ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ระดับสูงของทวีปสวรรค์ต่างมารวมตัวกัน ตอนแรกพวกเขาคิดอยากจะฝึกฝนอย่างเงียบๆสักสองปีก่อนที่อัจฉริยะของวังสวรรค์จะมาแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าสามนิกายรนหาที่เสียแล้ว
“สามนิกายนั้นบ้าอำนาจเกินไปแถมยังเป็นพวกสวะที่กลายเป็นทาสของวังสวรรค์อย่างหน้าไม่อายอีกด้วย”
“ใช่แล้วคนพวกนี้กอบโกยผลประโยชน์ของบ้านเกิดตัวเองและส่งให้กับคนนอกคนพวกนี้ปล่อยไว้ไม่ได้”
“แล้วเราจะทำยังไงอีกฝ่ายมีจักรพรรดิเซียนอยู่จำนวนมากพวกเราไม่มีกำลังไปจัดการแน่”
หลายคนพากันออกความเห็นจากนั้นพวกเขาก็มองฉางเฟิงเป็นตาเดียวถ้าจะบอกว่าใครในอาณษจักรสวรรค์สามารถต่อต้านสามนิกายได้ย่อมหมายถึงฉางเฟิง
“อย่างที่พวกเจ้ากล่าวสามนิกายมีตัวตนจักรพรรดิเซียนมากอยู่แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทางเราจะไม่มีเพียงแต่ครั้งนี้พวกเราไม่อาจจะสูญเสียกำลังคนไปมากได้ เพราะงั้นข้าคิดว่าควรจะหาพันธมิตรให้ร่วมมือกันดีกว่า”ฉางเฟิงกล่าว
“เจ้าหมายถึงนิกายธารวารีงั้นเหรอ” ซงเทียนกล่าว
“ไม่ผิดในตอนนี้มีนิกายธารวารีและตระกูลเซียนจำนวนมากเริ่มโกรธแค้นสามนิกายแล้วเพราะพวกเขาไม่รู้ว่ารายต่อไปสามนิกายจะลงมือกับใคร”
“เอาแบบนั้นก็แล้วกันและข้าคิดว่าสามนิกายคงจะมีทรัพยากรที่เก็บสะสมไว้หลายหมื่นปีอยู่จำนวนของมันน่าจะเพียงพอต่อการพัฒนาของพวกเราบ้าง”จักรพรรดิสุรากล่าว
“นั่นแหละที่ข้าคิดจะทำลายสามนิกาย”ฉางเฟิงยิ้ม
จากนั้นฉางเฟิงและเสี่ยวเฮ่ยก็เดินทางไปยังทวีปเซียนอีกครั้งด้วยความเร็วของเสี่ยวเฮ่ยแน่นอนว่าสามารถเดินทางได้ในพริบตาฉางเฟิงได้มาถึงตระกูลฉางซึ่งเมื่อคนตระกูลฉางเห็นฉางเฟิงก็พากันคุกเข่าข้อร้องให้ฉางเฟิงแก้แค้นให้กับพวกเขาและพวกเขาก็ขอโทษที่เคยทำสิ่งไม่ดีไว้กับฉางเฟิง
ฉางเฟิงที่เห็นภาพนี้ก็ใจอ่อนขึ้นมาตอนนี้ตระกูลฉางไม่สนใจศักดิ์ศรีอะไรแล้วพวกเขาโกรธแค้นและอยากจะแก้แค้นให้กับฉางตี้
“การจะแก้แค้นไม่ใช่เรื่องง่ายจำเป็นต้องวางแผนให้ดีส่วนนี่คือยารักษาที่ช่วยฟื้นฟูปราณโลหิต เอาไปให้ตาแก่คนนั้นกิน” ฉางเฟิงกล่าวและโยนขวดหยกให้กับคนตระกูลฉางก่อนจะออกไป
