ปกรณัมนักเรียนขั้นเทพ

    ตอนที่ 50 : กายาโอสถกำเนิดวิญญาณ

    แม้ร่างกายของเสิ้งอีไต้ซือจะสั่นเทา ปากก็ยังคงพร่ำบริกรรมคาถาขับไล่วิญญาณชั่วร้ายอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนวิญญาณร้ายก็หาได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย พวกมันยังคงกรูกันเข้ามาในแสงแห่งพระธรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พุ่งกระแทกกุฏิเสียงดัง “ตึงๆๆ ” กึกก้องสั่นสะท้านสะเทือนไปทั่ว


    วิญญาณชั่วร้ายบางตัวไม่สามารถเข้ามาในกุฏิได้ ส่วนบางตัวก็พุ่งเข้าไปหาไต้ซืออย่างโกรธแค้น ปฏิกิริยาตอบสนองของไต้ซือเสิ้งอีก็รวดเร็วมิใช่น้อย ท่านรีบล้วงมือเข้าไปในชายแขนเสื้อควานหาแผ่นยันต์ขับไล่วิญญาณมาดหมายตอบโต้สวนกลับ แต่ผลปรากฏว่าแผ่นยันต์หมดสิ้นแล้ว ในช่วงเวลาบีบคันเร่งเร้าเสิ้งอีไต้ซือจึงถอดสร้อยประคำออกมาจากคอ ก็คือประคำวิญญาณที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังของพระพุทธคุณ


    ในระหว่างที่วิญญาณชั่วร้ายกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง เสิ้งอีไต้ซือก็โยนประคำสวนกลับไปในทันที ทันทีที่วิญญาณชั่วร้ายโดนพลังอำนาจพระพุทธคุณของลูกประคำวิญญาณร่างของมันก็สลายหายไปจนสิ้น แต่เพราะเสิ้งอีไต้ซือไม่ได้ท่องคาถาขับไล่วิญญาณกับแผ่นยันต์ที่ติดอยู่ภายในกุฏิซึ่งมีเฉิงหยู่อยู่ภายใน วิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะลักเข้ามาในกุฏิอย่างรวดเร็ว แต่เพราะก่อนหน้านี้เฉิงหยู่ก็จัดวางค่ายกลผนึกวิญญาณเก้าตะวันเอาไว้ก่อนแล้ว แม้ว่าเวลานี้กุฏิจะเปิดออก จนไร้ซึ่งเครื่องรางป้องกันจนทำให้วิญญาณร้ายพวยพุ่งเข้ามาได้ แต่พวกมันก็ต้องหน้าหงายเมื่อเจอกับค่ายกลของเฉิงหยู่เข้าไป


    ภายใต้การโจมตีจากวิญญาณร้ายจำนวนนับไม่ถ้วน ส่งผลให้เวลานี้ลมปราณภายในค่ายกลปั่นป่วนอย่างรุนแรง จนค่ายกลแสดงความผันผวนออกมาอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความกังวล เขาจึงปลดปล่อยลมปราณจำนวนมากออกมาอีกครั้ง ทำให้วังวนพลังปราณขยายขึ้นจากเดิมกว่าเท่าตัว จนดูดกลืนไอมารจากร่าง เขอเขอ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น วิญญาณชั่วร้ายในร่างของเธอเมื่อเจอเช่นนี้ ก็พยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนรุนแรงมากยิ่งขึ้น


    แม้วิญญาณร้ายจะถูกขังกักขังอยู่ด้านใน แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความโกรธแค้นอย่างท่วมท้นที่เปล่งออกมา วิญญาณร้ายที่อยู่ด้านนอกก็ยิ่งคุ้มคลั่งอาละวาดหนักเช่นกัน พลังปราณภายในค่ายกลก็เริ่มสั่นสะเทือนไม่เสถียรมากขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้ค่ายกลเวทย์ของเขาจวนเจียนใกล้ถูกทำลายเต็มที เมื่อถึงตอนนั้นใช้ผู้ใช้คำสาปก็คงจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาคงไม่อาจหยุดยั้งวิญญาณร้ายได้อย่างแน่นอน


    หัวใจของเฉิงหยู่เต้นถี่ไม่เป็นจังหวะ เขากัดนิ้วแล้วสะบัดขึ้นไปบนฟ้า ปล่อยร่าง เขอเขอ จากนั้นก็ยกมือทั้งสองชูขึ้นด้านบน ปลดปล่อยพลังปราณผสานรวมเข้ากับกลุ่มเลือดที่ลอยอยู่บนอากาศ ก่อให้เกิดกระแสพลังปราณสีโลหิตขนาดมหึมาขึ้น


    ทันใดนั้นเอง “ปัง!!!” ค่ายกลผนึกวิญญาณก็พังทลายลงพันธนาการที่ถูกตรึงไว้ถูกปลดออก วิญญาณร้ายที่อยู่ภายในร่าง เขอเขอ ก็สามารถเชื่อมโยงกับผู้ใช้คำสาปได้ในที่สุด พลังวิญญาณพุ่งทะยานสูงขึ้นหมอกควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมา ดวงตาของแม่หนูน้อยเขอเขอเปล่งประกายแสงสีเขียวเจิดจ้า กรงเล็บงอกยาวออกมาจากเดิมมากกว่าสามนิ้ว


    ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณชั่วร้ายที่สิงอยู่ในร่างของแม่หนูน้อยเขอเขอ หรือวิญญาณร้ายทั้งหมดที่อยู่ด้านนอกทลายค่ายกลเข้ามา พวกมันทั้งหมดกรีดร้องคำรามอย่างเกรี้ยวกราด กรี๊ดดดดด!!! กระโจนพุ่งเข้าใส่เฉิงหยู่มาจากทั่วทุกทิศทาง ทันใดนั้นกระแสวังวนสีขาวแดงขนาดใหญ่บนอากาศก็หมุนวนด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ฉับพลันนั้นเอง วืดดดด!!!! วิญญาณร้ายทั้งหมดก็ถูกดูดเข้าไป


    ทว่าหลังจากวิญญาณร้ายในร่างของแม่หนูน้อยเขอเขอทวีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น มันก็ประสานตัวเกาะแน่นอยู่บนร่างของเขอเขอ จนไม่อาจดึงดูดเข้าสู่วังวนได้ เฉิงหยู่ตระหนักได้ทันทีว่าผู้ใช้ผู้ใช้คำสาปที่เชื่อมโยงกับวิญญาณร้ายตนนี้ ต้องมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในขั้นจินตานเป็นอย่างน้อย


    ถ้าหากเขาไม่ทำร้ายเขอเขอ ก็ไม่มีสามารถทางสยบวิญญาณชั่วร้ายตนนี้ได้


    เฉิงหยู่เหยียดมือขวา “พรึ่บ!” ทันใดนั้นหงส์เพลิงหกตนก็บินทะยานพุ่งเข้าใส่เขอเขอ หงส์เพลิงทั้งหกบินวนเวียนห้อมล้อมร่างเขอเขอ ทะยานร่อนไปทั่วทั้งอากาศ วิญญาณร้ายแผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวถึงสุดขีด ฉับพลันมันก็ทะยานออกจากร่างของเขอเขอ อย่างไรก็ตามเพียงชั่วอึดใจทีมันออกจากร่างของ เขอเขอ หกหงส์เพลิงวิญญาณ ก็กลืนกินมันเข้าไปทันที


    เฉิงหยู่รีบวิ่งเข้าไปรับร่างเขอเขอที่ร่วงลงมาเอาไว้อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าเธอไม่เป็นอะไรเขาก็โล่งใจ เขาพาเธอออกจากกุฏิทรุดโทรมจวนเจียนใกล้พัง กระแสวังวนยังคงดูดกลืนวิญญาณชั่วร้ายเข้าไปอย่างต่อเนื่อง มันสัมผัสได้ว่าตัวแม่ของมันหายไป พวกมันก็เริ่มล่าถอยหนี แล้วทันใดนั้นเฉิงหยู่ก็ปลดปล่อยหกหงส์เพลิงวิญญาณ ไปแผดเผาพวกมันอีกครั้ง


    แคว๊ก∼ แคว๊ก∼∼ หลังจากหกหงส์เพลิงวิญญาณ ส่งเสียงกรีดร้องโบกกระพือปีกอย่างองอาจน่าเกรงขาม เฉิงหยู่ ก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจเป็นอย่างมาก


    ให้ตายเถอะ! ไม่อยากเชื่อว่าเพลิงวิญญาณของเขาจะใช้งานได้ดีขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ต้องมานั่งกัดนิ้วให้เลือดพุ่งเสี่ยงบาดทะยักแบบนี้หรอก เล่นเอาซะเขาเกือบแย่ซะแล้ว


    เดิมทีแล้วการที่เฉิงหยู่ก็ไม่กล้าใช้เพลิงวิญญาณกับ เขอเขอ เพราะกลัวว่าเพลิงวิญญาณเหล่านี้จะทำร้ายร่างเนื้อของเขอเขอไปด้วย พลังอำนาจของเพลิงวิญญาณมันร้อนแรงเสียยิ่งกว่าเพลิงใดๆบนโลกนี้ มนุษย์ธรรมดาเมื่อถูกมันแผดเผา จะต้องทนทุกข์ทรมานปวดแสบปวดร้อนอย่างไม่อาจทนทานได้ ถ้าไม่ใช่เพราะสุดๆจริงๆ เขาก็คงไม่งัดมันออกมาใช้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเฉิงหยู่จึงไม่กล้าเอาพลังนี้ออกมาใช้นานนัก เพราะกลัวว่ามันจะไปส่งผลกระทบกับเขอเขอ แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือวิญญาณชั่วร้ายพวกนี้จะหวาดกลัวเพลิงวิญญาณ จนออกมาจากร่างนาง


    ถ้าหากคนธรรมดาๆ แค่ถูกแผดเผาเพียงครู่หนึ่ง ก็ไม่สามารถยืนหยัดทนทานกับพลังอำนาจของมันได้ ทว่าเขอเขอกลับไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี ดังนั้นเขาจึงไม่อยากคิดมากให้หนักหัวจึงเรียกหงส์เพลิงทั้งหกกลับมา และแล้วทุกอย่างก็เงียบสงบลง


    “ไต้ซือ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ? ” เฉิงหยู่เห็นว่าไต้ซือเสิ้งอี หน้าขาวซีดท่าทางหวาดผวา เขาเลยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง


    “อามิตตาพุทธ อาตมาไม่เป็นอะไร เพียงแค่อาตมาดูดซับไอมารจากวิญญาณชั่วร้ายพวกนั้นมากเกินไป ร่างกายจึงรู้สึกอ่อนล้าไปบ้าง ” เสิ้งอีไต้ซือคล้องประคำกับไปที่คอแล้วตอบกลับไปอย่างสำรวม


    “ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยยังชั่ว ครั้งนี้ต้องรบกวนไต้ซือแล้ว ถ้าลำพังกระผมคนเดียวคงไม่มีปัญญาจัดการพวกมัน ”


    “ประสกเกรงใจเกินไปแล้ว อาตมาช่วยถ่วงเวลานิดๆหน่อยๆเท่านั้น โชคดีที่ประสกมีพลังเวทย์แก่กล้า จนอาตมาไม่กล้าสู้หน้าประสกเลยด้วยซ้ำ ”


    “ไต้ซือชมเกินไปแล้ว ผมต่างหากที่ต้องกล่าวขอโทษที่นำพาเรื่องวุ่นวายมาให้ไต้ซือเช่นนี้ พอกลับถึงบ้านผมจะให้คนส่งปัจจัยมาช่วยซ่อมแซมบูรณะข้าวของอาคารที่เสียหาย เพื่อเป็นการชดใช้กับความผิดครั้งนี้” ที่เฉิงหยู่ต้องพูดอย่างนี้เป็นเพราะว่าเขาเหลือบไปเห็นกำแพงตรงจุดที่เกิดเหตุ ถึงขั้นแตกร้าวเสียหาย ดังนั้นเขาจึงตอบกลับไปด้วยความละอายใจอย่างที่สุด


    “ไม่เป็นไรๆ ประสกอย่าได้ใส่ใจ ”


    “ไต้ซือ กระผมมีบางอย่างอยากจะหารือกับท่านสักหน่อยครับ” เฉิงหยู่พูดอย่างจริงจัง


    “ประสกเชิญกล่าวมาได้เลย!”


