ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 33 พิธีคัดเลือกสุดอลังการ (1)

    บทที่ 33

    พิธีคัดเลือกสุดอลังการ

     

           เจ้าหน้าที่อีกคนก้มมองเอกสารแล้วจึงสะกิดเรียกเจ้าหน้าที่คนถัดไปจากนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งห้าก็ลุกขึ้นมาดูเอกสารของปราณแล้วเงยหน้าขึ้นมองปราณพร้อมกันทำให้การลงทะเบียนหยุดชะงักไปชั่วครู่ ส่งผลให้คนอื่นๆ หันมองปราณเป็นจุดเดียว

     

           ‘ตายล่ะว้า...ข้าทำอะไรผิดอีกหรือเปล่าเนี่ย?คนมองกันเยอะแยะไปหมด หรือว่าเอกสารของข้าจะไม่ผ่าน!’

     

           ปราณเริ่มมีเหงื่อซึมบนใบหน้า ทำสีหน้าไม่ถูกปราณหันมองหน้าเธียร ก็ยังเห็นเพื่อนยืนขำไม่หยุด เขาชี้นิ้วไปที่เธียรแสดงสีหน้าโกรธน้อยๆ

     

            ‘ไอ้เจ้าบ้าเธียร หัวเราะข้าอยู่ได้ เดี๋ยวเถอะ!!’

             

            เธียรธวัชยังคงขำชำเลืองมองเหตุการณ์ด้วยความระทึก

             

           เจ้าหน้าที่ทั้งห้าคนซุบซิบกันเล็กน้อยแต่ก็พอได้ยินแว่วๆ พวกเขากำลังถกเถียงว่าปราณมีพลังฌานสัมบูรณ์ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะหาได้ง่ายๆ

            นักฌานยุทธ์ทุกคนต่างรู้ดีว่าพลังฌานสัมบูรณ์เป็นพลังที่หายไปกว่าร้อยปีการที่มีเอกสารรับรองว่าเด็กตรงหน้ามีพลังฌานสัมบูรณ์จึงเป็นเรื่องที่พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

             

           และเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารมองเห็นสกุลของปราณก็ยิ่งตาเหลือกเข้าไปใหญ่ ทั้งห้าคนยืนนิ่งตบเท้าตรงจนเสียงดังสนั่นแถวนั้นแล้วโค้งศีรษะให้ปราณเป็นการแสดงความเคารพ โดยที่เจ้าตัวยังงงๆ

     

            จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารจึงประทับตรา“ลงทะเบียนแล้ว” ในเอกสาร จากนั้นทั้งหมดจึงกล่าวขึ้นพร้อมกัน

             

           “ขอต้อนรับนายน้อยแห่งสกุลโอฬารปฐพีสู่โรงเรียนมหรรณพาลัยครับ!”

     

           ปราณพยักหน้าหันมองเธียรเขาเข้าใจแล้วว่าเธียรหัวเราะอะไร  จังหวะที่กำลังจะเงยหน้าขึ้นนั่นเอง...เจ้าหน้าที่หนึ่งในห้านั้นก็เหลือบเห็นเข็มกลัดยุวาจารย์ที่ติดบนอกเสื้อของปราณจำได้ว่านี่เป็นตำแหน่งยุวาจารย์ในตำนานที่ว่างมากว่า 100 ปีเช่นกัน คนนั้นรีบพูดดังๆ ทันที

     

           “ขอโทษที่พวกเราเสียมารยาทนะครับ...เออ...ท่านยุวาจารย์ปราณโอฬารปฐพี”        

           คนทั้งสี่ที่เหลือ มองหน้ากันเลิกลักเพราะไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน พร้อมมองตามนิ้วที่กำลังชี้ไปที่อกเสื้อของปราณ

     

            เห็นเพียงแค่นั้นคนทั้งหมดก็ยืนตรงตบเท้าโดยพร้อมเพรียงกันอีกหนด้วยความเข้มแข็งเสียยิ่งกว่าเดิมแล้วโค้งศีรษะจนลงมาแทบจะติดเอว

             

            ทำเอาคนที่มองอยู่ต่างชะโงกตัวมามองกันเข้าไปใหญ่ คนที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ที่สุด จึงกระซิบบอกคนอื่นๆจากนั้นแถบทุกคนก็ต่างมองเด็กน้อยในชุดดำกำมะหยี่ที่ยืนโดดเด่นอยู่บนอาคารโดยมีเจ้าหน้าที่ทั้งห้าแสดงการเคารพอย่างนอบน้อม 

