บันทึกเทพสงคราม

    ตอนที่ 40 เด็กขยัสั่นสะเทือนเมืองเริ่มต้น

            ตอนที่ 40 เด็กขยะสั่นสะเทือนเมืองเริ่มต้น

            เสียงดังอื้ออึงยิ่งกว่าครั้งแรก การวัดระดับความสมบูรณ์ของพลัง จะเป็นการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพจุดชีพจรที่ถูกทะลวงผ่านยิ่งทะลวงจุดได้มาก และมีช่องโพลงที่ใหญ่ยิ่งได้ค่ามากตามไปด้วยลู่เฉียวได้รับการช่วยเหลือจนทะลวงจุดชีพจรเกือบครบทั้งสี่สิบสามจุดทั่วร่างส่วนคุณภาพช่องโพลงชีพจรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับร่างกายและการฝึกฝนการที่ลู่เฉียวจะได้ค่ามาตรฐานการวัดคุณภาพที่สูงเกินธรรมดา ย่อมเป็นไปได้แต่สำหรับชาวเมืองเริ่มต้นหรือแม้แต่ผู้เยี่ยมยุทธของเมืองเริ่มต้นการได้ค่าทดสอบนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างมากเพราะแม้แต่ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ทางกายชั้นกายราชันย์ขั้นต้นยังได้เพียงระดับหกเท่านั้นแตกต่างกันถึงสองระดับชั้น ทั้งเป็นสองระดับชั้นที่ยากจะฝึกปรือได้

            “ผ่าน...” อาใช่รีบลงทะเบียนให้ลู่ชางอย่างรวดเร็ว

            ก่อนลู่ชางจะเข้ามาทดสอบต่อ ผลการทดสอบสร้างความฮือฮาต่อไปไม่หยุด

            “สำนักที่ยี่สิบเอ็ด ลู่ชางอายุเจ็ดปีสิบเอ็ดเดือน กำเนิดพลังขั้นสี่ระดับห้าความสมบูรณ์ของพลังระดับแปดจุดเจ็ด!!! ผ่าน....”

            “สำนักที่ยี่สิบเอ็ด หงส์เยี่ย อายุแปดปีสี่เดือนกำเนิดพลังขั้นสี่ระดับหก ความสมบูรณ์ของพลังระดับเก้า!!!!!!!ผ่าน....”

            เสียงของอาใช่ยิ่งนานยิ่งดัง ยิ่งนานยิ่งสั่น ไม่ต่างกับผู้คนมากมายตอนแรกก็ส่งเสียงพูดคุยอย่างตื่นตกใจต่อการมีเด็กยอดฝีมือปรากฏตอนหลังกลับกลายเป็นเงียบงันหมดสิ้น

            “สำนักที่ยี่สิบเอ็ด เฮงฉีเทียน อายุเจ็ดปีสิบเดือนกำเนิดพลังขั้น.....”

             เสียงอาใช่หยุดลงกะทันหันความสนใจมุ่งไปที่อาใช่ด้วยความคาดหวังอย่างแรงกล้าว่าแผ่นดินแห่งหอคอยเทพจะเกิดยอดฝีมือซ่อนกายในสำนักที่ยี่สิบเอ็ดอีกผู้หนึ่ง

            “หนึ่ง.... เจ้ากล้านักนะ” อาใช่ส่งเสียงดังใส่เด็กชายหิน“เจ้าสำนักหู ท่านหมายความว่าอย่างไรผู้ที่จะเข้าร่วมการชุมนุมต้องมีระดับกำเนิดพลังขั้นสองขึ้นไป”

            เสียงอาใช่ทำให้กำแพงสูงใหญ่ที่คาดหวังพังทลายลงเกิดเป็นคลื่นความผิดหวังมุ่งโจมตีใส่เด็กชายหินจนหมด

            “เด็กขยะ รีบมุดดินกลับไปเลย”

            “น่าขายหน้านัก รีบนำมันไปไถ่นาไป...”

            เสียงโหร้องดังระงม ทั้งขับไล่ ทั้งด่าทอแต่เด็กชายหินเยือกเย็นผิดธรรมดาหันไปยิ้มกับเจ้าสำนักหนุ่มครั้งหนึ่ง

            “ท่านใช่ ข้าได้รับความเห็นชอบจากผู้สูงศักดิ์ผู้นี้”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดก้มตัวลงไปกระซิบข้างหูพร้อมแบมือออกให้อาใช่เห็นบางอย่างเพียงผู้เดียว“ให้ฉีเทียนทดสอบความสมบูรณ์ของพลัง หากไม่ผ่านก็เป็นอันตกไปดีหรือไม่”

            “ดะ...ได้” อาใช่ตอบเสียงสั่นเทาเมื่อเห็นสิ่งหนึ่งรีบหยิบแท่งผลึกใสส่งให้เด็กชายทดสอบต่อทันที

            เด็กชายหินยิ้มรับแท่งผลึกมาใช้สายตาพิสดารมองเจ้าสำนักหูเจิงหนานอย่างหาคำตอบ แต่ได้เพียงรอยยิ้มเรียบๆกลับมา“ทดสอบเลย” เสียงเจ้าสำนักดังในจิตสำนึกของตนเอง

