มรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก

    ตอนที่ 10 วางรากฐาน

     


     

    “กว่าต้นไม้ใหญ่จะเจริญเติบโตจนสูงเสียดฟ้า ย่อมเริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์เพียงหยิบมือ ก่อนที่มันจะสามารถต้านทานลมพายุที่พัดโหมกระหน่ำ ย่อมเริ่มต้นจากการแผ่ขยายรากฐานตั้งแต่วันแรก นักสำรวจอย่างพวกเราก็เช่นกัน หากต้องการที่จะสำรวจแดนโลหิตโดยที่ไม่ทิ้งชีวิตเอาไว้ ก็ต้องเริ่มจากการฝึกฝนอันหนักหน่วง...”

     

    “...นับจากวันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจะต้องพบกับการฝึกฝนหกเดือนหฤโหด มันทั้งเจ็บปวดและเหน็ดเหนื่อยจนต้องคลานกลับที่พัก หากใครไม่สามารถทนได้ เราอนุญาตให้เก็บของจากไปได้ทุกเมื่อ เข้าใจหรือไม่?”

     

    เสียงตอบรับดังขึ้นมาโดยพร้อมเพรียง ทุกคนล้วนมาที่นี่เพื่อเป็นนักสำรวจ จึงยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนเองอย่างแน่วแน่

     

    พิธีปฐมนิเทศสำหรับนักศึกษารุ่นใหม่จัดขึ้นแบบเรียบง่าย มีอาจารย์มาต้อนรับเพียงแค่คนเดียว ไร้แววปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก อีกทั้งพวกเขายังถูกแบ่งออกเป็นห้ากลุ่มย่อย กอปรด้วยกลุ่มพยัคฆ์คลั่ง หงส์เพลิง กระเรียนเหิน มังกรแดง และเต่าดำ

     

    หลินมู่หยางได้อยู่กลุ่มพยัคฆ์คลั่ง สมาชิกมีทั้งหมดสามสิบห้าคน เดิมทีเขาคิดว่าตนเองจะได้เข้าเรียนร่วมกับศิษย์หอเมฆา แต่ดันลืมนึกไปว่าตนเองเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามา จำต้องผ่านการฝึกฝนหกเดือนหฤโหดก่อน จึงมิได้พบพานอัจฉริยะจากหอเมฆาแม้แต่คนเดียว

     

    การแบ่งกลุ่มไม่ได้ขึ้นอยู่กับหอพักหรือฐานะของศิษย์ หากแต่พิจารณาจากการแสดงออกในวันทดสอบ หลินมู่หยางถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มพยัคฆ์คลั่งเพราะแสดงออกถึงความกล้าบ้าบิ่น การเดินขึ้นบันไดเก้าร้อยขั้นสุดท้ายทำให้เขาได้มาอยู่กลุ่มนี้

     

    วันแรกที่เขาเดินเข้าสู่ลานฝึก หลินมู่หยางก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดกลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่าพยัคฆ์คลั่ง บทเรียนแรกที่ได้รับคือการแบกศิลาหนักห้าร้อยชั่งเดินไปเดินมาให้ครบหนึ่งชั่วยาม หากใครไม่สามารถกระทำได้จะถูกลงโทษอย่างหนัก แต่ศิษย์ใหม่ในกลุ่มนี้ล้วนแล้วแต่มีพละกำลังมหาศาล สามารถแบกศิลาขนาดใหญ่ไว้บนบ่าได้ครึ่งชั่วยามโดยไม่ล้มลง ยังสามารถสนทนาพูดคุยกันได้ตามปกติ 

     

    ฝึกซ้ำเช่นนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือน หลังจากนั้นบทเรียนที่สองก็ได้เริ่มต้น ทุกคนต้องแบกขวานลงเขาทุกวัน ฟันต้นไม้ขนาดสองคนโอบคนละต้น ตัดจากโคนต้นขึ้นมายาวสองวา แบกขึ้นบันไดไปยังลานฝึกซ้อม ขุดหลุมฝังลงไปหนึ่งในสาม จากนั้นใช้หมัดเท้าเข่าศอกจัดการจนมันแตกหัก จึงจะถือว่าฝึกซ้อมเสร็จสิ้น ทำเช่นนี้ทุกวันจนครบสามสิบวัน

     

    เข้าสู่เดือนที่สาม การฝึกเพิ่มความหฤโหดมากกว่าเดิมหลายเท่า ศิษย์ทุกคนต้องช่วยกันขุดเจาะหน้าผา ใช้ค้อนกับสิ่วทลายหินผาจนกลายเป็นห้องโถงใหญ่กว้างสิบวาห้องหนึ่ง จากนั้นเจาะรูระบายอากาศหลายสิบรู ผลัดกันทำงานเช่นตั้งแต่เช้ายันเย็น เหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด สามสิบวันผ่านไปภารกิจก็เสร็จสิ้น กลายเป็นห้องหลอมศัสตรา,ศาสตราแห่งใหม่ของสำนักศึกษา

     

    เข้าสู่เดือนที่สี่พวกเขาได้เริ่มต้นฝึกหมัดมวย อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้มือเปล่านับสิบเวียนกันมาสั่งสอน เมื่อใช้กระบวนท่าเตะต่อยได้คล่องแคล่วแล้ว ทั้งหมดต้องจับคู่ประลองกันครั้งละหนึ่งเค่อ พอหมดเวลาจะได้พักผ่อนเป็นเวลาครึ่งเค่อ หลังจากนั้นก็วนไปเจอกับคนต่อไป เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

     

    การต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับทุกคน ทุกครั้งที่หมัดกระแทกเข้ากับลำตัว ศอกปะทะหน้าผาก เข่าแทงเสยทะลวงไส้ และโลหิตหลั่งไหลคล้ายหยาดเหงื่อ ทำให้สัญชาตญาณในการป้องกันและเอาตัวรอดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

     

    หลินมู่หยางถูกต่อยจนล้มลงกับพื้นจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็เตะต่อยคู่ประลองจนเลือดตกยางออกแบบนับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน ท้ายสุดแล้วไม่มีใครถือโทษโกรธแค้นกันและกัน ต่างรู้ว่าเป็นเพียงการฝึกฝนเพื่อพัฒนาทักษะการต่อสู้เท่านั้นเอง 

     

    ในช่วงแรกหลินมู่หยางเสียเปรียบคนอื่นอยู่บ้าง ด้วยความที่เขาอายุน้อยกว่าคนอื่น ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ แรงปะทะจึงเสียเปรียบคู่ประลองที่หนุ่มแน่นกว่า แต่โชคดีเขาค่อนข้างหัวไวเกี่ยวกับการต่อสู้ เริ่มจดจำและลอกเลียนแบบจุดเด่นของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเคลื่อนไหว รูปแบบการโจมตี การตั้งรับ และกลวิธีในการหลอกล่อ

     

    ไม่นานนักหลินมู่หยางก็ฉายแววโดดเด่นเหนือผู้อื่น กลายเป็นหนึ่งในคนที่ครูฝึกให้ความสนใจ แต่ก็ยังมีหลายคนที่เก่งกาจกว่า คนพวกนี้ฝึกฝนวิชาการต่อสู้ของตระกูลมาแต่เยาว์วัย ต่างจากเขาที่อาศัยวิธีครูพักลักจำมาจากผู้อื่น ฝึกฝนสะเปะสะปะด้วยตนเองตลอดมา

     

    เดือนที่ห้าเป็นการฝึกอาวุธชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดาบ กระบี่ หอก ทวน ง้าว ขวาน และอาวุธพิสดารอีกนับสิบชนิด ศิษย์ทุกคนต้องเรียนรู้พื้นฐานการใช้อาวุธเหล่านี้ ฝึกฝนจนคุ้นมือและสามารถนำไปใช้ในการต่อสู้จริง

     

    หลินมู่หยางเคยใช้ดาบกับขวานมาก่อน จึงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ใช้หอกกับทวน ก่อนลูกไฟจะร่วงหล่นจากฟากฟ้า คนที่ใช้อาวุธประเภทหอกและทวนล้วนเป็นนายทหาร วิชาเหล่านี้จะถ่ายทอดให้กับทายาทเท่านั้น คนนอกจึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมากนัก แต่อาจารย์ที่มาถ่ายทอดวิชากลับเก่งกาจยิ่ง สามารถชี้แนะได้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของเพลงทวนและเพลงหอก

     

    เดือนที่หกพวกเขายังต้องคลุกคลีกับศัสตราวุธเช่นเดิม แต่เป็นการเลือกฝึกฝนศัสตราวุธที่ตนเองสนใจ ทำให้หลินมู่หยางต้องจับกระบี่อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ค่อยชื่นชอบเท่าใดก็ตาม แม้จะพยายามฝึกฝนอย่างหนักแต่ยังรู้สึกไม่คุ้นเคยกับอาวุธชิ้นแม้แม้แต่น้อย

     

    พึงทราบว่าการใช้กระบี่แตกต่างจากดาบอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการแทง การปัดป้อง กระบวนท่า และการออกแรงที่แตกต่างจากดาบไม่น้อย เป็นเพราะรูปทรงและน้ำหนัก แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้ผู้ใช้สับสนได้

     

    ในการประลอง กระบี่ของหลินมู่หยางถูกดาบของคู่ต่อสู้ฟันจนบิ่นไปหลายรอบ เหล่าอาจารย์ผู้ชี้แนะวิชาพากันส่ายหัว หลายคนแนะนำให้เขาเปลี่ยนไปใช้ดาบที่ถนัด แต่เขาก็ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะใช้กระบี่ต่อไป แสดงออกถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อกุยเฉาเค่อ

