ทุกผู้คนต่างมองไปที่ฉลากหมายเลขที่ตัวเองจับได้ กังหลางจับได้หมายเลขหนึ่ง กังหลิวจับได้หมายเลขสอง กังเหยาจับได้หมายเลขสาม ทั้งสามต่างจ้องมองกันและหันไปมองยังกังหลงพร้อมกัน กังหลางกล่าวขึ้นพร้อมชูหมายเลขให้ทุกคนเห็น มองไปที่กังหลงซึ่งกำลังยืนหลับตานิ่ง กังหลางยิ้มเหยียดที่มุมปากพร้อมกล่าว
"ข้ากังหลางจับได้หมายเลขหนึ่งขอเลือกผู้ประลองคนแรกคือเจ้าขยะกังหลง..!!"
"อา..เจ้าหนุ่มนั่นโดนเล่นเข้าแล้ว คงต้องถูกกำจัดออกไปเป็นคนแรก แต่มิเป็นไร เดิมพันสองหมื่นเหรียญทองยิ่งได้มารวดเร็วยิ่งดี ฮ่า ฮ่า ฮ่า..!!"
หลังเสียงจบผู้ไม่เกี่ยวข้องต่างออกจากเวทีกลับไปยังที่นั่งของตนบัดนี้บนเวทีประลองหลงเหลือเพียงกังหลงกับกังหลาง ผู้อาวุโสสูงสุดยืนควบคุมอยู่ด้านข้างเวทีกล่าวขึ้น
"เริ่มประลองได้.."
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า..ข้าช่างโชคดีจริง ๆ ที่จับได้หมายเลขหนึ่งมีโอกาสที่จะชนะก่อนและมีโอกาสได้ทุบตีเจ้าก่อน จนขยะเช่นเจ้ามิอาจจะมีหน้าไปพบเจอสตรีงามทั้งสองได้อีก.."
"หืม..เจ้าอิจฉาข้า..? ตัวเจ้ามิคู่ควรกับแม่นางทั้งสองหรอก และเป็นแม่นางทั้งสองยินดีติดตามข้ามาเองตัวข้ามิได้บังคับร้องขอใด ๆ ทั้งสิ้น.."
"เฮอะ..โอ้อวด...วรยุทธก็แสนจะอ่อนด้อยแต่วาสนาทางสตรีช่างมากมายนักแต่ทุกอย่างมันจะจบลงเพียงแค่นี้เตรียมรับความขุ่นข้องหมองใจจากข้าซะ.เจ้าขยะ..!!"
จบคำกังหลางพุ่งทะยานกายเร่งพลังปราณถึงเจ็ดส่วนฟาดฝ่ามือไปยังร่างกังหลงที่ยังยืนมิรู้ร้อนรู้หนาวกับที่พลันปรากฎเป็นเปลวอัคคีอันร้อนแรงรูปร่างหมีดำทมึนใหญ่โตพร้อมกรงเล็บอันแหลมคมฟาดเป็นเส้นสายไปยังร่างของกังหลงพลังอัคคีอันร้อนแรงเข้าครอบคลุมร่างเบื้องหน้าจนมิเห็นสิ่งใดนอกจากเปลวเพลิงที่โหมลุกไหม้รุนแรง
"กรงเล็บหมีอัคคี..!!"
"พรึ่บ..!!"
