ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 121 : พายุที่เริ่มก่อตัว

    ในเวลาเดียวกัน ข่าวความขัดแย้งระหว่างตระกูลโจวและตระกูลหนี่ที่เชิงเขาได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนักราวกับไฟลามทุ่ง 


    ผู้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเหตุการณ์นี้คงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากผู้ดูแลพิเศษคนใหม่ของตระกูลหนี่อย่างหยุนเฟยหยาง!


    หยุนเฟยหยางสามารถทำให้คนอย่างโจวเหยาเซียนยังต้องเดินเข้าสู่หอลงทัณฑ์ด้วยตนเอง และถูกกฎของสำนักบังคับใช้งาน 


    มีคนบ้าที่ไหนกล้าที่จะต่อต้านผู้ถือครองป้ายทองคำที่มีสถานะเป็นถึงลูกศิษย์สำนักชั้นในระดับสูง?


    แน่นอนว่าไม่มี! และมันคงจะไม่มีอีกแม้จะผ่านไปหลายร้อยปี!


    ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และมีใครหลายๆคนอยากรู้อยากเห็นว่าหยุนเฟยหยางเป็นคนอย่างไร และมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร


    ข่าวนี้ยังทำให้กลุ่มที่ก่อตั้งขึ้นโดยผู้ถือครองป้ายทองคำทุกคนต่างก็รู้สึกสนใจในตัวของชายที่ชื่อหยุนเฟยหยางเป็นอย่างยิ่ง 


    ภายในระยะเวลาสั้นๆ กลุ่มต่างๆก็ได้รวบรวมข้อมูลของหยุนเฟยหยางจากคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และแต่ละกลุ่มต่างก็ต้องการพบกับเขาเป็นการส่วนตัว


    สำนักจักรพรรดิดาราที่เงียบสงบมานาน ได้มีพายุลูกเล็กๆที่กำลังก่อตัวขึ้นโดยมีจางหลินเป็นจุดศูนย์กลาง...


    .

    .

    .


    ~ สำนักจักรพรรดิดารา : เขตทองคำ ~


    ศาลาริมน้ำแห่งหนึ่งที่โดยรอบถูกปกคลุมด้วยปราณจิตวิญญาณที่หนาแน่น พื้นที่แห่งนี้ถูกบอกกล่าวกันปากต่อปากว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีปราณจิตวิญญาณหนาแน่นที่สุด 


    ผู้ที่จะสามารถเข้าถึงพื้นที่ของเขตทองคำได้ล้วนแล้วแต่ต้องเป็นลูกศิษย์ชั้นในที่ถือครองป้ายทองคำเท่านั้น


    ด้านในศาลาหลังใหญ่ คือร่างที่คุ้นเคยของโจวเหยาเซียนที่กำลังถือถ้วยชาด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง มือของมันบีบถ้วยชาจนเกือบจะแตกละเอียด


    ข้างกายโจวเหยาเซียนคือร่างของหญิงสาวที่กำลังรินชาโดยที่ไม่ได้พูดอะไร


    ก่อนหน้านี้โจวเหยาเซียนจำต้องไปที่หอลงทัณฑ์ด้วยความอับอาย และการที่ผู้ถือครองป้ายทองคำอย่างมันออกมาจากหอลงทัณฑ์ ย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของมันอย่างไม่ต้องสงสัย


    นั่นเป็นเหตุผลที่ว่ามันยังคงเครียดขมึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้นเมื่อนึกถึงใบหน้าของจางหลิน


    “ศิษย์พี่!”


    ขณะนั้นก็มีชายผู้หนึ่งที่สวมเครื่องแบบลูกศิษย์ชั้นในวิ่งหน้าตั้งมาที่ศาลาริมน้ำ ทำให้โจวเหยาเซียนต้องเหลือบไปมอง


    ชายร่างผอมมาหยุดลงข้างๆโจวเหยาเซียน ขณะประสานมือรายงาน “ศิษย์พี่เหยาเซียน ชายที่ชื่อเฟยหยางเข้าสู่สำนักแล้วจริงๆ แต่มันได้แยกกับสองพี่น้องตระกูลหนี่และกำลังไปที่ตำหนักกลางศิษย์ชั้นใน”


    โจวเหยาเซียนที่กำลังจะจิบชาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “ตำหนักกลางศิษย์ชั้นใน? มันมีสถานะเป็นแค่ผู้ติดตามของตระกูลหนี่ มันจะเข้าสู่ตำหนักกลางได้อย่างไร?”


    ชายที่มารายงานส่ายหน้าอย่างไม่รู้ “ข้าเองก็ไม่ทราบ แต่เมื่อข้าพยายามเข้าไปใกล้ๆ ข้าเห็นว่าเฟยหยางได้แสดงตราสัญลักษณ์บางอย่างให้แก่ผู้เฝ้าประตู และผู้เฝ้าประตูก็อนุญาตให้มันเข้าสู่ตำหนักกลางโดยที่ไม่มีการขัดขวางใดๆเลย”


    โจวเหยาเซียนขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่มันก็หันไปออกคำสั่งอีกครั้ง “ไปตรวจสอบดูว่ามันเข้าสู่ตำหนักกลางได้อย่างไร และหากมันออกมาอย่าลืมรายงานความเคลื่อนไหวให้ข้ารู้ด้วย”


    “ขอรับ” ศิษย์ชั้นในคนนั้นประสานมือ ก่อนที่มันจะวิ่งออกไปอีกครั้ง


    ใบหน้าของโจวเหยาเซียนยังคงหมองคล้ำ มันหันไปหาหญิงสาวที่สวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อนข้างกาย “ถิงเอ๋อร์ อาการของเสี่ยวหยวนเป็นอย่างไรบ้าง?”


