ท่าเรือเทียนจิน
หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อย มู่หนิงหนิง จึงหันไปบอกกล่าวกับคุณปู่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าเธอจะออกไปที่ท่าเรือเพื่อสำรวจตลาดเสียหน่อย
"หลานหนิงหนิงจะไปสำรวจตลาดทำไมกัน หรือว่าจะออกไปซื้อของเข้าบ้านอีกรึ?" คุณปู่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะเดิมทีหนิงหนิงยังไม่ได้ปริปากบอกเื่แผนการเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตให้ท่านได้รับรู้
"หนูตั้งใจว่าจะลองทำการค้าดูค่ะคุณปู่ ่นี้รัฐบาลเริ่มเปิดเสรีมากขึ้นแล้ว อยู่บ้านเฉยๆ หนูรู้สึกว่างเกินไปหน่อย" หญิงสาวเลี่ยงตอบเพียงบางส่วน เพราะเกรงว่าหากบอกโปรเจกต์ใหญ่โตเกินไป คุณปู่จะใจนเป็กังวล
"หลานชายปู่ไม่ได้ส่งเงินเดือนมาให้หลานหรือยังไง ทำไมต้องลำบากออกไปค้าขายด้วยเล่า"
คนในยุค 80 ส่วนใหญ่ยังยึดติดกับความคิดที่ว่า การทำงานในหน่วยงานรัฐคือ 'ชามข้าวเหล็ก' ที่มั่นคงและมีเกียรติที่สุด การออกมาเร่ขายของในสายตาผู้ใหญ่จึงดูเป็เื่ลำบากและไม่มั่นคง
"เขาให้ค่ะคุณปู่ แต่หนูอยากลองใช้ความสามารถตัวเองดูบ้าง" แววตาที่มุ่งมั่นและน้ำเสียงจริงจังของหญิงสาว ทำให้คุณปู่ที่ตั้งท่าจะค้านต้องยอมจำนนต่อความตั้งใจจริง
"ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจหลานเถอะ แต่ให้ฟู่หลงไปเป็เพื่อนดีไหมลูก?" ด้วยความเป็ห่วงท่านจึงอยากให้มีคนคอยดูแล
"ไม่เป็ไรค่ะคุณปู่ ทั้งฟู่หลงและฟู่หลินยังเด็กนัก แถวท่าเรือคนพลุกพล่านหนูเกรงว่าจะอันตราย หรือเด็กๆ อาจจะพลัดหลงได้" หนิงหนิงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล "หนูทำอาหารเที่ยงเตรียมไว้ให้แล้ว คุณปู่กับเด็กๆ ทานได้เลยนะคะไม่ต้องรอหนู"
"ได้ๆ ระวังตัวด้วยนะหลาน" คุณปู่กำชับด้วยสายตาอาทร แม้อยากจะช่วยมากกว่านี้แต่สังขารที่ร่วงโรยก็ทำได้เพียงส่งกำลังใจให้เท่านั้น
ณ ท่าเรือเทียนจิน
ท่าเรือเทียนจิน ในยามนี้คือประตูการค้าสำคัญแห่งภาคเหนือ เป็จุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อปักกิ่งสู่โลกภายนอก หนิงหนิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตา ที่นี่เปี่ยมไปด้วยพลังงานของการเริ่มต้น และดูเหมือนจะเป็พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในอนาคตอันใกล้
'หากฉันได้เป็เ้าของพื้นที่แถวนี้สักผืนคงจะดีไม่น้อย... แต่ด้วยเงินหยวนเพียงหยิบมือในตอนนี้ คงเป็ได้แค่ความฝัน' เธอคิดในใจพลางถอนหายใจเบาๆ
หญิงสาวใช้เวลาเดินทางด้วยรถประจำทางเกือบสองชั่วยาม บริเวณท่าเรือเต็มไปด้วยสินค้าแปลกตา ทั้งของนำเข้าจากต่างประเทศและสินค้าพื้นเมืองที่ถูกส่งมาจากทั่วสารทิศ ในขณะที่เธอกำลังเดินพิจารณาร้านค้าอยู่นั้น สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีท่าทางซวนเซ ใบหน้าซีดเผือดกำลังจะหมดสติ
"คุณป้า! เป็อะไรไหมคะ!" หนิงหนิงปราดเข้าไปประคองร่างนั้นไว้ทันท่วงที เธอรีบหยิบยาดมออกมาจากกระเป๋า พร้อมกับใช้พัดช่วยโบกเบาๆ เพื่อให้อีกฝ่ายหายใจได้สะดวกขึ้น
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าหญิงคนดังกล่าวเริ่มมีอาการดีขึ้น หนิงหนิงจึงอาสาไปส่งด้วยความเป็ห่วง
"ป้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจหนูมากนะจ๊ะ" ใบหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีเืฝาดขึ้นมาเล็กน้อย
"ไม่เป็ไรเลยค่ะ ว่าแต่คุณป้ามาคนเดียวหรือคะ? ให้หนูไปส่งดีกว่าค่ะ เดี๋ยวเกิดหน้ามืดขึ้นมาอีกจะอันตราย" หนิงหนิงมองสำรวจหญิงวัยกลางคนตรงหน้า แม้จะดูอายุราว 40 ปลายๆ แต่การแต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีและกิริยาท่าทางที่ดูสง่างามนั้นบ่งบอกว่าต้องมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างแน่นอน
"ขอบใจในน้ำใจของหนูจริงๆ หนูชื่ออะไรจ๊ะ? เรียกป้าว่า 'ไป่ชิง' ก็ได้นะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"หนูชื่อ มู่หนิงหนิง ค่ะคุณป้าไป่ชิง เรียกหนิงหนิงเฉยๆ ก็ได้ค่ะ แล้วคุณป้าจะไปที่ไหนคะ?"