กังหลงนั้นหลังจากที่ได้พัฒนาระดับฝีมือขึ้นมาจนปัจจุบันก็หวนคิดคำนวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา แม้บุคคลระดับต่าง ๆในตระกูลจะเหยียดหยามดูแคลนตน ซึ่งถ้าหากเปิดใจไตร่ตรองดูตามความเป็นจริงสาเหตุก็เป็นเพราะตนไร้ความสามารถซึ่งเป็นเรื่องจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ จะไปถือโทษโกรธแค้นผู้คนเหล่านี้ทั้งหมดก็หาถูกต้องไปทั้งหมดไม่
ถ้าหากในอดีตตนมีความสามารถดุจดังเยี่ยนฟาง แล้วจะมีผู้ที่กล้าดูแคลนเหยียดหยามตนสักกี่คนกัน ในโลกใบนี้ต่างยึดถือพลังเป็นใหญ่ผู้มีพลังย่อมได้รับการยกย่องเทิดทูน ผู้ไร้พลังย่อมไร้ค่าถูกเหยียดหยามดูแคลน เมื่อตนมาอยู่ในสถานะที่มีกำลังกล้าแข็งขึ้น ความขุ่นข้องหมองใจความเคียดแค้น ต่าง ๆ ที่เคยได้รับมาจากคนเหล่านี้จึงเริ่มคลายลง ถึงจะอย่างไรคนเหล่านี้ก็ยังนับว่าเป็นญาติของตน
หากแม้นมิมีผู้ใดที่กระทำเกินเลยร้ายแรงจนยากจะอภัยตนก็มิอยากจะไปใส่ใจกับเรื่องราวเก่า ๆ เหล่านั้นอีก เมื่อยามที่กังหลางกล่าวเหยียดหยามและโจมตีมากังหลงจึงเพียงคิดจะสั่งสอนเพื่อให้ผู้คนเหล่านี้ได้เข็ดขยาดไปบ้างก็เท่านั้นจึงเพียงเดินลมปราณสวรรค์ปัจเจกเทวะจุตติดูดกลืนธาตุธรรมชาติต่าง ๆจนสำแดงกายาทองแดงระดับต้นขึ้นมา ร่างกายแข็งแกร่งเป็นสีทองแดงมันวาวเจตนาหวังจะใช้เพียงพลังทางกายภาพต้านรับและต่อสู้เท่านั้น
เนื่องด้วยปัจจุบันตั้งแต่ที่ตนสำเร็จลมปราณสวรรค์ปัจเจกเทวะจุตติระดับที่สอง จนสามารถดูดกลืนปราณธาตุธรรมชาติทุกชนิดได้รวดเร็วกว่าปกติถึงห้าเท่าตัวกระดูกกล้ามเนื้อได้รับการปรับเปลี่ยนจนกายาแข็งแกร่งมีพลังกว่าเดิมถึงห้าเท่าของลมปราณสวรรค์ปัจเจกเทวะจุตติระดับที่หนึ่ง สามารถทนทานรับน้ำหนักได้ห้าพันชั่ง เพียงสำเร็จกายาทองแดงขั้นต้น ก็ทนทานความร้อนหนาวและพลังฝ่ามือของผู้มีปราณยุทธระดับเดียวกันทุกชนิด ปัจจุบันาะดับพลังตนอยู่ที่ปราณราชันย์ระดับแปดขั้นสุดดังนั้นการโจมตีของผู้ฝึกยุทธระดับปราณขุนพลจึงยากที่จะสร้างรอยขีดข่วนอันใดแก่ตนได้จึงเพียงยืนสงบนิ่งให้กังหลางโจมตีอย่างเต็มกำลัง
"พลังโจมตีอันรุนแรงและร้อนแรงยิ่ง...กังหลางถึงกับสำเร็จกรงเล็บหมีอัคคีแล้ว ..ลูกกังคงพ่ายแพ้ในกระบวนท่าแรกเห้อ...ขอเพียงอย่าได้บาดเจ็บสาหัสจนเกินไปก็พอ.."
กังหยางกล่าวขึ้นเบา ๆพร้อมหลับตาลงมิอาจจะทนดูสภาพที่จะเกิดขึ้นได้แต่เพียงไม่นานก็รีบลืมตาขึ้นดูด้วยความเป็นห่วงในตัวบุตรชายทันทีที่เปลวเพลิงจาการโจมตีได้มอดดับลง กลับปรากฎร่างกังหลงยืนอยู่ที่เดิมโดยมิได้ขยับเขยื้อนไปไหนและมิได้รับอันตรายใดๆ เลยแม้แต่น้อย เส้นผมเสื้อผ้าก็มิมีร่องรอยของการเผาไหม้จากอัคคีแม้แต่นิดเดียว กังหยางถึงกับอึ้งไปส่วนกังหลางนั้นตื่นตระหนกต่อสิ่งที่ปรากฎให้เห็น
"................"
"เป็น..เป็นไปมิได้..!!..เจ้าขยะนี่ใช้เล่ห์กลอันใดกัน..?"
"หึ หึ ฝีมือก็เพียงแค่นี้ยังริจะเป็นคางคกคิดกินเนื้อห่านฟ้า..ช่างไม่ดูสารรูปตัวเองซะบ้าง.."
กังหลงหัวเราะเบา ๆ พร้อมพูดออกมา
"ฮึ่ม..!!บัดซบ..!!..ครานี้เจ้าได้ตายสมใจแน่...เตรียมรับความโกรธเกรี้ยวจากข้า "
สร้างความโกรธแค้นให้กังหลางยิ่งสบถออกมาพร้อมโจมตีออกไปอีกครา
"คมเขี้ยวอัคคีกระชากวิญญาณ.."
