ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ตอนที่ 37 เพราะว่าเจ้าสู้นางไม่ได้

    ตอนที่ 37

    เพราะว่าเจ้าสู้นางไม่ได้

     

    นั่งสนทนากับจูเชวี่ยได้สักพัก ทว่าเฉินหมิงกลับไม่รู้สึกถึงแรงกดดันของจูเชวี่ยแต่อย่างใด ไม่แน่ว่านี้คงจะเป็นผลลัพธ์จากการพบราชาไม่จำเป็นต้องคุกเข่าก็เป็นได้ ที่ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันอะไรก็ล้วนแต่ไร้ผลต่อเขา

     

    ในเวลานี้เฉินหมิงที่พึ่งจะทราบถึงสถานะของสัตว์ประหลาดในร่างมนุษย์นั้น นั่นก็คือเซียนผี เป็นผีร้ายตนหนึ่งที่สำเร็จเป็นเซียน มีนามว่ากุยเซียน และศพมรณะ ครั้งหนึ่งเมื่อพันปีก่อนได้เคยคิดที่จะเปลี่ยนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ให้กลายเป็นแคว้นเซียนของเขา หรือก็คือคิดที่จะเปลี่ยนแผ่นดินใหญ่นี้ให้กลายเป็นโลกแห่งผีสาง เมื่อครั้งกาลก่อนมนุษย์เซียนที่อยู่ในแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ จึงได้เปิดศึกกับศพมรณะขึ้น จนท้ายที่สุดล้วนแต่ตายตกไป จึงต้องหยิบยืมพลังแห่งจตุลักษณ์เข้าผนึกศพมรณะเอาไว้ ในระหว่างที่ศพมรณะทะลวงค่ายกลไปในแต่ละครั้ง ค่ายกลจตุ-ลักษณ์ก็จะถูกทำให้อ่อนโทรมลงอย่างไร้ขีดจำกัด จนในที่สุดศพมรณะที่บาดเจ็บปางตายก็สามารถทลายผนึกออกไปได้

     

    เฉินหมิงกล่าว : “ในพันปีมานี้ ยังไม่มีเซียนปรากฏตัวขึ้นมาเป็นคนที่สองอย่างงั้นหรือ ? ”

     

    จูเชวี่ยส่ายหน้า แล้วกล่าว : “ข้าหาได้สัมผัสว่ามีบรรยากาศของเซียนไม่ ในยุคนี้ ได้ไร้ซึ่งเซียนแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะขาดสิ้นซึ่งเส้นทางแห่งเซียน หลงเหลือแต่เส้นทางเซียนเพียงเศษเสี้ยว ผู้คนในโลกนี้หาได้มีคนที่สามารถพบเห็นเส้นทางของเซียนได้อย่างแท้จริงไม่ ข้าจะขอมอบเคล็ดอักขระวิชาค่ายกลของค่ายกลจตุลักษณ์แก่เจ้า หลังจากที่เจ้าออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ก็จงเสาะหาผู้ที่มีวาสนา สามารถที่จะทำความเข้าใจถึงความลี้ลับนี้ได้ จากนั้นก็ทำการผนึกกุยเซียนอีกครั้ง ! ”

     

    จูเชวี่ยขยับปีกเล็กน้อย คัมภีร์เล่มหนึ่งก็ได้ร่วงหล่นมาอยูเบื้องหน้าของเฉินหมิง เขายื่นมือเข้ารับแต่กลับยังมีประกายเพลิงไฟอยู่เล็กน้อย นั่นก็คือคัมภีร์ที่เป็นกระดาษสีทองอยู่หน้าหนึ่ง ส่วนด้านบนได้ขีดเขียนอักขระอยู่หลากหลายหมื่นตัว ทุกตัวอักษรล้วนแต่มีขนาดเล็กดุจเม็ดทรายก็มิปาน แต่ก็ยังสามารถที่จะมองเห็นได้อย่างชัดเจน

     

    นี่คงจะเป็นของขวัญจากจูเชวี่ย

     

    ตนเองที่กำลังคิดที่จะฝึกปรือวิชาค่ายกลสักแขนงอยู่ ค่ายกลจตุลักษณ์นี้ ที่สามารถผนึกกุยเซียนเอาไว้ได้ ย่อมต้องถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว หยิบใช้มาเพื่อฝึกปรือก่อน ส่วนที่จะเสาะหาผู้มีวาสนาอะไรนั้น ตนเองมิใช่ว่าเป็นผู้มีวาสนาผู้นั้นกันหรอกหรือ ? 