             

           “ไม่ต้องมากพิธีหรอกครับทุกท่าน ข้าถูกมองเต็มๆแล้วครับ ถ้าเอกสารของข้าผ่าน ท่านก็ทำงานต่อเถอะครับมีคนรอแถวอีกยาวเลย...ขอบคุณทุกท่านครับ”

     

           ปราณน้อมศีรษะลงต่ำระดับเอวเท่าพวกเขาเป็นการขอบคุณ  คนทั้งห้าเห็นกิริยาท่าทางที่ปราณแสดงตอบก็ยิ่งประทับใจ ยิ้มให้ด้วยความดีใจ แล้วกลับไปนั่งที่

     

           ปราณเก็บเอกสารใส่ในกำไลมิติแล้วถอนหายใจยาวชี้หน้าเธียรธวัชที่ยืนหัวเราะอย่างสะใจ เมื่อปราณเดินเข้ามาใกล้เธียรก็สวมบทบาทเจ้าหน้าที่ลงทะเบียน

     

           “ขอต้อนรับท่านยุวาจารย์ปราณ โอฬารปฐพี สู่โรงเรียนมหรรณพาลัยครับ!”

     

           เธียรธวัชพูดและแสดงท่าทางล้อเลียนเจ้าหน้าที่ทั้งห้าปราณกระแทกศอกเบาๆ เข้าลิ้นปี่เพื่อนด้วยความเขินอาย

     

           “จะบ้าหรือไงเธียร! มาล้อเลียนข้า”

     

           เธียรร้องโอ้ยแต่ก็หัวเราะร่าที่สามารถแกล้งเพื่อนได้เป็นครั้งแรก

    “ข้าหัวเราะตั้งแต่แรกก็เพราะขนาดเขาเห็นเอกสารของข้าว่าอยู่ระดับ9 ยังเรียกให้เพื่อนๆ เข้ามาดู ข้าก็นึกว่าถ้าเห็นของเจ้าไม่ตาเหลือกตาโตกันใหญ่หรือ? ฮ่าๆๆๆๆ”

     

            “แล้วเจ้าก็เลยสะใจสินะ...”

             

            “ทำไงได้ล่ะปราณ! ก็เจ้าเก่งเองนี่นา แค่นั้นก็ว่าอึ้งเห็นสกุลเจ้าก็อึ้งหนัก แต่ยิ่งเห็นเข็มกลัดยุวาจารย์ ฮ่าๆๆๆทีนี้ไปไม่เป็นขบวนกันเลย แล้วจะไม่ให้ข้าขำได้ยังไงหน้าเจ้าตอนนั้นซีดอย่างกับคนป่วยเลย”

             

            เธียรธวัชกล่าวจบก็วิ่งหนีปราณปราณวิ่งตามใช้หมัดทุบบ่าเบาๆ แล้วโอบคอเธียรธวัชเข้ามา

             

            “ฮ่าๆๆๆ ก็จะให้ข้าทำยังไงล่ะ แต่ข้าก็ไม่ได้บอกอะไรพวกเขาเขารู้กันเองนี่นา”

             

            “ก็นั่นแหละที่ข้าชื่นชอบเจ้าและอยากเป็นสหายด้วยก็เพราะเจ้าไม่ใช่คนขี้อวด แสดงอำนาจและความเก่งพวกลูกหลานเสนาอำมาตย์ในเมืองของข้า ก็ชอบมาอวดเบ่งใช้อำนาจของพ่อแม่มาอ้างทุกทีข้าล่ะเกลียดคนพวกนี้จริงๆ”

             

            “ที่เมืองเชียงคลองของข้าก็เหมือนกัน แปลกดีนะพวกลูกหลานเสนาอำมาตย์ชอบอวดเบ่งแกล้งคนอื่นไปทั่ว”

             

            “แต่เจ้าก็ยังโชคดีที่สามารถปราบพวกนั้นได้อยู่หมัดแถมยังกลายเป็นยุวาจารย์สอนพวกเขาอีก”

