่บังคับ
“ข้าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อ” เธอสารภาพ
“เริ่มจากให้หมอตรวจแผล”
“แล้วหลังจากนั้น”
“อ่านบันทึกของวันนี้ ตรวจหมายเลขทะเบียนเครื่องมือที่พวกเขาใช้ ตามหาว่าใครอนุมัติเอกสารราชสำนัก และคุยกับแม่ข้า”
“แม่ของท่านจะบอกหรือ”
“ไม่ง่าย”
“ท่านพูดเหมือนวางแผนรบ”
มุมปากของเขาขยับจาง ๆ
“สำหรับแบล็คธอร์น(Blackthorne) ทุกเื่ที่เกี่ยวกับศาสนจักรคือแผนรบ”
“แม้แต่กุหลาบ?”
“โดยเฉพาะกุหลาบ”
เธอหัวเราะเบา ๆ
เสียงนั้นเล็กมาก แต่จริง
ลูเซียส(Lucius) มองเธอเหมือนเสียงหัวเราะนั้นมีค่ามากกว่าเอกสารทุกฉบับบนโต๊ะโถงรับรอง
“วันนี้ขอบคุณ” เซราฟิน่า(Seraphina) กล่าว “ที่ไม่พูดแทนข้า”
เขาหายใจออกช้า ๆ
“ข้าต้องฝืนมากกว่าที่เ้าคิด”
“ข้ารู้”
“ข้าคงทำได้ไม่สมบูรณ์ทุกครั้ง”
“ข้าก็คงพูดได้ไม่ทันทุกครั้ง”
“เช่นนั้นเราฝึกกันทั้งคู่”
ประโยคนั้นเรียบง่ายเกินกว่าจะเป็คำสาบาน
แต่เพราะมันไม่สวยเกินจริง เธอจึงเชื่อได้
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
โธมัส(Thomas) ยืนอยู่หน้าประตูพร้อมแฟ้มสีดำ
“ขออภัยครับ ท่านดยุก คุณผู้หญิง มีรายงานจากยามประตูชั้นนอก รถศาสนจักรออกจากเขตแบล็คโรสแล้ว แต่มีรถนักข่าวสองคันจอดรออยู่ท้ายถนนโรสคราวน์(Rosecrown Avenue)”
ลูเซียส(Lucius) ลุกขึ้น
“เร็วเกินไป”
เซราฟิน่า(Seraphina) มองเขา