     

    ในใต้หล้านี้ ไม่มีสิ่งใดที่ท่านเซียนเฉินผู้นี้จะไม่สามารถที่จะฝึกปรือได้ ! 

     

    เมื่ออำลาต่อจูเชวี่ยแล้ว จากนั้นภายใต้การแววตาอันจงเกลียดจงชังของจูเชวี่ยที่มองไปยังร่างแยกศพมรณะที่แตกกระจายอยู่บนพื้นดิน ทันทีที่เฉินหมิงยืนยันได้ว่าไม่มีสมบัติอื่นใดอีกแล้ว เขาจึงค่อยจำแลงกายจนกลายเป็นอีกาดำทมิฬตัวหนึ่งบินจากไป

     

     

    บัดนี้คะแนนปราณรู้แจ้งกว่าหมื่นแต้มที่ไม่ทราบจะใช้ในจุดใดได้ ต่อให้มีคัมภีร์มากมายแต่ไม่มีแต้มจริยธรรมก็ยังไม่สามารถฝึกปรือได้ เฉินหมิงจึงได้พลันรีบกลับไปช่วยเหลือหลิงเซียนเพื่อฟื้นฟูเต้ากง เพื่อที่จะได้สำเร็จภารกิจ ใช้เวลากว่าอีกสามวันจึงจะออกไปจากมิติลับได้ ตรงทางเข้าออกของมิติลับ เฉินหมิงก็ได้พบเห็นสีหน้าที่เหมือนไม่ได้รับความชอบธรรมของเจ้าสำนักตำหนักพยัคฆ์หยกพอดี  เฉินหมิงจึงได้นึกในใจว่าข้าเองก็ไม่ได้ทำอะไรเจ้ามิใช่หรือ ? เจ้าจะทำสีหน้าเยี่ยงนี้ไปทำไมกัน ผู้ที่ไม่ทราบคงพากันคิดว่าข้าทำอะไรตาแก่อายุสี่สิบกว่าได้ลงคอ ! 

     

    เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกเมื่อพบเห็นเฉินหมิงมาถึง จึงได้รีบยื่นศิลาปราณทั้งหนึ่งพันที่เฉินหมิงทิ้งเอาไว้ให้ เจ้าสำนักของสำนักเซียนเหินเมื่อได้ยินว่ามีราชาปีศาจมาถึงยังอาณาเขตของตน ยังคิดที่จะมาปราบปรามกันสักรอบ แต่เมื่อได้ยินตำหนักพยัคฆ์หยกกล่าวว่าราชาปีศาจตนนั้นมีนามว่ายาหวูเต้า เจ้าสำนักของสำนักเซียนเหินถึงกับแตกตื่นจนเข่าอ่อน ยังดีที่คนผู้นี้ไม่ใช่จ้าวแห่งราชาปีศาจ แต่เป็นราชาปีศาจธรรมดาตนหนึ่ง อีกทั้งยังได้ยินมาว่าภายในขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่น ซึ่งอยู่ในระแวกใกล้เคียงกับสำนักเซียนเหิน ศึกการต่อสู้ของพันธมิตรหกราชาและหุบเขาพรางอากาศที่นานวันเข้าก็ยิ่งดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงต่างก็เคยได้ยินสมญานามของราชาปีศาจตนนี้ มีแต่ราชาปีศาจราชสีห์ที่สามารถต่อกรกับเด็กน้อยทั้งหกนี้ได้ กระทั่งตนเองก็ไม่สามารถที่จะทำได้ ! 

     

    ที่ทำให้เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกต้องมารับรองยาหวูเต้าเป็นอย่างดี นั่นก็เป็นเพราะแม้กระทั่งเจ้าสำนักของสำนักเซียนเหินยังได้หลบหนีไปแล้ว 

     

    “ใต้เท้าราชาปีศาจมาเยือนตำหนักพยัคฆ์หยกของพวกเรา นับเป็นเกียรติของตำหนักพยัคฆ์หยกอย่างยิ่ง เป็นไปได้อย่างไรกันที่จะกล้าไปเก็บศิลาปราณจากใต้เท้าราชาปีศาจ?”