เมื่อการโจมตีครั้งแรกมิอาจทำอันใดกับผู้ที่ตนมองว่าเป็นเพียงขยะได้ทั้งกลับกันยังโดนอีกฝ่ายหัวเราะและเหยียดหยาม สร้างความโกรธแค้นแก่กังหลางยิ่งสุดประมาณที่บุคคลที่กังหลางคิดว่าเป็นขยะแต่กลับมาทำให้มันเสียหน้าท่ามกลางฝูงชนเช่นนี้ ครานี้กังหลางจึงทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีสุดชีวิตปรากฎเป็นศีรษะหมีขนาดมหึมาที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง อ้าปากเผยคมเขี้ยวอันแหลมคมพุ่งเข้าขย้ำไปยังศีรษะของกังหลงพลังที่แฝงมาดุจขุนเขาโถมทับเข้าหากังหลง ก่อนที่คมเขี้ยวจะสัมผัสกับศีรษะของกังหลงสุ่มเสียงพลันดังขึ้นอย่างรำคาญ
"ของเล่นเช่นนี้ทำให้ข้าเสียเวลาหากมีพลังแค่นี้งั้น เจ้าจงหลับไปซะ..!!."
"วูบบบ"
"เปรี้ยง"
"อั่กกก.."
กังหลงเงยหน้ามองกังหลางอย่างรำคาญเดินเข้าหากังหลางพร้อมง้างหมัดต่อยเข้าใส่ศรีษะหมีขนาดมหึมาที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิง ขณะกำลังอ้าปากเผยคมเขี้ยวอันแหลมคมพุ่งจู่โจมเข้าหาตน จนท่าโจมตีของกังหลางแตกสลายหายเป็นความว่างปล่าวไปภายในพริบตาแต่หมัดของกังหลงมิได้หยุดเพียงแค่นี้ หมัดได้พุ่งผ่านต่อไปเข้าสู่ช่วงท้องจนบังเกิดเสียงแคร่กๆ เหมือนเสียงกระดูกแตกหัก กังหลางตัวงอเป็นกุ้งลอยกระเด็นออกไปพร้อมโลหิตที่พุ่งออกจากปากร่างลอยออกนอกเวทีชนเข้ากับเก้าอี้ของผู้ชมจนล้มระเนระนาดไถลต่อไปอีกประมาณสามวาจึงค่อยหยุดยั้งลงบัดนี้ถึงกังหลางกับสลบเหมือดมิได้สติไปแล้ว
"รุนแรงมาก ..อะไรกัน.. เพียงหมัดธรรมดา...ใช้พลังกายต่อยทำลายท่าโจมตีที่เกิดจากพลังปราณจนสลายไปได้ในพริบตาแถมยังอัดกระแทกจนกังหลางกระเด็นออกนอกเวทีจนสลบเหมือดไปแีก นับเป็นพลังกายที่แข็งแกร่งและรุนแรงยิ่ง มันเป็นไปได้อย่างไรกัน"
หลายคนต่างปากอ้าตาค้างกับผลที่ปรากฎขึ้นเพียงชั่วกระพริบตา และเพียงหนึ่งการโจมตีธรรมดาด้วยพลังกายจากผู้มีระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดแต่กลับรุนแรงถึงเพียงนี้ได้
"พลังกายล้วน ๆเป็นพลังกายแบบใดถึงมิได้เกรงกลัวอัคคีและมีความแข็งแกร่งรุนแรงจนน่าเหลือเชื่อ "
"ผู้อาวุโสสูงสุดการแข่งขันรอบนี้ปรากฎผลแล้วหรือไม่เหตุใดท่านจึงยังไม่ตัดสิน."
กังหลงกล่าวขึ้นอย่างเฉื่อยชา เมื่อถูกกังหลงกล่าวกระตุ้นก็ได้กระชากสติผู้อาวุโสสูงสุดให้กลับจากความตื่นตะลึงเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้อาวุโสสูงสุดมิอาจคาดคิดได้ว่าบุรุษหนุ่มที่ทุกคนในตระกูลต่างกล่าวหาว่าเป็นขยะของตระกูลก่อนหน้านี้จะกลับมาพลันมีพลังฝีมือเป็นเช่นนี้ได้ จึงตะกุกตะกักประกาศผลออกไปในทันที