    “เมื่อครู่นี้เจ้าวิญญาณชั่วร้ายสามารถทำลายค่ายกลของผมเข้ามาได้ นั้นทำให้วิญญาณชั่วร้ายในร่างของเขอเขอเชื่อมโยงกับผู้ใช้คำสาป อย่างน้อยๆ คนผู้นี้ต้องเขามีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับจินตานเป็นอย่างน้อย เขาจะต้องหาที่นี่เจออย่างแน่นอน ผมคิดว่าไต้ซือน่าจะหนีไปจากที่นี่ดีกว่านะครับ!” เฉิงหยู่ พูดอย่างหนักแน่น


    “ขอบใจประสกที่เป็นห่วง แต่ถึงอย่างไรอาตมาก็ไปจากที่นี่ไม่ได้หรอก เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา ประสกก็เคยกล่าวไว้ว่า ความยากในการฝึกตนคือจิตใจที่ไม่แน่วแน่ การหลีกหนีจากความตายเพียงเพราะหวาดกลัว ก็เป็นเสมือนดั่งการละทิ้งเจตจำนงของตนใช่หรือไม่?” เสิ้งอีไต้ซือ พูดด้วยหน้าตาสงบนิ่ง


    “นี่มัน… แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่รู้อยู่แล้วว่าตัวเองต้องตายนี่ครับ แล้วไต้ซือจะละทิ้งเจตจำนงของตนเองได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่านี่คือการก้าวไปสู่ความตายด้วยตนเองเหรอ ? ถึงแม้ว่าฝึกฝนบำเพ็ญตนจะเป็นการฝืนลิขิตสวรรค์ แต่ถ้ารู้ว่าตนเองต้องตาย แต่ก็เลือกที่จะละเลยมันไป นี่มันเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับการฝึกตนมิใช่หรือ”


    เฉิงหยู่ พยายามโน้มน้าวจิตใจ ไต้ซือ เพราะนี่มันเหมือนกับฆ่าตัวตายชัดๆ


    “เป็นดั่งที่ประสกกล่าว เพียงแต่อาตมาไม่สามารถไปจากที่นี่ได้ ขอให้ประสกโปรดเข้าใจด้วย”


    “เอาล่ะ! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็จะไม่พูดอะไรอีก หวังว่าไต้ซือจะดูแลตนเอง ถ้าหากว่ามีอะไรเกิดขึ้นขอให้ไปหาผมที่เมือง หยุนไห่ ผมอาศัยอยู่ที่….. ” พอเห็นไต้ซือยืนยันหนักแน่น เฉิงหยู่ ก็จนปัญญา กระทำได้เพียงไต้ซือให้ระวังตัวเท่านั้น


    “อามิตตาพุทธ งั้นอาตมาต้องขอขอบใจล่วงหน้า”


    “ถ้าเช่นนั้นผมขอลา ไต้ซือดูแลตนเองด้วย”


    “อามิตตาพุทธ”


    ----------------------


    หลังจาก เฉิงหยู่ ใช้หกหงส์เพลิงวิญญาณ เผาผลาญวิญญาณชั่วร้ายที่อยู่ในร่างของ เขอเขอ แล้ว ภายในโลกฝึกตน มีชายวัยกลางคนอายุราวๆ 40 ปีกำลังนั่งอยู่บนศิลาขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง หน้าของมันซีดเผือก ร่างกายซูบผอม บริเวณมุมปากและอาภรณ์ที่สวมใส่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกระอักออกมา


    ชายคนนั้นใช้มือกุมหน้าอก ในใจทั้งโกรธและก็ตกใจ เนื่องจากว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนมันได้ค้นพบเด็กสาวที่มีร่างกายที่พิเศษขนาดนี้ ซึ่งเหมาะสำหรับการบ่มเพาะวิญญาณทมิฬของตนเอง ดังนั้นมันจึงออกใช้วิชาคำสาปวิญญาณร้าย ปลูกฝูงวิญญาณร้ายที่บ่มเพาะมาด้วยตนเองเข้าไปในร่างนาง


    เดิมนี้มันต้องการพาสาวน้อยกลับมาที่พรรค เพียงแต่กลัวว่าเด็กสาวคนนี้จะถูกค้นพบโดยผู้อาวุโสในพรรค จากนั้นก็ถูกแย่งตัวไป แล้วตนเองก็จะไม่ได้รับสิ่งใด


    นอกจากนี้ การบ่มเพาะในวิถีมารของตนเองได้นั้นจะต้องดูดพลังชีวิตคนจำนวนมาก ถ้าพากลับมาที่นิกายแล้ว มันจะไม่สามารถดูดซับพลังชีวิตของผู้อื่นได้ เนื่องจากผู้ฝึกตนเป็นเซียนไม่อาจสังหารคนเป็นผักปลาโดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมได้ ดังนั้นจึงต้องปล่อยเธอไว้ในโลกต่อไป