     

    เฉินหมิงพยักหน้า เดิมทีก็ควรเป็นเช่นนี้ ไม่ถูกต้อง อะไรนะ เจ้าต้องการที่จะมอบศิลาปราณให้ข้าอย่างงั้นหรือ ? ข้ารับคืนไม่ได้ ข้าไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะใส่ศิลาปราณอีกแล้ว! คิดที่จะใช้ก้อนหินทั้งหมดพันชิ้นนี้มากินพื้นที่ในแหวนเก็บวัตถุของข้า ฝันไปเถอะ! 

     

    เฉินหมิงปัดมือไปมา แล้วก็มีศิลาปราณอีกพันก้อนร่วงลงออกมา : “ขยะเช่นนี้ ข้าคร้านที่จะต้องการมันแล้ว มีแต่พวกเจ้าเท่านั้นที่คิดว่าเป็นสมบัติ อีกทั้งมิติลับแห่งนี้ของพวกเจ้าเองก็ถือว่าเป็นสถานที่ที่ดี ศิลาปราณทั้งหมดหนึ่งพันชิ้นนี้ก็คิดซะว่าเป็นค่าผ่านทางในครั้งต่อไปของข้าก็แล้วกัน!”

     

    เฉินหมิงเหยียบขึ้นเมฆปีศาจจากไปในทันที หาได้มีเวลาว่างที่จะมาเสวนากับเขาไม่

     

    เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกหันไปมองศิลาปราณทั้งหมดสองพันชิ้นที่กองอยู่บนพื้น สิ่งเหล่านี้ในมุมมองของเขาแล้วกลับถือได้ว่าเป็นทรัพย์สมบัติที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้จะบอกว่าภายในมิติลับนั้นมีผู้ฝึกตนอยู่กันไม่น้อย แต่ว่ามีคนใดกันบ้างที่จะสามารถจ่ายศิลาปราณทั้งพันชิ้นออกมาได้อย่างไม่เจ็บปวดใจกันบ้าง แต่ว่าในมุมมองของราชาปีศาจตนหนึ่ง กลับเห็นเป็นเพียงขยะที่คร้านจะเก็บเอาไว้ไปเสียได้ เจ้าสำนักของตำหนักพยัคฆ์หยกทันใดนั้นก็บังเกิดความคิดที่กล้าหาญขึ้น หากได้ติดตามราชาปีศาจตนนี้ก็เป็นอะไรที่ไม่เลวอยู่เหมือนกันนะ! 

     

    ในมือของหลิงเซียนที่ถือไว้ด้วยข้อความความเข้าใจของเฉินหมิงที่เขียนเอาไว้อย่างไม่ได้มีความรู้สึกยินดียินร้าย ถึงแม้ตัวอักษรจะน่าเกลียดไปบ้าง แต่ว่าหลิงเซียนก็รู้สึกว่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างเฉินหมิง สมควรที่จะมีนิสัยเรียบง่ายจึงจะถูก ท่านอาจารย์สมควรที่จะคร้านขีดเขียนอย่างตั้งใจ อีกทั้ง หากว่าอาจารย์เขียนได้น่าดูจนเกินไป จนทำให้ตนเองตกอยู่ในภวังค์ของตัวอักษรจะทำอย่างไร กลับมิใช่กลายเป็นว่าไม่เข้าใจความหมายที่จะสื่อออกมาหรอกหรือ สิ่งที่ท่านอาจารย์ทำให้ข้า ช่างเต็มไปด้วยความจิตใจที่โอบอ้อมยิ่งนัก ! 