อย่างแรกฉางเฟิงติดต่อไปหาซวนหยวนเสวี่ยพอดีกับที่นางอยู่ที่ตระกูลซวนหยวนพอดีทำให้ฉางเฟิงและซวนหยวนเสวี่ยนัดเจอกันที่ตระกูลซวนหยวน
เมื่อผู้นำตระกูลซวนหยวนรู้ว่าฉางเฟิงจะมาก็รีบมาต้อนรับทันทีเพราะเขาได้รู้ความลับของฉางเฟิงแล้วว่ามีตัวตนระดับเทพคอยอยู่เบื้องหลังแน่นอนว่าซวนหยวนเสวี่ยยังไม่ได้บอกบิดาของนางว่าจริงๆแล้วฉางเฟิงเป็นลูกของระดับพระเจ้าไม่งั้นผู้นำตระกูลซวนหยวนคงพุ่งเข้ามาเกาะขาของฉางเฟิงไปแล้ว
“ปรมาจารย์ฉางเชิญเข้ามาด้านใน”ผู้นำตระกูลซวนหยวนยิ้มอย่างเป็นมิตร
ฉางเฟิงได้ถูกต้อนรับเข้าไปในห้องรับแขกสุดหรูซึ่งข้างในห้องนอกจากฉางเฟิงและซวนหยวนเสวี่ยแล้วก็มีเพียงผู้นำตระกูลซวนหยวนที่ได้รับอนุญาติเข้ามา
“การที่เจ้าติดต่อข้ามาดูเหมือนจะเพราะสามนิกายสินะ”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าว
“ไม่ผิดข้าคัดสินใจจะทำลายสามนิกายทิ้ง” ฉางเฟิงกล่าวอย่างไม่ปกปิด
“อะไรนะทำลายสามนิกาย.... ปรมาจารย์เอาจริงรึ” ผู้นำตระกูลซวนหยวนตกตะลึง
“ใช่สามนิกายอยู่มานานมากแล้ว และถ้าต้องการฟื้นฟูโลกของพวกเราหรือปกป้องบ้านของพวกเราไม่ให้ถูกวังสวรรค์กลืนกินจนหมดก็ต้องจำจัดปรสิตในบ้านของเราให้หมดก่อนไม่ใช่หรือ
แต่ข้าคิดว่าการที่ข้าจะลงมือทำลายสามนิกายเลยมันก็ออกจะง่ายเกินไปเพราะงั้นข้าเลยวางแผนอยากจะดูว่ามีขุมอำนาจใหนบ้างที่มีใจต่อต้านวังสวรรค์จริงๆและเพราะแบบนั้นข้าจึงอยากจะจัดตั้งพันธมิตรขึ้นมา สำหรับใครที่เข้าร่วมข้าจะมอบรางวัลให้
อย่างเช่นข้าจะปรุงยาให้กับคนๆนั้นฟรีขอแค่นำสมุนไพรมาให้ข้าได้หรืออยากจะให้ข้าสร้างค่ายกลหรือหลอมอาวุธระดับเซียนให้ข้าก็ทำได้นะ” ฉางเฟิงกล่าว
“อะไรนะปรมาจารย์สามารถสร้างค่ายกลและอุปกรณ์เซียนได้งั้นเหรอ” คราวนี้ผู้นำตระกูลซวนหยวนถึงกับตกใจมาก
“ถูกต้องเพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าจะทำงานฟรีแถมเมื่อสามนิกายถูกทำลายทรัพยากรของสามนิกายก็จะถูกแจกจ่ายอย่างเท่าเทียมอีกด้วย”
“เจ้าต้องการจะชุบเลี้ยงตระกูลเซียนพวกนั้นงั้นเหรอ”ซวนหยวนเสวี่ยสงสัย
“เรียกว่าสร้างความมั่นใจดีกว่าเมื่อเข้าเอาชนะสามนิกายได้และได้รับทรัพยากรที่เพียงพอพวกเขาก็จะสามารถเพิ่มพลังให้กับตัวเองได้เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น็” ฉางเฟิงกล่าว