    ถิงเอ๋อร์ถอนหายใจเบาๆ “หากพูดถึงบาดแผลทางกายก็คงจะไม่มีอะไรร้ายแรง แต่สภาพจิตใจของนายน้อยหยวนดูไม่ดีสักเท่าใด คล้ายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้นายน้อยหยวนอับอายจนไม่กล้าออกมาสู้หน้าใครเลย”


    ความเย่อหยิ่งของโจวหยวนได้ถูกทำลายอย่างย่อยยับด้วยมือของจางหลิน!


    ก่อนหน้านี้มันถูกโจมตีและเกือบจะถูกฆ่าตายที่ทางเข้ามณฑลหนานไม่พอ แต่มันต้องมาอับอายขายหน้าในสำนักจักรพรรดิดาราทั้งๆที่โจวเหยาเซียนก็อยู่ที่นั่น 


    ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยว่า ตอนนี้โจวหยวนรู้สึกหวาดกลัวต่อจางหลินจนขี้ขึ้นสมองไปแล้ว


    “ไอ้สารเลว!” ดวงตาของโจวเหยาเซียนแดงก่ำ มันกัดฟันด้วยความเดือดดาลถึงขีดสุด “หยุนเฟยหยาง! มันกล้าทำให้ตระกูลโจวอับอายขายหน้า! หากข้าไม่ฆ่ามัน ข้าจะไม่ขอเกิดเป็นมนุษย์อีกทุกภพทุกชาติ!”


    ด้วยการโบกแขนเสื้อมันออกคำสั่งอย่างแข็งกร้าว “ส่งข้อความกลับไปที่ตระกูลโจว! ข้าอยากได้ข้อมูลทั้งหมดของหยุนเฟยหยางไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือญาติมิตร อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมันต้องถึงมือข้าไม่เกินหนึ่งชั่วยาม!”


    “ข้าจะรีบจัดการให้” ถิงเอ๋อร์ลุกขึ้นอย่างสง่างาม นางรีบจากไปทิ้งให้โจวเหยาเซียนนั่งกัดฟันอย่างหงุดหงิดในศาลาเพียงลำพัง


    มันรอไม่ไหวแล้วที่จะบดขยี้จางหลินให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!


    .

    .

    .


    เบื้องหน้าตำหนักกลางศิษย์ชั้นใน จางหลินได้ก้าวออกมาพร้อมกับแผ่นป้ายสีขาวที่มีคำว่า《ดารา》สลักไว้


    นี่คือตราสัญลักษณ์เฉพาะศิษย์ชั้นในของสำนักจักรพรรดิดารา


    จางหลินได้ถูกบรรจุเป็นศิษย์ชั้นในของสำนักจักรพรรดิดาราอย่างเป็นทางการ และเขายังได้รับคำแนะนำอีกมากมายจากศิษย์พี่ที่อยู่ข้างในนั้น


    ภายในสำนักจักรพรรดิดาราได้มีการแบ่งลูกศิษย์ชั้นในออกเป็นห้าระดับได้แก่ ผู้ถือครองป้ายขาว, ผู้ถือครองป้ายทองแดง, ผู้ถือครองป้ายเงิน, ผู้ถือครองป้ายทองคำและผู้ถือครองป้ายทมิฬ


    ลูกศิษย์ชั้นในสามารถพัฒนาตนเองให้ขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าได้โดยการทำภารกิจจากทางสำนัก และนั่นก็ยังรวมถึงการต่อสู้ในสนามประลองเพื่อเลื่อนระดับ


    คนส่วนใหญ่สามารถอาศัยการประลองในการเหยียบย่ำคนอื่นๆเพื่อไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าได้ และการประลองยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องทำภารกิจของทางสำนักให้เสียเวลา


    และการแบ่งระดับของลูกศิษย์ชั้นในถือได้ว่าเป็นความคิดที่ดีเยี่ยม เพราะมันจะทำให้ผู้อ่อนแอกะตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา


    ทว่ามีข้อยกเว้นหลักอยู่สามประการสำหรับผู้ถือป้ายสถานะ


    ประการที่หนึ่ง คือห้ามให้ผู้ถือครองป้ายต่อสู้กับผู้ที่ถือครองป้ายที่ต่ำกว่าตนถึงสองระดับ หากฝ่าฝืนจะต้องรับโทษจากหอลงทัณฑ์


    ประการที่สอง ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ถือป้ายสถานะสูงกว่าส่งสารท้าประลองไปยังอีกคนที่มีป้ายสถานะต่ำกว่าหนึ่งระดับ เพื่อที่จะป้องกันการกลั่นแกล้งจากผู้ที่แข็งแกร่งกว่า


    ประการที่สาม ผู้ถือครองป้ายทมิฬไม่สามารถเข้าร่วมการต่อสู้เลื่อนขั้นของลูกศิษย์ชั้นในธรรมดาได้ เพราะตำแหน่งของผู้ถือครองป้ายทมิฬ ถือได้ว่าเป็นศิษย์สำนักที่มีระดับสูงเทียบเท่ากับผู้อาวุโสทั่วไป…

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน