อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 42 เย่เทียนหลง

            หึ่ง!

            ในเวลานี้เองในขณะที่กระบี่เล่มใหญ่สีทองกำลังจะผ่าลงไปยังเย่ชิงหานภูเขาทางด้านหลังฝั่งตะวันตกพลันมีแสงสว่างโชติช่วงสายหนึ่งปรากฏขึ้นมันเป็นแสงสีเขียวที่แผ่ปกคลุมไปทั่วทั่งลานที่พักฝั่งตะวันตกอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงร้องคำรามที่น่าเกรงขาม

            “ใครกล้าทำร้ายหลานสาวสุดที่รักของข้า?”

            ผู้คนที่อยู่ในสวนเมามายเมื่อได้ยินเข้ากับเสียงนี้ต่างพากันตื่นตระหนกมองไปทางภูเขาด้านหลังด้วยความหวาดกลัวแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัวยิ่งกว่าคือพวกเขาพบว่าตนเองไม่สามารถที่จะขยับร่างกายได้แม้แต่กระดิกนิ้วหรือขยับคอไปมาก็ไม่สามารถทำได้

            เวลาในลานที่พักด้านทิศตะวันตกในตอนนี้ราวกับว่าถูกทำให้หยุดนิ่งชายเสื้อผ้าของเหล่าผู้อาวุโสที่ลอยอยู่บนอากาศต่างหยุดการพลิ้วไหวหนวดเคราของเย่เทียนชิงปลิวลอยอยู่กลางอากาศดังเดิมเย่ชิงอู่ยังคงอยู่ในท่าพุ่งทะยาน เย่เจี้ยนยังคงยิ้มอย่างเย็นชาจนเห็นไรฟันขาวเย่ชิงหานยังคงคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ที่พื้นกระบี่เล่มใหญ่สีทองที่แผ่พลังอานุภาพมหาศาลยังคงลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะของเย่ชิงหานทุกสิ่งทุกอย่างราวกับถูกแสงสว่างสีเขียวที่ปกคลุมอยู่ทำให้หยุดนิ่งฉันนั้น

            ‘อาณาเขตพลังปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์!’

            ภายในใจเหล่าผู้อาวุโสนึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตปราชศักดิ์สิทธิ์จะมีความสามารถที่แหกกฎสวรรค์อย่างหนึ่งคืออาณาเขตพลังปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์! เย่เจี้ยนแม้จะยังยิ้มเย็นชาจนเห็นไรฟันอยู่ แต่ภายในใจของเขานั้นเริ่มรู้สึกขมขื่นและนึกเสียใจขึ้นมาเขาสั่งปิดล้อมภูเขาด้านหลังไปแล้วแท้ๆถ้าหากไม่มีคนไปกระทบเข้ากับม่านพลังที่ครอบภูเขาด้านหลังอยู่ต่อให้ตระกูลที่พักด้านนี้คนตายไปมากเท่าไรสู้กันเสียงดังเพียงใด ผู้ที่อยู่ในภูเขาด้านหลังรับรองว่าไม่มีทางรู้ได้เพียงแต่เขาคำนวณผิดพลาดไปอย่างหนึ่งซึ่งก็คือหลานสาวของเย่ชิงหนิว เย่ชิงอู่ เย่ชิงหนิวรักและเอ็นดูเย่ชิงอู่ถึงเพียงนี้ทำไมเขาจะไม่มอบสิ่งของบางอย่างไว้ให้กับนางเล่า?

            เย่เชียงและเย่เทียนชิงรู้สึกยินดีออกมาในใจพร้อมๆกัน แม้ร่างกายจะขยับไม่ได้แต่สมองกลับครุ่นคิดขึ้นอย่างรวดเร็วเย่เชียงกำลังคิดว่าจะใช้โอกาสในครั้งนี้หาวิธีโจมตีเย่เจี้ยนให้เจ็บหนักที่สุดได้อย่างไรส่วนเย่เทียนชิงกลับกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถขอร้องให้ท่านหัวหน้าตระกูลไว้ชีวิตเย่ชิงหานได้

            ปัง!

