ซู่เฟิงที่รอคุณชายของมันอยู่นานก็ไม่พบเสียทีนี่ก็ดึกมากแล้ว มันเริ่มกระวนกระวายใจแล้ว แต่ยังคงต้องรอตามคำสั่ง
คนที่ติดตามมาด้วยมีด้วยกันห้าคน ซึ่งเป็นคนที่คุณชายชี้เฉพาะมา ทั้งห้าคือเย่เซียวกงจิ้น คู่หูทั้งสองที่เคยพิทักษ์หนิงอันอันมาก่อนและอีกสามคนที่รับคำสั่งตั้งแต่เมื่อสิบวันที่แล้วให้เดินทางจากเมืองเซียงมารอคำสั่งอยู่ที่นอกนครหลวงแต่ใครจะคาดคิดว่าจะมาพอเหมาะกับการรับภารกิจพอดี ทั้งสามคือลู่คงจางจิ้นจี้และจางจิ้นสิง
ทั้งหกมารวมตัวกันตามคำสั่งโดยมีซู่เฟิงเป็นหัวหน้าซู่เฟิงได้ทำกระโจมที่พักไว้รอแล้ว ทว่าเนิ่นนานแล้วก็ยังไม่มีวี่แววไม่แน่ว่าคุณชายอาจเกิดเรื่อง!
ซู่เฟิงและคนอื่น ๆต่างร้อนใจเป็นอันมากกำลังจะตัดสินใจพากันไปดูเส้นทาง และให้กงจิ้น เย่เซียวเฝ้ากระโจมไว้ ทว่าเพียงแค่ขึ้นม้าเท่านั้นก็มีเงาร่างคนและสัตว์พุ่งผ่านออกมาจากป่า พร้อมกับ น่องไก่!
การปรากฏตัวของชายหนุ่มเล่นเอาพวกมันแทบบ้าต่างคนก็ต่างความรู้สึก บ้างรู้สึกยินดีบ้างรู้สึกอยากเข้าไปซัดคุณชายของมันสักครั้งการเคลื่อนที่ของชายหนุ่มไม่รีบไม่ร้อนเลยทีเดียว ทำเอาพวกมันถึงกับกุมขมับ
หากไม่ใช่คุณชายพวกมันคงกระโดดบาทาคู่เข้าให้แล้ว
เมื่อมาถึงหนิงเฟยหลงยังคงทำหน้าตาใสซื่อไม่ร้อนไม่หนาว เดินเข้ากระโจมไปโดยไม่พูดอะไร องครักษ์เองก็หมดคำจะกล่าวต่างอ้ำอึ้งกันทั้งนั้น มองหน้ากันแล้วก็ถอนหายใจ
พักผ่อนจนใกล้สว่างจึงออกเดินทางครั้งนี้ได้วางแผนไว้ให้ทั้งหกคอยช่วยเหลือภารกิจอยู่ลับ ๆลาดตระเวนระหว่างทางให้ทั่วไม่ให้เกิดความผิดพลาด
หนิงเฟยหลงไม่ได้หยุดพักระหว่างอีกเดินทางติดต่อกันนับสิบวันจึงใกล้ถึงที่หมาย
“ซู่เฟิงท่านจัดค่ายพักที่นี่แหละ”
“ขอรับ”
ไม่นานกระโจมก็ถูกตั้งขึ้นเสบียงอาหารก็ถูกเติมเต็มด้วยการล่าและหาผลไม้ป่า การพักผ่อนที่นี่จะเป็นการฟื้นพลังทั้งหมดจากความเหนื่อยล้าตลอดระยะเวลาสิบวันในที่สุดม้าของพวกมันก็ได้พักผ่อนบ้างแล้ว แผนที่วางไว้ยังคงเป็นไปตามเดิม
การพักผ่อนของหนิงเฟยหลงนับว่าดีอยู่บ้างพอตกดึกมันก็ออกคำสั่งห้ามคนรบกวนแล้วจึงเข้าไปในมิติปริศนาพักผ่อนกายถึงสามวันเต็มจากนั้นจึงทำการฝึกฝนวิชาที่ได้รับมาอย่างวิชากระบี่นอกจากกระบี่สายลมแล้วมันแทบไม่มีวิชาอื่นเลยจึงทำการฝึกฝนวิชากระบี่อันใหม่ให้มากขึ้น
ไม่นานหนิงเฟยหลงก็สามารถบรรลุวิชากระบี่ทั้งสิบได้พอมานั่งครุ่นคิดแล้วการมีวิชากระบี่มากเกินไปก็นับว่าไม่เหมาะเช่นนั้นสมควรต้องนำมาหาจุดเด่นจุดด้อย แยกแยะให้ชัดเจนนำเอาส่วนดีมารวมกันปิดช่องส่วนด้อยไป
คิดได้ดังนั้นจึงเริ่มแผนการทันทีเวลาผ่านไปสี่เดือนการค้นคว้าจึงแล้วเสร็จ “ยอดเยี่ยม! แต่ข้าจะตั้งชื่อมันว่าอย่างไรดี?”วิชากระบี่นี่รวบรวมจุดเด่นทั้งความเร็ว ความคม ความเด็ดเดี่ยว มารวมกันจึงเกิดเป็นเพลงกระบี่ชุดนี้
“ให้ตายสิตั้งชื่อนี่ยากชะมัดครั้นจะตั้งชื่อ ธรรมดามันก็จะไม่สมกับยอดวิชาเช่นนี้ข้าผู้นี้อุตส่าห์ลงแรงถึงสี่เดือนแทบไม่ได้หลับนอนจะตั้งชื่อกิ๊กก๊อกได้อย่างไร?” ชายหนุ่มถอนหายใจ รวดเร็วดุจวายุ แหลมคมคล้ายใบมีดเด็ดเดี่ยวดั่งใจคน รวมทั้งสามอย่างสมควรจะชื่อ ‘สามประสาน’
“เฮ้อ! การตั้งชื่อของข้านี่มัน....”
ชายหนุ่มหลับตาลงอีกครั้งภายในหัวก็แล่นความคิดไม่หยุด จนกระทั่งลืมเลือนเรื่องนี้ไป ทันใดนั้นก็โพล่งออกมา“คมวายุผสานจิต” กระบี่คมวายุผสานจิต!
ในที่สุดมันก็ได้ชื่อที่เหมาะสมแล้วทีนี้ก็ได้เวลาพักผ่อนเช่นเคยแต่ชายหนุ่มก็ยังคงขัดเกลาพลังจิตและบ่มเพาะพลังยุทธ์ตลอดสองเดือนที่อยู่ในนี้เมื่ออกจากมิติปริศนาก็ใกล้รุ่งเช้าแล้วเวลาของมิติทั้งสองช่างต่างกันเหลือเกิน
การที่ได้อยู่ในมิติปริศนาทำให้มันได้รับประโยชน์มากมายกระทั่งวิชากระบี่ที่เยี่ยมยอดที่ไม่รู้ว่าควรจัดอยู่ในระดับใด?ความเข้าใจในกระบี่ของชายหนุ่มยังไม่มากพอ หากเข้าถึงจิตกระบี่ได้ย่อมสมควรจะสร้างเคล็ดวิชาที่เหนือล้ำแต่หากก้าวสู่กระบี่ใต้หล้าเช่นนั้นคงอาจสร้างปาฏิหาริย์สร้างเคล็ดวิชาระดับปฐพีหรือมากกว่านั้นได้ไม่ยากแล้ว
แต่ก็ไม่แน่หากทำความเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกกระบี่คมวายุผสานจิตนี้คงก้าวล้ำขึ้นอีกได้ ประกายในดวงตาเริ่มมีความหวังเล็ก ๆ
หนิงเฟยหลงออกมาจากมิติปริศนาก็เช้าพอดีการพักผ่อนของมันเรียกได้ว่าเกินเพียงพอ ได้เวลาเดินทางต่อแล้วคณะทูตอยู่ห่างจากที่นี่เพียงสิบลี้เท่านั้น
“คุณชายท่านดูนั่น!” ซู่เฟิงชี้ไปทางขบวนรถม้าที่มุ่งหน้าออกมาจากชายแดน
“นี่มันยังไม่ถึงเวลาเคลื่อนขบวนคณะทูตเหตุใดจึงออกเดินทางก่อนกำหนด? พวกเจ้าช่วยดูหน่อยใครคือคนนำขบวน” ใบหน้าหนิงเฟยหลงเคร่งขรึมขึ้นเหตุการณ์นี้ดูไม่ปกติ อันที่จริงเวลาที่นัดหมายคือพรุ่งนี้มันกะมาถึงในวันนี้ก่อนวันหนึ่ง ทว่าอีกฝ่ายกลับลงมือเร็วกว่า
“คุณชาย ข้าน้อยว่ามันแปลก ๆผู้นำขบวนทำไมไม่ใช่ทหารและที่รอบรถม้าก็ไม่มีใครเป็นทหารเลยต่างใส่ชุดชาวบ้านทั้งนั้นคนปิดท้ายขบวนก็ใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า ท่านว่ามันไม่ดูประหลาดไปหน่อยหรือ?”
หนิงเฟยหลงจดจ้องเข้าไปก็พบว่าจริงตามที่ซู่เฟิงกล่าวผู้คุ้มกันแต่งกายเหมือนชาวบ้าน ทั้งคนนำและคนปิดท้ายก็ยังดูแปลก
“พวกเราติดตามขบวนไปก่อน ตอนนี้ไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้แล้วลู่คงไปสำรวจบริเวณชายแดนหน่อย เสร็จแล้วให้รีบตามมากงจิ้นรับผิดชอบทำเครื่องหมายทิ้งไว้”
“รับคำสั่ง!”
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามขบวนคณะทูตได้เปลี่ยนเส้นทางลงใต้ไปทางทิศตะวันออกแทนที่จะลงไปนครหลวงนั่นทำให้หนิงเฟยหลงแปลกใจไม่น้อย “นี่มันเริ่มมีกลิ่นไม่พึงประสงค์แล้ว..”
กงจิ้นตามมาทันแล้วพร้อมกับสีหน้าที่เป็นกังวลไม่น้อยมันส่งชุดเกราะของทหารและดาบที่เก็บมามอบให้หนิงเฟยหลงชายหนุ่มรับมามองดูโดยละเอียดก็คาดเดาว่าชุดเกราะนี้เป็นของทหารค่ายพยัคฆ์ที่รับคำสั่งมารอขบวนคณะทูตและดาบนี่ก็สามารถยืนยันได้
สีหน้าหนิงเฟยหลงยังเรียบเฉย ไม่ได้ตกใจอะไรมันพอจะคาดเดาได้อยู่แล้ว ตั้งแต่ผู้คุ้มกันขบวนจนถึงการเดินทางลงใต้ไปเขตตะวันออกแต่ที่มันไม่รู้คือพวกผู้คุ้มกันเหล่านี้คือใคร? จึงได้ติดตามมาตลอดโดยไม่เปิดเผย
เวลาพลบค่ำ
“ซู่เฟิงท่านตามข้าเข้าไปส่วนที่เหลือรอข้าอยู่แถว อย่าให้ถูกจับได้” กล่าวจบหนิงเฟยหลงก็ทะยานร่างไปพร้อมกับซู่เฟิง
คณะทูตได้ตั้งกระโจมขึ้นทุกคนต่างพากันพักผ่อน ทว่าผู้คุ้มกันกลับดูเริงรื่นผิดปกติพากันดื่มสุรากันหลายสิบคน แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคอยยืนคุ้มกันอยู่ส่วนพวกทูตนั้นอยู่ในกระโจมเดียวกันทั้งสิ้น อาหารถูกนำเข้าไปให้ทูตนั้นแทบไม่ปรากฏตัว
“จำนวนคร่าว ๆ มากกว่าห้าสิบคนนี่มันไม่น้อยเลย อีกทั้งยังมีระดับแก่นแท้พลังหนึ่งคน กำเนิดพลังสิบคน ขอบเขตแดนกายขั้นปลายอีกสี่สิบคนไม่ธรรมดาแล้ว คุณชายท่าน...”
“ไม่ต้องตื่นตระหนกไป เขตตะวันออกรึ?พอดีเลย” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
จากนั้นเงาร่างทั้งสองก็หายไปท่ามกลางความมืดมิด
การเดินทางที่ยาวผ่านไปแล้วกว่ายี่สิบวันหนิงเฟยหลงตามติดตลอดและยังสืบเสาะไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงเขตแดนตะวันออกขบวนคณะทูตหยุดลง พร้อมกับมีกลุ่มคนหลายร้อยมุ่งมาเผชิญหน้ากับขบวนหนิงเฟยหลงเองก็ตกใจ หากว่ากลุ่มคนพวกนี้มาเพื่อสังหารคณะทูตการไปช่วยคงไม่ทันภารกิจต้องล้มเหลว อีกทั้งอาจเกิดสงครามระหว่างสองแคว้นได้
หัวหน้าของสองกลุ่มเข้าเผชิญหน้ากันทว่าคนที่นำขบวนคณะทูตกลับลงจากม้าแล้วทำความเคารพหัวหน้าของอีกฝ่ายเสียอย่างนั้นทำเอาชายหนุ่มถึงกับมึนงง แต่ก็ทำให้คลายกังวลลงอย่างน้อยตอนนี้ทูตที่มาก็ยังมีชีวิต
ทั้งสองกลุ่มรวมกันเป็นขบวนเดียวมุ่งหน้าสู่เขาลูกหนึ่งหนิงเฟยหลงติดตามไปเรื่อย ๆก็พบกับค่ายบนเขาทำให้รู้ได้เลยว่าที่นี่ย่อมต้องเป็นค่ายโจรชายหนุ่มพลันนึกอะไรออกขึ้นมาทันที ค่ายโจรเลื่องชื่อเขตตะวันออก ‘กลุ่มโจรภูเขาตงซาน!’
“โอ้ ไม่คิดเลยว่าการติดตามมาครั้งนี้ของข้าจะมาไม่เสียเที่ยวอย่างน้อย ๆ ก็พามาสู่ภารกิจที่สองด้วย ไหน ๆ ก็ต้องช่วยท่านทูตอยู่แล้วทลายค่ายโจรไปด้วยเลยเสียดีกว่า” ชายหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“ไปกันเถอะเรามีสิ่งอื่นต้องทำ” เมื่อรู้ว่าทูตแคว้นอู๋ได้มาอยู่ที่นี่แล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะสืบต่อหนิงเฟยหลงก็ควบม้าออกไป