“เป็นแบบนี้นี่เองเป็นแผนที่ดีข้าเห็นด้วย ข้าจะเป็นคนติดต่อตระกูลเซียนที่ไว้ใจได้ให้เอง” ผู้นำตระกูลซวนหยวนกล่าว
“ถ้างั้นข้าจะติดต่อท่านอาจารย์ให้เอง”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าว
ฉางเฟิงพักอยู่ที่ตระกูลซวนหยวนอยู่หลายวันตลอดหลายวันมานี้ผู้นำตระกูลซวนหยวนไม่ยอมให้คนในตระกูลมาก่อกวนฉางเฟิงแม้แต่คนเดียวซึ่งผู้อาวุโสในตระกูลหลายคนต่างต้องการจะใช้หลานสาวหรือลูกสาวของตนเป็นเครื่องมือในการผูกมิตรกับฉางเฟิงแต่ถูกถูกหยุดไว้ทั้งหมด
“ท่านอาจารย์ตอบกลับมาแล้วท่านเชิญให้เจ้าไปพบที่นิกาย”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าว
“ตกลง”ฉางเฟิงไม่กลัวว่าจะเป็นกับดักอยู่แล้วเพราะเขามีเสี่ยวเฮ่ยมาด้วยเมื่อเกิดอะไรขึ้นเสี่ยวเฮ่ยก็สามารถจัดการได้
นิกายธารวารีนั้นถูกล้อมรอบไปด้วยสายน้ำซึ่งด้านบนนิกายมีน้ำตกขนาดใหญ่เป็นต้นน้ำที่ไหลลงมาก่อนนะแตกเป็นหลายสายล้อมรอบนิกายเอาไว้และว่ากันว่าต้นน้ำแห่งนี้คือน้ำพุเซียนซึ่งเป็นมรดกของนิกายทำให้ธารน้ำที่ไหลลงมาเต็มไปด้วยพลังเซียน
ฉางเฟิงเห็นเหล่าศิษย์ส่วนใหญ่เลือกจะฝึกฝนอยู่ตามธารน้ำไม่ได้ฝึกฝนในห้องหรือป่าเขาเหมือนกับนิกายทั่วไปเห็นได้ชัดว่าการฝึกฝนข้างๆธารนั้นเห็นผลดีกว่า
“ธารน้ำเหล่านี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายเซียนทำให้การฝึกฝนของพวกเขารวดเร็วขึ้นหลายเท่า”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าวอธิบาย
“นั่นศิษย์พี่ซวนหยวนนิแล้วอีกคนใครกัน”
“หล่อมากบนโลกนี้ยังมีชายหนุ่มที่หล่อขนาดนี้อยู่อีกเหรอ”
“ดูทั้งสองสนิทกันมากหรือว่านั้นคือชายหนุ่มของศิษย์พี่ซวนหยวนกัน”
“เอาจริงๆพวกเรายังไม่เคยเห็นหน้าศิษย์พี่เลยแต่การที่ศิษย์พี่ได้ชายหนุ่มที่หล่อเหลาขนาดนี้เป็นคนรักย่อมสามารถบอกได้ว่าศิษย์พี่เองก็งดงามไม่แพ้กัน”
“ข้าว่าข่าวนี้จะต้องเป็นข่าวใหญ่แน่”เหล่าศิษย์หญิงที่เห็นฉางเฟิงก็พากันตื่นเต้นรีบจัดแจงเสื้อผ้าและเส้นผมและส่งสายตาอ่อนหวานให้กับฉางเฟิงส่วนผู้ชายพากันกัดฟันด้วยความอิจฉาถ้าพวกเขามีหน้าตาสักครึ่งของฉางเฟิงพวกเขาคงมีหญิงสาวจำนวนมากมารุมล้อมไปนานแล้ว