            ในขณะที่ทุกคนต่างใช้สมองครุ่นคิดเรื่องราวที่อยู่ในหัวของตนเองอยู่นั้นเงาร่างสีเขียวสายหนึ่งที่ราวกับอุกกาบาตพุ่งออกมาจากภูเขาทางด้านหลังแต่ในเวลาเดียวนั้นเองภูเขาด้านหลังพลันปรากฏประกายแสงขึ้นอีกเงาร่างสองสายหนึ่งขาวหนึ่งดำก็ไล่ติดตามมาอย่างรวดเร็ว

            “ฮึ!”

            เงาร่างสีเขียวที่มาถึงก่อนเป็นชายแก่ที่อยู่ในชุดเสื้อสีเขียวหน้าตาธรรมดาทั่วไปอวัยวะทั้งห้ามีครบสมบูรณ์เป็นปกติจะมีก็แค่เพียงลูกตาเท่านั้นที่อาจจะดูใหญ่โตและปูดโปนไปสักหน่อยให้ความรู้สึกถึงพลังดุดันเหี้ยมเกรียมแก่ผู้ที่พบเห็น ชายแก่ชุดเขียวเมื่อเท้าแตะลงสู่พื้นก็กระแทกเสียงที่เย็นชาออกมาก่อนเป็นลำดับแรกสายตาไม่มองผู้คนที่อยู่ในสวนเมามายแห่งนี้แม้แต่น้อยทำเพียงจ้องมองดูเย่ชิงอู่อย่างละเอียดราวกับว่าจะตรวจสอบดูว่าหลานสาวสุดที่รักของตนเองถูกทำร้ายหรือได้รับบาดเจ็บตรงส่วนไหนหรือไม่อย่างไร

            ปัง!

            เงาร่างสีดำและเงาร่างสีขาวเคลื่อนตัวลงสู่พื้นอย่างช้าๆมองดูสวนเมามายที่สับสนวุ่นวายเห็นร่างของเย่หรงที่นอนเอามือกุมคอตายตาไม่หลับอยู่บนพื้นรวมทั้งกระบี่เล่มใหญ่สีทองที่ลอยอยู่กลางอากาศ ชายแก่ชุดดำคิ้วขมวดขึ้นในทันทีเขาสะบัดมือออกไปง่ายๆ ทีหนึ่งทำการสลายกระบี่เล่มใหญ่สีทองที่เย่เจี้ยนโคจรพลังปราณรบทั่วทั้งร่างประสานขึ้นมาจากนั้นจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “ชิงหนิวสลายอาณาเขตพลังซะ”

            “อืม”

            เย่ชิงหนิวเห็นว่าหลานสาวสุดที่รักไม่ได้เป็นอะไรจึงวางใจลงได้ทำการสะบัดมือออกไปครั้งหนึ่งสลายอาณาเขตพลังปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์จากนั้นจึงเริ่มตรวจสอบดูสภาพในที่แห่งนี้ขึ้นที่แห่งนี้คล้ายกับว่าเกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรงขึ้น? เอ๊ะ...ทำไมถึงได้มีกลิ่นไอพลังแห่งเทพสายหนึ่งอยู่ด้วย? เขามองไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งแหงนหน้าขึ้นอย่างยโสและเย็นชาเย่ชิงหนิวรู้สึกได้ว่าวันนี้จะต้องเกิดเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากขึ้นเป็นแน่ดังนั้นจึงรีบหันไปพูดคุยกับเย่ชิงอู่ขึ้นด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก

            ฟิ้ว ฟิ้ว!

            เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่กลางอากาศเมื่อเห็นเย่ชิงหนิวสลายอาณาเขตพลังปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ออกจึงพากันรีบเคลื่อนตัวลดต่ำลงมาสู่พื้นเบื้องล่างจากนั้นจึงพากันคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกับพวกเย่เจี้ยนอีกสี่คนที่อยู่บนพื้นก่อนหน้าแล้วพูดออกมาด้วยเสียงอันดัง “คารวะท่านหัวหน้าตระกูลและท่านผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสอง”

            “อืม!” เย่เทียนหลงพูดออกมาอย่างราบเรียบ แม้ว่าเขาจะยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นไม่ได้ปลดปล่อยพลังปราณรบหรือพลังคุกคามใดๆออกมาแต่ทุกคนกลับรู้สึกว่าเงาร่างที่ไม่นับว่าเป็นคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ผู้นี้กลับดูราวกับขุนเขาที่สูงตระหง่านฉันนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกกดดันอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

            เย่เทียนหลงกวาดสายตามองไปยังทุกคนที่อยู่ในสวนเมามายแห่งนี้มองดูเย่หรงที่ตายอย่างน่าสลดมองดูเย่ชิงหานที่หน้าตาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อยภายใต้กระบี่เล่มใหญ่สีทองที่จ่ออยู่บนศีรษะสุดท้ายมองดูเย่ชิงอวี่ที่นอนหลับอย่างสงบอยู่ในชุดสีขาวพร้อมกับเส้นผมที่กลายเป็นสีขาวทั้งหมดใบหน้าของเย่เทียนหลงเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากนั้นจึงถามขึ้นด้วยความความรู้สึกที่มีโทสะ

            “เด็กสาวคนนั้นเป็นใคร?”

            ทุกคนที่อยู่ภายในสวนเมามายต่างพากันเงียบกริบนับตั้งแต่เย่เทียนหลงมาถึงพวกเขาต่างพากันครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าจะอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ท่านหัวหน้าตระกูลเข้าใจได้อย่างไรทำได้แค่เพียงพากันเฝ้ารอรับความโกรธเดือดดาลของท่านหัวหน้าตระกูลแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าคำถามแรกที่ท่านหัวหน้าตระกูลถามขึ้นกลับเป็นการถามว่าเด็กผู้หญิงคือใคร? คำถามเช่นนี้พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะตอบออกมาว่าอย่างไรดีเช่นกัน

            “นางมีชื่อว่าเย่ชิงอวี่เป็นน้องสาวของข้า นางตายแล้ว”

            ในขณะที่เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายกำลังจะหาคำพูดดีๆมาอธิบายอยู่นั้น พลันมีเสียงที่เย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้น

            เย่เทียนหลงได้ยินคำตอบจึงค่อยๆหมุนตัวกลับไปเห็นเด็กหนุ่มชุดดำที่ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยคราบเลือดพร้อมกับใบหน้าที่เย็นชาเขารู้สึกคุ้นหน้าเด็กหนุ่มคนนี้ เย่เทียนหลงขมวดคิ้วเอ่ยปากถามขึ้นอีกครั้ง “เจ้าเป็นใคร?”

            เย่ชิงหานราวกับได้ยินเรื่องที่ตลกขบขันอย่างที่สุดอยากจะหัวเราะออกมาแต่กลับไม่มีเสียงมุมปากกระตุกขึ้นครั้งหนึ่งก่อนที่จะพยายามยืนขึ้นด้วยขาสองข้างที่สั่นเทิ้ม “ข้าชื่อเย่ชิงหานลูกชายของเย่เตา เมื่อก่อนเป็นหลานของท่าน แต่ตอนนี้...ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว”

            “เย่เตาลูกชายของเย่เตา?” ได้ยินเย่เตาชื่อนี้อีก คิ้วของเย่เทียนหลงยิ่งขมวดหนักขึ้นยิ่งกว่าเก่าเขาโบกมือส่งสัญญาณให้เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหลังที่กำลังอยากจะพูดสิ่งใดให้สงบปากไปก่อนจากนั้นจึงเอ่ยถามขึ้นอีกด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ทำไมเมื่อก่อนใช่แล้วตอนนี้ทำไมไม่ใช่? แล้วทำไมเขาจึงต้องการฆ่าเจ้า?”

            มองดูใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและทั้งแปลกหน้าของเย่เทียนหลงเย่ชิงหานหัวเราะขึ้นอย่างเย้ยหยัน “ทำไมถึงไม่ใช่น่ะรึ? เพราะว่า...ข้าไม่อยากเป็นหลานของท่านอีกต่อไปแล้ว เพราะข้าไม่อยากแซ่เย่สำหรับทำไมพวกเขาอยากจะฆ่าข้า? เหตุผลง่ายมากวันนี้ข้าฆ่าคนไปมาก ฆ่าเย่เป้า ฆ่าศิษย์สายในของตระกูลเย่ชิงเส ทำลายวรยุทธ์นายน้อยใหญ่ของตระกูลเย่ชิงขวงและยังฆ่าผู้อาวุโสเย่หรง หากเป็นไปได้...ข้ายังอยากจะฆ่าเย่เจี้ยน!”

            ครืน!

            เย่ชิงหนิวกับผู้อาวุโสสูงสุดเสื้อขาวอีกท่านหนึ่งเย่ไป๋หู่ สีหน้าแสดงอาการคาดไม่ถึงออกมา มองดูเด็กหนุ่มที่ยืนด้วยอาการสั่นเทิ้มอยู่กลางลานภายในใจของทั้งสองรู้สึกตกตะลึงขึ้นมา

            ลูกชายของเย่เตาดุดันขนาดนี้เลย? เหมือนกับว่าปีที่แล้วที่ออกมาจากการเก็บตัวฝึกฝนเพิ่งจะได้ยินว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นไอ้ขยะด้านการฝึกยุทธ์ขนาดสัตว์อสูรยังไม่สามารถเรียกออกมาได้เลย เย่ชิงเส เย่ชิงขวงล้วนเป็นรุ่นลูกหลานเย่ชิงหานสามารถฆ่า สามารถทำลายวรยุทธ์พวกเขาได้แม้จะดูแปลกไปบ้างแต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่สามารถยอมรับได้แต่เจ้าเด็กน้อยเย่หรงไม่ว่าอย่างไรก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิ เย่ชิงหานจะฆ่าได้ง่ายดายอย่างนั้นเชียวรึ?

            แต่เมื่อพวกเขามองไปเห็นเด็กสาวที่อยู่ในชุดสีขาวที่อยู่ด้านหลังของเย่ชิงหานก็พอคาดเดาอะไรได้บางอย่างทั้งสองจึงสงบเงียบไม่พูดสิ่งใดเฝ้ารอให้เด็กหนุ่มไขปริศนาต่างๆ ออกมาด้วยตัวเอง

            “คิดไม่ถึงว่าลูกชายของเย่เตาจะดุดันกว่าเขาเป็นอย่างมากนิสัยถอดแบบกันออกมาเลยก็ว่าได้” เย่ชิงหนิวทอดถอนใจออกมาภายในใจเมื่อนึกถึงชื่อของบุรุษผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นหนึ่งในแผ่นดินเมื่อสิบกว่าปีก่อน

            “ทำไมเจ้าถึงฆ่าพวกเขา? เจ้าไม่รู้หรือว่ามีกฎของตระกูล มีหอผู้คุมกฎ มีหอผู้อาวุโส?” เย่เทียนหลงแม้ภายในใจจะคาดเดาอะไรได้บางอย่างแต่ก็ยังถูกคำพูดของเย่ชิงหานที่พูดออกมาทำเอาตื่นตระหนกตกใจไปเช่นกันแต่สีหน้าภายนอกยังแสดงอาการสงบราบเรียบอยู่เช่นเดิม