            เด็กชายหินสูดหายใจเข้าไปลึกๆ เตรียมทดสอบท่ามกลางความสงสัยของเหล่าผู้สังเกตการณ์เจ้าสำนักห้าอันดับแรกก็ไม่มีปฏิกิริยาอันใดกับการให้ทดสอบขั้นต่อไปทั้งที่ระดับพลังไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดได้แต่อดใจดูความขายขี้หน้าของเด็กชายหินอีกครั้ง

            ตูม...เสียงระเบิดดังขึ้นเมื่อผลึกในมือเด็กชายหินสลายเป็นผุยผงท่ามกลางใบหน้าตกใจอย่างรุนแรงของอาใช่ เจ้าสำนักทั้งห้าอันดับรวมถึงเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดยังหน้าเคร่งเครียดลง

            “คงเกิดผิดพลาดขึ้น...” อาใช่ปาดเหงื่อบนใบหน้าก่อนส่งผลึกออกมาอีกชิ้นให้เด็กชายหิน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีความผิดพลาดแน่แต่ไม่อยากจะยอมรับผลที่ได้

            ตูม...ผลึกระเบิดอีกครั้ง ครั้งนี้เจ้าสำนักห้าอันดับแรกปรากฏกายที่โต๊ะกันพร้อมหน้า

            “ไม่..ไม่อาจประเมินได้ครับ” อาใช่มองเจ้าสำนักหนึ่งอย่างจนใจ

            “ประกาศตามจริงไป...”เจ้าสำนักที่หนึ่งเอ่ย

            “เฮงหลันเทียน ระดับกำเนิดพลังขั้นหนึ่งความสมบูรณ์ของพลังระดับสิบเต็ม!!!!ผ่าน...”

            เสียงประกาศของอาใช่ส่งผลให้คนที่เคยด่าขับไล่เด็กชายหินถึงกับใบ้กินกันหมด ยิ่งรู้ผลของความสมบูรณ์พลังด้วยแล้วยิ่งกว่าอึ้งกับอึ้งเท่านั้น ควรรู้ว่าระดับความสมบูรณ์ขั้นสิบเต็มเป็นเพียงตำนานที่ไม่เคยได้ยินว่าเคยปรากฏมาก่อน ด้วยร่างที่ทะลวงจุดชีพจรปรุโปร่งทั้งสี่สิบสามจุดทั่วร่างก็ไม่สามารถทำให้ผลึกทดสอบระดับต่ำระเบิดได้นอกจากยังมีคุณภาพของจุดชีพจรที่แข็งแกร่งมากๆเท่านั้น ผู้ที่มีร่างเช่นนี้ได้ยังนับว่าเหนือล้ำกว่าผู้มีกายราชันย์ค์ขั้นกลางเสียงอีก

            “เหอะ ยังไงก็เพียงระดับกำเนิดพลังขั้นหนึ่ง ข้าจะทำลายเจ้าในการประลองเอง”โง้วลู่หานสองมือกำแน่นการปรากฏของเด็กชายหินแย่งเอาชื่อเสียงของตระกูลโง้วอีกครั้งเหมือนดั่งสามร้อยปีก่อนเคยเป็นมาแล้วครั้งหนึ่ง

             ในที่สุดการลงทะเบียนจบลงพร้อมกับการพูดคุยกันอย่างกว้างของการปรากฏผู้มีจุดชีพจรชั้นสูงถึงสี่คน ทั้งยังเป็นคนจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดที่ทุกคนเรียกว่าขยะอีกด้วย นั่นยิ่งจุดประกายความสนใจการชุมนุมอัจฉริยะสูงมากกว่าเดิมอีกเท่าตัวทั้งที่ความสนใจเพิ่มมากอยู่แล้ว

             

            เด็กชายหินทั้งสี่กลับถึงสำนักที่ยี่สิบเอ็ดในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมาเจ้าสำนักหนุ่มหูเจิงหนานมองเด็กทั้งสี่ด้วยสายตาคาดหวังเปลี่ยนไป

            “พวกเจ้าทั้งสี่ทะลวงจุดได้เร็วเช่นนั้นได้อย่างไร?การจะทะลวงจุดชีพจรต้องมีพลังฝึกปรือที่สูงมากเป็นระดับขั้นกว่าจะทะลวงได้แต่ละจุด พวกเจ้าเพียงมีพลังขั้นกำเนิดพลังไม่มีทางที่จะใช้พลังของตนทะลวงจุดได้เองแน่นอน” เสียงที่แฝงความสงสัยอย่างมากของเจ้าสำนักเอ่ยถาม

            “ความลับครับ เจ้าสำนักน่าจะรู้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจบอกกล่าวได้”เด็กชายหินหันไปมองพี่น้องทั้งสี่ก่อนหันมากล่าวกับเจ้าสำนัก