     

    ทว่าหลายวันมานี้ หลิงเซียนใช้เป็นหลักแนวทางความเข้าใจอย่างโง่งม ถ้าหากจะบอกว่าวิถีคัมภีร์คล้ายกับปัญหาเชาว์ปัญญาที่อยู่เบื้องหน้าหลิงเซียน เช่นนั้นความเข้าใจที่เฉินหมิงทิ้งไว้ให้เหล่านี้ ก็ย่อมถือเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบของปัญหาเหล่านี้

     

    ด้วยความเข้าใจแต่เดิมของหลิงเซียนเองก็ไม่ได้แย่อยู่แล้ว ทั้งยังสามารถที่จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสู่วิถีได้ตั้งแต่ในวัยเก้าขวบปี ความเข้าใจเช่นนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่จะย่ำแย่กัน อีกอย่างเดิมทีตนก็บรรลุไปแล้วเมื่อสามปีก่อน เมื่อหลังจากที่ได้ทำความเข้าใจตามที่เฉินหมิงทิ้งหมายเหตุเอาไว้ เขาก็ยิ่งบังเกิดความกระจ่างแจ้งต่อ  วิถีคัมภีร์ไปอย่างกว้างไกล กระจ่างแจ้งแจ่มชัดต่อวิถีคัมภีร์มากยิ่งขึ้น รวมไปจนถึงส่วนที่เป็นความเร้นลับจนไม่อาจคาดเดาได้

     

    ในขณะที่หลิงเซียนกำลังอ่านคัมภีร์อยู่ ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ว่าที่ด้านนอกมีความเคลื่อนไหวประหลาดขึ้น จึงละสายตาหันไปมองยังด้านที่เป็นประตู ที่แท้เฉินหมิงก็ได้กลับมาแล้ว

     

    หลิงเซียนที่กำลังคิดที่จะถามไถเฉินหมิงด้วยความเป็นห่วง แต่กลับพบว่าเฉินหมิงเพียงแต่ยื่นมือออกมาเพื่อเป็นสัญญาณมิให้เขาเข้ามาใกล้ : “หลิงเซียน ในเมื่อเจ้าต้องการที่จะกราบข้าเป็นอาจารย์ ก็ต้องทำตามกฎที่อาจารย์ได้ตั้งเอาไว้”

     

    หลิงเซียนกล่าวด้วยสีหน้าใสซื่อ : “ท่านอาจารย์มีกฎอันใด ขอได้โปรดบอกต่อศิษย์ด้วย!”

     

    เฉินหมิงกล่าว : “ดี กฎข้อแรกของข้าผู้เป็นอาจารย์ นั่นก็คือ เจ้า ไม่อาจเข้าใกล้ข้าผู้เป็นอาจารย์ได้ในระยะหนึ่งจั้ง!”

     

    ขนคิ้วของหลิงเซียนถึงกับต้องเลิกไปมา นี่มันกฎบ้าอะไร ทว่าหลิงเซียนยังคงผสานมือแล้วกล่าว : “ศิษย์ทราบแล้ว!”

     

    เฉินหมิงส่ายหน้า แล้วกล่าว : “ข้อที่สอง รอข้าคิดออกก่อนแล้วจะบอกต่อเจ้าอีกครา”

     

    หลิงเซียน : ........

     

    เหตุใดอาจารย์ท่านนี้ถึงได้ดูเหมือนพึ่งพาไม่ได้กันนะ

     

    เฉินหมิงหาได้คิดที่จะได้รับผลกระทบจาก【ประกายวงแหวนปัญญาอ่อน】ในการดำรงชีวิตไม่

     

    เฉินหมิงเอ่ยถาม : “กราบไหว้อาจารย์เจ้าคงจะทราบว่าต้องทำอย่างไรสินะ?”

     

    หลิงเซียนพยักหน้าแล้วตอบ : “ศิษย์ทราบดี”

     

     

    หลิงเซียนจึงไปชงชาด้วยตัวเอง ขณะที่เฉินหมิงที่กำลังนอนแผ่อยู่บนเก้าอี้ตัวยาวอาบแสงแดด หลิงเซียนประคองแก้วชาไว้ในมือ อยู่ห่างจากเฉินหมิงเพียงหนึ่งจั้ง หันไปคุกเข่าให้กับเฉินหมิง จากนั้นเขาจึงได้วาดมือไหลเวียนพลังมนตร์ตราเพื่อดึงดูดแก้วชาเข้ามา หลิงเซียนก็ได้โขกศีรษะคำนับอยู่เบื้องหน้าของเฉินหมิงสามครา เฉินหมิงเปิดฝาแก้วชาออก ดื่มเข้าไปคำหนึ่ง : “อือ พิธีเสร็จสิ้น ข้าได้ดื่มชาของเจ้าแล้ว หรือก็คือได้เป็นอาจารย์ของเจ้า ตอนนี้เจ้าถือเป็นศิษย์คนรองของข้า ลุกขึ้นมาเถอะ”