            “ฮ่าๆ...” เย่ชิงหานหัวเราะด้วยเสียงอันดังขึ้นมาทันทีได้ยินเรื่องตลกขบขันที่สุดสองเรื่องติดต่อกันในที่สุดก็อดกลั้นต่อไม่ไหวอีกต่อไปแต่ภายในเสียงหัวเราะนั้นกลับแฝงไปด้วยความเปล่าเปลี่ยวเย้ยหยันอย่างไม่มีการปกปิดใดๆเขากวาดสายตาเยือกเย็นมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ทางด้านหลังของเย่เทียนหลง “กฎเกณฑ์ กฎเกณฑ์ขี้หมา! หอผู้คุมกฎ? ผู้อาวุโสรองหัวหน้าฝ่ายหอผู้คุมกฎนอนตายอยู่บนพื้นนี้อย่างไรเล่าส่วนหอผู้อาวุโสไม่ต่างอะไรกับขี้หมากองหนึ่ง เย่เทียนหลงท่านแก่จนเลอะเลือนเกินไปแล้วใช่ไหม? กฎเกณฑ์ของตระกูล หอผู้คุมกฎ หอผู้อาวุโสถ้าหากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มันใช้การได้จริงข้าจะเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อฆ่าคนทำไม?”

            “เจ้าเด็กน้อยเจ้าจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว!”

            “เย่ชิงหานเจ้ากล้าเสียมารยาทต่อท่านหัวหน้าตระกูล? เจ้ามันสมควรตาย”

            “ท่านพ่อเย่ชิงหานคงบ้าไปแล้ว ให้ข้าจัดการกับไอ้คนชาติชั่วของตระกูลคนนี้เถอะ”

            “…”

            คำด่าที่ออกมาจากปากเย่ชิงหานราวกับฟ้าที่ผ่าลงตอนกลางวันทำเอาทุกคนตื่นตระหนกไปตามๆ กันพริบตาเดียวคนจำนวนมากชี้หน้าด่าทอเย่ชิงหานด้วยอาการโกรธแค้นจนตัวสั่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเย่เจี้ยนกระโดดลอยขึ้นไปบนอากาศเปลี่ยนฝ่ามือเป็นกรงเล็บคร่ากุมไปยังบริเวณลำคอของเย่ชิงหาน

            ปัง!

            เย่เทียนหลงสะบัดมือเพียงเบาๆพลังที่มองไม่เห็นสายหนึ่งกระแทกไปยังทรวงอกของเย่เจี้ยนเย่เจี้ยนครางออกมาคำหนึ่งก่อนจะถอยหลังกลับไปเย่เทียนหลงหันหน้ากลับมาดูเย่เจี้ยนที่กำลังกุมทรวงอกและเหล่าผู้อาวุโสที่กำลังด่าทอด้วยความโกรธแค้นจากนั้นจึงพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ปราศจากอารมณ์ใดๆ “ไป๋หู่ ในขณะที่เรื่องราวยังไม่ได้สืบสวนให้กระจ่างหากมีใครกล้าส่งเสียงออกมาหรือกระทำการใดๆ จงจัดการมันผู้นั้นโดยทันที”

            “ทั้งหมดหุบปากท่านหัวหน้าตระกูลไม่ได้ถาม ใครก็ห้ามส่งเสียงขึ้นมาอีก” ชายแก่เสื้อขาวเย่ไป๋หู่สายตาเป็นประกายเขาเองก็รู้สึกได้ว่าเรื่องราวค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนจึงเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

            เย่เทียนหลงเห็นดังนั้นจึงค่อยพยักหน้าแล้วหันมาทางเย่ชิงหานที่ยืนเงียบๆอยู่ข้างๆ ซึ่งไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ แล้วพูดขึ้น “อุ้มน้องสาวของเจ้าไปหอผู้คุมกฎกับข้าข้าจะให้ความยุติธรรมกับเจ้า และแน่นอนว่าเจ้าก็จะต้องให้ความกระจ่างแก่ข้าเช่นกัน”