            “เอาเถอะ ถือว่าข้าไม่ได้ถามมาก่อน เวลามีไม่มากอีกสองวันจะเริ่มการประลองรอบแรกห้องนภาความจริงสามารถใช้ได้เพียงวันละหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่ข้าจะใช้พลังลมปราณเสริมยืดเวลาได้มากสุดวันละแปดชั่วโมงหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”

            “ขอบคุณเจ้าสำนักที่ให้โอกาส” หงส์เยี่ยเป็นฝ่ายเอ่ยออกมา“พวกเราขอเวลาหนึ่งชั่วโมงเตรียมตัว”

            เจ้าสำนักหูเจิงหนานรับปาก ก่อนที่เหล่าเด็กๆจะเดินออกมา

            “ต้องเตรียมอะไร แค่แปดชั่วโมงน่าจะรีบๆไปฝึกนะ”เด็กอ้วนค้านอย่างไม่เข้าใจ

            “เจ้าโง่... เจ้ารู้หรือเปล่าห้องนภาเป็นอย่างไรเวลาหนึ่งชั่วโมงเบื้องนอก ด้านในนานหนึ่งเดือน หากไม่เตรียมตัวอาหารที่นอนไป ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธอย่างพวกเราก็คงอดตายพอดีกันเจ้าอ้วนตระกละอย่างเจ้าคงร้องหาของกินตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้ว”  หงส์เยี่ยกล่าวปุ๊บมือถึงปั๊บต่อยไปที่ไหล่ขวาจนเด็กอ้วนร้องโอดโอยขอยอมรับผิดแล้ว

            “แปดเดือน สองครั้ง สิบหกเดือน พวกเราเด็กขยะจากหมูกลายเป็นเสือครั้งนี้เราจะเป็นเสือติดปีกกัน”เด็กชายหินสร้างแผนการเพิ่มขีดความสามารถในหัวอย่างเร็วทันที

            หลังจากเตรียมอาหารการกินไปจำนวนมากพร้อมเครื่องนอนพร้อมสรรพเด็กๆเดินตามเจ้าสำนักลงไปที่ห้องลับแห่งหนึ่งห้องลับแห่งนี้อยู่กลางโถงชั้นในของตำหนักเจ้าสำนัก ห้องนภาก็คือดินแดนเอกเทศที่มีเยี่ยมยุทธระดับจักรพรรดิสร้างขึ้นภายใต้ตรากฏที่วางไว้ตรากฎของห้องนภาคือเวลา ประตูเดินทางเป็นผนังโลหะสีดำ ทั้งสี่เดินเข้าสู่ห้องนภาภายใต้การใช้พลังลมปราณสนับสนุนของเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดหูเจิงหนาน  

            ภายในห้องนภา เด็กทั้งสี่มาปรากฏหน้าภูเขาสูงใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ที่ล้อมรอบด้วยทะเลทรายแห้งแล้งแต่แฝงอันตรายอย่างที่สุดเพียงมาถึงเด็กๆรับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดที่สูงกว่าเบื้องนอกนับสิบเท่าปราณสวรรค์กลับเบาบางกว่าสิบเท่าเช่นกัน ทำให้ร่างกายเหนื่อยอ่อนได้เร็วมากเช่นกันนับเป็นดินแดนที่อยู่ได้ยากจริงๆ

            เด็กชายหินกลับยิ้มกว้างทันทีที่รับรู้สภาพโหดร้ายนับว่าเหมาะต่อการฝึกร่างกาย และกายจิตอย่างมากเด็กชายหินรีบจัดแจงขั้นตอนการฝึกเริ่มจากทะลวงชีพจรในร่างพี่น้องทั้งสามจนปรุโปร่งทั้งร่างเช่นเดียวกับตนเองส่วนแต่ละคนจะมีจุดกว้างใหญ่แข็งแรงเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความขยันหมั่นเพียรแล้ว

            การทะลวงจุดใช้เวลาไม่นาน เด็กชายหินยังแบ่งจิตไปคุยกับเทพอสูรต่อรองอยู่นานค่อยได้วิชาฝีมือมาแขนงหนึ่งที่เหมาะกับเด็กอ้วนลู่เฉียวเทพอสูรกล่าวอย่างภูมิใจว่าเป็นวิชาระดับสูงที่ดีที่สุดในโลกหล้า เรียกขานว่า พลังบุฝผาทวนทิศ

            พลังบุฝผาทวนทิศ ไม่ใช่วิชาต่อสู้กลับเป็นวิชาป้องกันแต่เป็นการป้องกันที่สามารถโจมตีได้รุนแรงมากเช่นกัน  จึงเหมาะกับลู่เฉียวอย่างมาก

            นับจากนั้นเด็กทั้งสี่ภายใต้การออกแบบการฝึกฝนห้าเดือนแรกฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่ง สามดือนหลังสร้างสมดุลควบคุมพลังให้คล่องแคล่วอีกช่วงเวลาสามเดือนเป็นการฝึกฝนวิชาต่อสู้ ห้าเดือนหลังจะเป็นต่อสู้จริงตัวต่อตัวหรือกับสัตว์อสูรระดับสูงในแดนทะเลทราย

                                                      .............

             

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเทพสงคราม ที่คุณอ่าน