"ป้าว่าจะไปหาลูกชายที่บริษัทน่ะจ๊ะ อยู่ถัดไปไม่ไกลนี่เอง"
หนิงหนิงค่อยๆ พยุงคุณป้าไป่ชิงเดินไปตามทาง จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าตึกสูงตระหง่านที่ตั้งเด่นเป็สง่า พร้อมป้ายชื่อบริษัทที่ทำเอาเธอถึงกับตาโต... 'ซ่งชิงหลง'
'นี่มัน... ตระกูลซ่ง หนึ่งใน 4 มหาอำนาจของปักกิ่งไม่ใช่เหรอ!' ความทรงจำเกี่ยวกับนิยายที่เคยอ่านพรั่งพรูเข้ามาในหัว
ตระกูลซ่ง: เ้าพ่อธุรกิจส่งออกและอสังหาริมทรัพย์
ตระกูลจง: ผู้นำด้านสื่อและวงการบันเทิง
ตระกูลเติ้ง: ขั้วอำนาจทางการเมืองและทหาร
ตระกูลผิง: เครือข่ายการแพทย์และการศึกษา
"หนิงหนิง หยุดเดินทำไมจ๊ะ? ถึงบริษัทลูกชายป้าแล้วจ้ะ" คุณป้าไป่ชิงหันมาส่งยิ้มพิมพ์ใจให้
"อ้อ... เปล่าค่ะคุณป้า ไปกันต่อเถอะค่ะ"
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในตึก ชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับด้วยท่าทางนอบน้อมระดับสูงสุด
"คุณนายใหญ่! ทำไมมาถึงนี่โดยไม่เรียกคนขับรถไปรับครับ ถ้าท่านประธานรู้เข้าผมต้องโดนตำหนิแน่ๆ"
"ฉันแค่อยากมาเดินเล่นน่ะ แล้วนี่ก็เที่ยงแล้วเลยกะว่าจะมาชวนลูกชายทานข้าวเสียหน่อย" คุณป้าไป่ชิงตอบอย่างอารมณ์ดี "ท่านประธานอยู่ในห้องใช่ไหม... อ้อ นี่แม่หนูหนิงหนิง เธอช่วยฉันไว้ตอนที่เป็ลมจ้ะ"
"คุณป้าคะ ถ้าส่งถึงที่นี่แล้ว หนูขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะ" หนิงหนิงรีบบอก เธอไม่ได้ตั้งใจจะมาประจบสอพลอใคร เพียงแค่เป็ห่วงจึงมาส่งเท่านั้น
"ไม่ได้จ้ะ นี่ก็เที่ยงแล้ว ถือว่าทานข้าวเป็เพื่อนคนแก่อย่างป้าสักมื้อนะจ๊ะหนิงหนิง" ไป่ชิงจับมือหญิงสาวไว้แน่น นางรู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้ยิ่งนัก ทั้งสวย ฉลาด และมีน้ำใจ ที่สำคัญนางอยากจะแนะนำให้ลูกชายจอมบ้างานได้รู้จักเหลือเกิน
"แต่ว่า..." หนิงหนิงลังเล
"เอาตามนี้นะจ๊ะ... เลขาจง ช่วยจองโต๊ะที่ภัตตาคารฟู่หลินให้ด้วย ฉันจะพานางหนูหนิงหนิงไปทานที่นั่น"
ไป่ชิงจูงมือหนิงหนิงตรงไปยังห้องทำงานใหญ่ ก่อนจะผลักประตูเข้าไปโดยไม่ได้เคาะ
แอ๊ด...
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือชายหนุ่มอายุราว 26 ปี เ้าของรูปร่างสูงโปร่งภายใต้ชุดสูทหรูหรา ใบหน้าของเขาคมเข้มดุจรูปสลัก ดวงตาเรียวคมกริบที่แฝงไปด้วยอำนาจกำลังก้มหน้าอ่านเอกสารอย่างเคร่งเครียด เมื่อรับรู้ถึงผู้มาเยือนเขาจึงเงยหน้าขึ้น พร้อมกับเดินออกมาจูงมือมารดาให้นั่งลงที่โซฟากลางห้อง
"คุณแม่... ทำไมไม่ให้คนไปรับครับ?"
"แม่มาเดินเล่นแถวนี้พอดีน่ะ เลยแวะมาหา"
"แล้วนั่น... ใครครับ?" สายตาคมกริบประดุจใบมีดโกนจ้องเขม็งมาที่หญิงสาวแปลกหน้าจนหนิงหนิงรู้สึกเย็นสันหลังวาบ
"นี่คือหนูหนิงหนิงจ้ะ เธอช่วยแม่ไว้ตอนที่แม่หน้ามืด" ไป่ชิงแนะนำด้วยน้ำเสียงระรื่น "หนูหนิงหนิงจ๊ะ นี่คือ 'ซ่งชิงหลง' ลูกชายของป้าเอง"
หนิงหนิงยืนตัวแข็งทื่อ... หัวใจเต้นรัวแรง
'ชัดเลย! เขาคือซ่งชิงหลง บอสลับในนิยาย [ชะตารักดอกโบตั๋นยุค 80] ชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่เหนือพระเอกและนางเอกของเื่... คนที่นิยายแทบจะไม่ได้เขียนถึงรายละเอียด แต่กลับเป็ผู้กุมชะตาเศรษฐกิจของประเทศนี้ไว้ในมือ!'
............................