    แต่มันก็มีวิธีหลบเลี่ยงสายตาของสำนักและขุมกำลังอำนาจผู้ฝึกตนต่างๆ ทำให้สามารถดูดปราณกำเนิดจำนวนมากในโลกมนุษย์ต่อไปได้ โดยไม่สนว่าตนเองจะบ่มเพาะอยู่แห่งหนใด และวิธีนี้จำเป็นต้องมีพันธสัญญากับวิญญาณร้าย


    ตลอดระยะหลายปีทีผ่านมาเพราะสาวน้อยคนนั้น ทำให้การบำเพ็ญเพียรของมันยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนปีก่อนมันทะลวงเข้าสู่ขั้นจินตานได้สำเร็จ ทำให้มันได้้รับความสนใจจากพรรคเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นหนึ่งในสาวกที่โดดเด่นมากที่สุด มีโอกาสได้เพลิดเพลินไปกับทรัพยากรฝึกตน จนมีถ้ำพำนักเป็นของตนเอง


    เพียงแต่ว่าคิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมีคนที่สามารถขจัดคำสาปของตนเองได้ แถมยังอยู่ในโลกฆราวาสอีก เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันเป็นศิษย์ชั้นยอดของสำนักใหญ่ที่กำลังจาริกอยู่ในโลกฆราวาส?


    เนื่องจากว่ามันได้ทำพันธสัญญากับวิญญาณร้าย เมื่อวิญญาณร้ายถูกทำลาย จิตวิญญาณของมันก็ได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงไปด้วย ต่อให้ใช้เวลาอีก 2 ปีก็ยังไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ดังเดิม สิ่งนี้ทำให้มันรู้สึกโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง


    มันต้องพักฟื้นจนกว่าอาการบาดเจ็บจะดีขึ้น จากนั้นค่อยออกไปสำรวจโลกฆราวาสดูสักหน่อยแล้ว


    --------------


    ณ สนามบิน หยุนไห่ ทั้งหมดเดินทางกลับมาถึงประมาณหนึ่งทุ่มกว่าๆ อู๋ฉาง ไม่ยอมให้ เฉิงหยู่ ไปส่ง แต่เลือกที่จะเรียกรถแท็กซี่นั่งกลับไปเอง


    ในระหว่างทาง อู๋ฉาง ตัวสั่นอยู่ตลอดเวลา จนทำให้พนักงานบินคิดว่าเขาติดยาเสพติด สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้ายังทำให้มันขนลุกขนพองไม่หาย อู๋ฉาง ไม่เคยเชื่อเรื่องเทพเซียน ภูตผีปีศาจ หรือพระพุทธเจ้ามาก่อน ดังนั้นเมื่อได้เห็นอะไรแบบนี้จึงรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง


    เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขาได้เห็นกลุ่มวิญญาณร้ายรวมตัวกันโจมตีเข้ามาจากทั่วทุกทิศทาง หากไม่มียันต์วิเศษของไต้ซือแล้วละก็ ป่านนี้มันคงได้ไปเยี่ยมยมบาลแล้ว พวกมันทั้งดุร้ายเหี้ยมโหด เปล่งเสียงกรีดร้องโหยหวนจนแก้วหูแทบฉีกขาด แม้กระทั่งไต้ซือก็เกือบจะโดนพวกมันเล่นงาน ถ้าไม่ใช่เพราะ เฉิงหยู่ เข้ามาช่วยไว้ได้ทัน มันคงไม่มีชีวิตรอดกลับมา


    เขอเขอ ตื่นบนเครื่องบิน จากนั้นก็เล่นกับกระต่ายน้อยด้วยท่าทางปกติ เมื่อเห้นเช่นนี้ เฉิงหยู่ ก็รู้สึกสงบและโล่งใจอยู่ไม่น้อย


    พอกลับมาถึงที่บ้าน เขาก็อุ้ม เขอเขอ เข้ามา


    “ดะ...เด็กคนนั้นมันอะไรกัน?” เฉิงเหม่ยเหยียน เห็น เฉิงหยู่ กลับมา พร้อมกับสาวน้อยน่ารักจิ้มลิ้มในอ้อมแขน เธอจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ


    “อ๋อ เธอเป็นน้องสาวของผม ชื่อเฉิงเขอเขอ” เฉิงหยู่พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม


    “อะไรนะ! เด็กคนนี้เป็นลูกของแม่เธองั้นเหรอ? ” เฉิงเหม่ยเหยียน ตกตะลึง จ้าวหมิงหรง ที่นั่งอยู่บนโซฟา ก็ประหลาดใจด้วยเช่นกัน เฉิงหยู่ พาเด็กเล็กขนาดนี้มาจากแม่ของเธอ แล้วมันจะไม่เป็นเรื่องใหญ่หรือไง


    “เห้! คิดอะไรน่ะครับ? ผมพูดเมื่อไหร่ว่าเธอเป็นน้องที่เกิดจากแม่เดียวกัน? ” เฉิงหยู่ พูดขึ้นด้วยความงุนงง


    “ไม่ใช่งั้นเหรอ? อ๊า! หรือว่าเธอเป็นพ่อเด็ก? ” เฉิงเหม่ยเหยียน พูดด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง


    “เอาล่ะ ชักจะไปกันใหญ่แล้ว! เขอเขอ เป็นเด็กสาวที่ผมพามาจากด้านนอก เธอไม่มีบ้านอยู่อาศัย ผมเลยรับเธอเป็นน้องบุญธรรม ให้ใช้แซ่เดียวกับผม มานี่สิ เขอเขอ นี้เป็นอาของพี่เอง ไหนลองเรียก คุณอาซิ ” เขาอธิบายให้ เฉิงเหม่ยเหยียน ฟังอย่างละเอียด จากนั้นก็พูดกับเขอเขอ


    “อาหญิง” เขอเขอ เรียกออกมาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู


    “โอ้ว น่ารักน่าชังจังเลยลูก มาๆให้อาอุ้มหน่อยสิ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง รู้ไหมว่าหลานทำให้อาตกใจแทบแย่”


    “เขอเขอ นั่นคืออาชาย ลองเรียกคุณอาซิ”


    “อาชาย” เขอเขอ พูดขึ้นอย่างน่ารักอีกครั้ง จ้าวหมิงหรง พอได้ยินก็ถึงกับเคลิบเคลิ้มไปเลยทีเดียว


    “คุณอาครับ ผมอยากจ้างพี่เลี้ยงเด็ก ให้มาคอยดูแล เขอเขอ เพราะพวกเราคงไม่มีเวลาดูแลเธอเอง” เฉิงหยู่ พูดขณะนั่งบนโซฟา


    “อืม พรุ่งนี้จะหาคนมาจัดการให้เรียบร้อย” เฉิงเหม่นเหยียน อุ้ม เขอเขอ แล้วพูดออกมาอย่างดีใจ


    ในคืนนั้น เขอเขอ ก็ได้ห้องนอนของตัวเองแล้ว แต่ทว่าเธอยังอยากนอนกับ เฉิงหยู่ อยู่ดี ดังนั้นเลยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องอุ้มเธอไปนอนด้วย


    พอเห็น เขอเขอ ที่กำลังนอนอยู่บนเตียงนั้น เฉิงหยู่ ก็ยิ้มออกมา พลางห่มผ้าให้ เขอเขอ หลังจากนั้นเขาก็นั่งสมาธิบนเตียง


    หลับตาและเตรียมพร้อมที่ฝึกตน แต่ทันใดนั้นก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับจ้องมองไปยัง เขอเขอ ด้วยสายตาแปลกๆ เพราะเขารู้สึกได้ว่ามีปราณวิญญาณแผ่ออกมาจากร่างของเธอ


    เฉิงหยู่ ก็หลับตาตั้งสมาธิเพื่อตรวจสอบดูอีกครั้ง แล้วก็พบว่ามีปราณวิญญาณเล็ดลอดลงมาจากร่างของเธอจริงๆ เฉิงหยู่ ขมวดคิ้วแล้วจ้องมอง เขอเขอ อยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าทำไมถึงมีพวกคนชั่วพยายามปลูกฝังวิชาคำสาปวิญญาณร้ายเข้าไปในร่างของนาง


    เป็นเพราะ กายาโอสถกำเนิดวิญญาณ นั่นเอง!


    จบตอน