     

    หลิงเซียนยันกายลุกขึ้น : “ขอบคุณท่านอาจารย์”

     

    เฉินหมิงโบกมือไปมา สมบัติภายในแหวนเก็บวัตถุก็ได้ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของหลิงเซียน : “เต้ากงของเจ้าได้ถูกทำลายไปแล้ว ที่นี่มีผลหลิงกว่ออยู่ จงเลือกไปเองสักผล จากนั้นก็ใช้เมล็ด กับ ‘ดอกไม้ใบหญ้า’ เหล่านี้ไปปลูกอยู่ในสวนแห่งนี้ เพื่อสวนแห่งนี้จะมีทิวทัศน์ที่ดีขึ้นมาบ้าง”

     

    หลิงเซียนมองสมบัติมากมายก่ายกองที่กองสุมอยู่บนพื้น ทั้งหมดล้วนแต่เป็นสมบัติที่เคยแต่ได้ยินได้ฟังมาตามตำนานทั้งนั้น และสิ่งเหล่านี้ ท่านอาจารย์กลับให้ข้านำไปปลูกเพื่อความน่าดูเท่านั้น ! ! ! 

     

    หลิงเซียนหันไปมองสวนหย่อมที่เต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า จะต้องนำสมบัติเหล่านี้ไปปลูกจนถึงเมื่อไหร่กัน ช้าก่อน ข้าเป็นศิษย์คนรองของท่านอาจารย์ เช่นนั้นหมายความว่าข้ายังมีศิษย์พี่ใหญ่งั้นหรือ ? หรือไม่จะให้ศิษย์พี่ใหญ่มาช่วยปลูกร่วมกันดี ?

     

    หลิงเซียนกล่าว : ”ท่านอาจารย์ ข้ายังมีศิษย์พี่ใหญ่ด้วยใช่หรือไม่ ? ”

     

    เฉินหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย : “ไม่มี”

     

    หลิงเซียนกล่าว : “เช่นนั้นเหตุใดข้าถึงเป็นศิษย์คนรองกัน ? ”

     

    เฉินหมิงกล่าว : “เป็นศิษย์พี่หญิง”

     

    หลิงเซียนกล่าว : “ศิษย์พี่หญิงตอนนี้ฝึกปรืออยู่ที่แห่งใดกัน ? ”

     

    เฉินหมิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง : “ช่างเถอะ ศิษย์พี่หญิงของเจ้านั้นมีพรสวรรค์แย่จนเกินไป จึงไม่อยากที่จะเอ่ยถึง”

     

    หลิงเซียนบังเกิดความลิงโลดขึ้นในใจ ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะท่านอาจารย์เห็นว่าศิษย์พี่หญิงมีพรสวรรค์ที่ยอดแย่ จึงได้รับตนเองมาเพื่อเป็นศิษย์ ถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดให้ ! “งั้นข้าเล่า ? ”

     

    เฉินหมิงกวาดตามองไปที่หลิงเซียนแวบหนึ่ง พร้อมกับเผยสีหน้ารังเกียจออกมา : “แย่ยิ่งกว่า ! ”

     

    หลิงเซียน : ........

     

    หลิงเซียนกล่าว : “ข้าพอที่จะสามารถไปปลูก‘ดอกไม้ใบหญ้า’กับศิษย์พี่หญิงด้วยได้หรือไม่ ? ”

     

    เฉินหมิงก็ได้ใคร่ครวญหลิงเซียนอย่างละเอียดอยู่อีกครั้ง แล้วพูดขึ้นอย่างจริงจังว่า : “ข้าขอแนะนำเจ้าว่าทางที่ดีอย่าได้มีความคิดเช่นนี้”

     

    หลิงเซียน : “เพราะอะไร ? ”

     

    เฉินหมิงพูดขึ้นอย่างจริงจัง : “เพราะว่าเจ้ายังสู้นางไม่ได้”

     

    หลิงเซียน : ........

    .

    .

    .

    .