     

    ช่วงเวลาหกเดือนมานี้ นอกจากฝึกฝนอย่างหนักตั้งแต่เช้ายันเย็นแล้ว เขายังต้องทำภารกิจของหอไผ่เขียวให้เสร็จสิ้นทุกวัน เมื่อศิษย์คนอื่นเดินกลับหอพักเพื่อพักผ่อน เขาต้องเดินลงจากยอดเขาพร้อมถังไม้สองใบ ตักน้ำใส่ถังจนเต็มแล้วแบกกลับขึ้นมา จากนั้นรดน้ำสมุนไพรและชำระล้างร่างกาย

     

    เขาต้องหมั่นตรวจสอบสมุนไพรทุกแปลง คอยรดน้ำพรวนดิน กำจัดวัชพืช และกำจัดศัตรูพืชที่กล้ำกรายเข้ามา กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืนเกือบทุกวัน

     

    แรกเริ่มเขารู้สึกว่ามันเป็นงานที่เหนื่อยยากลำบากอย่างยิ่ง เกือบล้มเลิกภารกิจนี้หลายครั้ง แต่ก็ทนฝืนจนงานเสร็จสิ้น พอเวลาผ่านไปหลายเดือน บังเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายประการ โดยเฉพาะการแบกน้ำขึ้นเขาในแต่ละวัน จากเดิมที่ต้องหยุดพักหลายครั้งระหว่างทาง กลับสามารถเดินตรงขึ้นยอดเขาได้โดยไม่หยุดพักแม้แต่รอบเดียว

     

    โชคดีที่กุยเฉาเค่อสอนวิธีการหายใจเข้าออกแก่เขา จากที่แรกเริ่มไม่ปรากฏความแตกต่าง เพียงแต่นานวันเข้ากลับทำให้จิตกระจ่างร่างกายปราดเปรียว รู้สึกตัวเบาหวิวทั้งๆ ที่กล้ามเนื้อแน่นหนาขึ้น นอกจากนี้อาการบาดเจ็บยังหายเร็วกว่าเดิมหลายเท่า ร่างกายที่เหนื่อยล้าสะสมมาทั้งวันล้วนหายเป็นปลิดทิ้งในเช้าวันถัดไป

     

    ช่วงวันหยุดของศิษย์คนอื่นคือเวลาพักผ่อน แต่สำหรับหลินมู่หยางแล้วกลับกลายเป็นวันที่ยุ่งยากวุ่นวายที่สุด เขาต้องช่วยอาจารย์เก็บสมุนไพร ทำความสะอาดลานตากยา บดสมุนไพร ตากสมุนไพร และปั้นยาลูกกลอน

     

    กุยเฉาเค่อก็มิได้ใจดำกับศิษย์มากนัก ทุกครั้งที่เขาคอยเป็นลูกมือในการทำยาลูกกลอน จะได้รับยาลูกกลอนเสริมกายาครั้งละห้าเม็ด เดือนหนึ่งเขาได้รับหลายรอบ จึงอาศัยยาลูกกลอนเหล่านี้ในการฝึกฝนกายา ส่วนที่ได้รับจากสำนักศึกษาล้วนนำไปขายทั้งสิ้น

     

    ยิ่งมีหินวิญญาณมากเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสซื้อทรัพยากรที่ช่วยให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นมากเท่านั้น มีเพียงนักสำรวจที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะสามารถออกมาจากแดนโลหิตได้อย่างปลอดภัย

    .

    .

    .

    หลินมู่หยางนั่งมองดวงจันทร์ที่ส่องสว่างเต็มดวงบนฟากฟ้า พลันนึกถึงตนเองที่กำลังจะได้เริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ในวันรุ่งขึ้น หลังผ่านพ้นการฝึกหกเดือนหฤโหด ทุกคนได้ประดับยศนักสำรวจระดับฝึกฝน สามารถรับภารกิจของสำนักศึกษาได้แล้ว

     

    ‘พรุ่งนี้ข้าจะต้องรับภารกิจในแดนโลหิตให้ได้ ในที่สุด...วันที่รอคอยก็มาถึง’

     

    เขาต้องกำจัดความหวาดกลัวที่ฝังลึกในใจ เมื่อแข็งแกร่งขึ้นจึงจำเป็นย้อนกลับไป แสดงออกให้เห็นว่าเขาไม่ได้หวาดกลัวแดนโลหิตอีกต่อไป

     

    คล้ายกับเรื่องมรรคาผู้กล้า : เมล็ดพันธุ์แห่งเซียนหยั่งราก ที่คุณอ่าน