            เธียรโอบบ่าปราณเช่นกันจากนั้น ทั้งคู่ก็เดินหัวเราะไปบนทางเดินที่ปูด้วยอิฐบล็อคขาว-น้ำตาลสองข้างทางเดินก่อเป็นกำแพงสีขาวมีลวดลายสวยงามขนาดไม่สูงมากด้านบนมีพุ่มไม้เขียวชอุ่มคลุมไว้สลับกับรูปปั้นผู้หญิงขนาดใหญ่สีขาวในอิริยาบถแตกต่างกัน

             

           อาคารสีขาวทองขนาดใหญ่ตรงกลางมีโดมทรงกลมสีฟ้าตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ธงสัญลักษณ์ของโรงเรียนปักไว้เป็นระยะๆเพื่อกำหนดเส้นทางให้ผู้ที่มาใหม่ ไปอาคารประลองยุทธโดยไม่สับสน

     

           ถัดจากด้านหลังของอาคารประลองยุทธมีหอคอยยักษ์สูงประมาณ 40 เมตรยอดหอคอยเป็นสีทองกระทบแสงแดดยามเช้าส่องประกายระยิบระยับ

     

           “สิ่งก่อสร้างแต่ละอย่างของที่นี่ยิ่งใหญ่อลังการทั้งนั้นเลยจึงไม่น่าแปลกใจ หากนักฌานยุทธ์ทุกคนอยากมาเรียนที่นี่กัน เพราะแบบนี้นี่เอง”

     

           “ข้าเคยสงสัยตั้งแต่มาถึงเมืองอโยดาแล้วเห็นหอคอยสูงใหญ่เป็นเงาลิบๆ อยู่ไกลๆ ก็สงสัยว่ามันคืออะไร วันนี้ได้รู้แล้ว ที่แท้เป็นหอคอยของโรงเรียนนี่เองน่าจะมองเห็นหอคอยได้ทุกมุมในเมืองอโยดาแน่ๆ”

     

           ทั้งคู่ยืนนิ่งหยุดมองสิ่งก่อสร้างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนในชีวิตนับจากวันนี้ เขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหรูหราอลังการ แน่นอนว่าวิชาความรู้ย่อมต้องเข้มข้นด้วยเช่นกัน ถึงได้เป็นโรงเรียนลหุยุทธ์ชั้นสูงอันดับหนึ่งของอาณาจักร

     

           สองข้างอาคารประลองยุทธเป็นป้อมโดมเล็กๆสีแสงสีเขียวถูกยิงขึ้นฟ้าสาดส่องหมุนวนไปมามีบันไดออกแบบโค้งทั้งสองด้านเป็นทางเดินขึ้นไปบนอาคารบริเวณประตูทางเข้ามีรูปปั้นโลหะทหารขนาดมหึมาข้างละ 1 ตัวในท่ายืนประสานหอกเหนือประตูทางเข้า

     

            ปราณและเธียรเดินเข้ามาภายในที่กว้างขวางอลังการสามารถบรรจุคนได้ถึง 10,000 ถึง 20,000 คนตรงกลางเป็นลานกลมสีแดงแถบทองขนาดใหญ่ กลางลานมีสัญลักษณ์ของโรงเรียนแสงสว่างภายนอกส่องผ่านโดมโค้งสีฟ้าลงมากลางลานประลองที่นั่งเป็นเบาะกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม พรมทางเดินก็เป็นสีเดียวกัน

             

           ปราณและเธียรเดินจับมือกัน ค่อยๆก้าวลงบันไดขนาดกว้างแต่ระหว่างขั้นไม่สูงนัก แล้วมองหาดวงเดือนกับดวงดาว

     

           “โหย...คนมาเยอะกันขนาดนี้จะหาพี่เดือนกับพี่ดาวเจอได้ยังไงเนี่ย?”

           พอปราณพูดจบก็มีเสียงเรียกดังจากด้านหลังแฝดสาวกวักมือเรียก เด็กทั้งสองเดินเข้าไปหา

     

            เธียรจึงเล่าประสบการณ์ตรงจุดลงทะเบียนให้สองแฝดฟังทั้งคู่เอามือป้องปากหัวเราะ แล้วก็ทำหน้าเหวอ เบิกตาโต เหลือบมองคนต้นเรื่องแล้วก็สองแฝดสาวก็โอบบ่าปราณคนละข้าง

             

            ปราณพยักหน้าและก็ส่ายหัวดุเธียรอีกแล้ว...เธียรจึงแลบลิ้นใส่แล้วก็หัวเราะด้วยความสนุก

             

           “ฮ่าๆๆๆพอกันได้แล้วทั้งสองคน...ดูหมายเลขที่นั่งสิ ได้เลขที่เท่าไหร่ เธอสองคนก็ไปนั่งตามหมายเลขเลยส่วนพี่สองคนนั่งอยู่โซนนี้ นี่เป็นโซนเฉพาะนักเรียนปีสอง”

     

           “พวกเราจะคอยลุ้นกับเธอว่าจะจะมีใครหน้าตาตื่นอีกหรือเปล่านอกจากเจ้าหน้าที่ทั้งห้าคนนั่น”

     

           ปราณหัวเราะร่า เริ่มเข้าใจและยอมรับความจริงซึ่งมองอีกมุมมันก็เป็นเรื่องดี เพราะทำให้เขาได้รับความนับถือและความเกรงใจกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

     

           เธียรและปราณโบกลาแฝดสาวก่อนจะเดินลงไปด้านล่างก้มมองหมายเลขตามทางเดินพวกเขาพบว่าที่นั่งของนักเรียนเข้าใหม่ อยู่ด้านหน้าสุดรอบๆ ลานประลอง

     

           ปราณนั่งที่เบาะพับได้หมายเลขของตัวเองติดกับเธียรธวัชแล้วหันขึ้นไปมองด้านบนเห็นคนตัวเล็กๆ เต็มไปหมด

     

           เสียงคนคุยกันระเบ็งเซ็งแซ่ ข้างๆของปราณและเธียรธวัช เริ่มมีเด็กรุ่นเดียวกับเขาทยอยเข้ามานั่งอย่างต่อเนื่องเด็กบางคนก็หันไปโบกมือให้กับผู้ปกครอง บางคนก็เริ่มทักทายเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆบางคนก็นั่งหลับตาคงตื่นเต้นกับบรรยากาศรอบด้าน

     

           สถานที่ยิ่งใหญ่โอ่อ่าอลังการเช่นนี้มิใช่จะเห็นกันได้ง่ายนัก เด็กน้อยแต่ละคนย่อมตื่นตาตื่นใจกันทั้งนั้นไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ใหญ่บางคน

     

           เสียงเพลงบรรเลงจากวงดนตรีออเคสตร้าที่อยู่บนเวทีขนาดใหญ่ดังกระหึ่มอาคารประลองยุทธ เป็นการเปิดงานและเริ่มเข้าสู่พิธีการคัดเลือกนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ

     

            ทันทีที่เพลงจบชายรูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลา อายุไม่เกิน 45 ผมสีทองอ่อนๆหวีเสยไปด้านหลัง ในชุดยาวสีขาวปักขอบทองพร้อมผ้าคลุมหลังสีขาวขลิบทองปกตั้งขึ้นมาถึงบริเวณใบหู มีเครื่องประดับสีทองคล้องคอเป็นสร้อยผูกยึดผ้าคลุมทั้งสองฝั่งเอาไว้ค่อยๆ เดินอย่างสง่างามมายังโพเดี้ยม กลางเวที เสียงปรบมือต้อนรับกึกก้อง

             

    โดยเฉพาะเสียงสาวๆที่วี๊ดว้ายกรี๊ดกร๊าดเหมือนกับเห็นดาราดังก็ไม่ปานชายหนุ่มสุดหล่อเหลาพยักหน้าแสดงการขอบคุณ พร้อมส่งรอยยิ้มที่ทำเอากระชากหัวใจสาวกผู้คลั่งไคล้แล้วชูมือทั้งสองข้างที่สวมถุงมือสีขาวขึ้น

     

            ฉับพลันก็มีประกายไฟขนาดเล็กๆพุ่งออกมาจากมือทั้งสองแล้วกระจายออกจนกว้างทั่วทั้งบริเวณ เสียงปรบมือกึกก้องบ้างก็มีเสียงฮือฮา เพราะไม่มีใครเคยเห็นแบบนี้มาก่อน

             

            ชาวชุดขาวโบกมือไปมาช้าๆเมื่อเห็นว่าประกายไฟดังกล่าว เคลื่อนที่ออกไปจนเกือบทั่วทั้งลานประลองแล้วค่อยๆจางหาย เขาจึงลดมือลง แล้วโค้งคำนับให้ผู้ชมทั้งหมด เสียงปรบมือยิ่งดังกึกก้อง

             

            “ผอ.ปฏิมากร...ผอ.ปฏิมากร...ผอ.ปฏิมากร!!!” 

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน