ทันทีที่ร่อนลงมายังพื้นที่ภายในป่าอาโอกิกาฮาระที่อยู่ตรงบริเวณใกล้ๆ กับลานประกอบพิธี เจ้าหญิงฮิเมรากิก็รีบวิ่งตรงเข้าไปช่วยเจ้าหญิงโอริฮิเมะที่ถูกมัดมือมัดเท้าอยู่บนแท่นบูชายัญทันที
แต่เมื่อได้มาถึงตรงบริเวณที่อยู่ใกล้กับแท่นบูชายัญที่อยู่ในพื้นที่บริเวณตรงกลางลานประกอบพิธีกรรม ร่างงามของเจ้าหญิงฮิเมรากิก็ได้ถูกมนต์สะกดที่อยู่ล้อมรอบแท่นบูชายัญดีดตัวจนกระเด็นออกมา
“เจ้าช่วยน้องสาวของเจ้าไม่ได้หรอก” และแล้ว นางเทวีอสูรฯ อิซานามิก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้าเธอ ในร่างเกอิชาสาวในชุดกิโมโนสีดำทอง ในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เจ้าหญิง ฮิเมรากินั้นจะได้มาพบกับนางเทวีอสูรฯ
“เจ้าเองหรือ นางเทวีอสูรฯ อิซานามิ เจ้าเองยังงั้นหล่ะสินะที่สาปโอริฮิเมะ น้องสาวของข้าตอนที่อยู่ในครรภ์ จนทำให้ท่านแม่ของข้าไม่สามารถคลอดออกมาได้ เจ้าทำแบบนั้นทำไม แล้วน้องสาวของข้าเกี่ยวข้องอะไรด้วย”
“หึ หึ หึ” นางเทวีอสูรฯ หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนที่เธอนั้นจะเล่าเรื่องราวในอดีตชาติของเจ้าหญิงโอริฮิเมะให้เธอฟัง
“นังเจ้าหญิงโอริฮิเมะ ในอดีตชาตินังเคยเป็นหญิงสาวที่เจ้าชายฮิโกโบชิรักนักรักหนา ข้าเคยสาปให้นังเจ้าหญิงโอริฮิเมะนั่นกลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หาง และออกอาละวาดทำลายบ้านเมืองในอาณาจักรยามาไดมาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อหวังจะให้เขาได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานกับการที่ได้เห็นนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะที่เขารักมากที่สุดต้องกลายเป็นนางอสูรแห่งการทำลายล้าง...” นางเทวีอสูรฯ อิซานามิถอนหายใจสักพัก ก่อนที่นางจะพูดต่อไปว่า
“และเจ้ารู้หรือไม่ ว่าในทุกช่วงเวลาที่เจ้าชายฮิโกโบชิกับเจ้าหญิงโอริฮิเมะได้มาอาศัยอยู่ร่วมกันนั้น คือช่วงเวลาที่ข้าเจ็บแค้นมากที่สุด” นางเทวีอสูรฯ อิซานามิกล่าวกับเจ้าหญิงฮิเมรากิด้วยสีหน้ายิ้มแย้มที่เปี่ยมไปด้วยความร้ายกาจ และแฝงไปด้วยความ แค้นอย่างสุดๆ
“เจ้าชายฮิโกโบชิอะไรนั่นมันเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าด้วย” เจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยถามออกมาด้วยความขุ่นเคือง
“นั่นก็เพราะ เจ้าชายฮิโกโบชิก็คืออดีตเจ้าอิซานางิที่กลับชาติมาเกิดในยุคสมัยนั้น ข้ากับเจ้าอิซานางิก็เคยรักกัน และสร้างผืนแผ่นดินนี้มาด้วยกัน จนกระทั่ง...วันที่ข้าได้สิ้นใจลงและตกลงสู่แดนปรโลก” จากนั้น นางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่อยู่ในร่างเกอิชาสาวก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนสภาพร่างกายของตนให้เจ้าหญิงฮิเมรากิได้เห็น มันได้กลายสภาพเป็นนางอสูรที่มีใบหน้าอันดุร้ายและหวั่นเกรงในเวลาเดียวกัน พร้อมกับสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตอย่างสุดๆ
“ในทีแรกเจ้าอิซานางิยังทำเป็นเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์ต่อข้า ถึงขึ้นลงมาเยือนถึงที่ พูดถ้อยคำสวยหรูกับข้า ‘ไม่ว่าหน้าตาและรูปลักษณ์ของเจ้าจะเปลี่ยนไปเช่นไร ข้าก็ยังรักเจ้าอยู่เสมอ กลับมาอยู่ด้วยกันกับข้าเถอะ’ แต่พอเห็นหน้าตาของข้าที่ได้กลายมาเป็นสภาพเช่นนี้ เขาก็วิ่งหนีข้าไปด้วยความหวาดกลัว ข้าทั้งไล่ตาม ทั้งส่งลูกน้องบริวารไล่ล่าเขา จนเมื่อถึงทางออก เจ้าอิซานางิก็ยกแท่นหินขนาดใหญ่ปิดกั้นข้าเอาไว้...”
“หลังจากนั้นเป็นต้นมา ข้าก็คอยสวดภาวนาทุกวันขอให้มนุษย์บนโลกตายวันละ 10000 ศพ ให้สมกับความแค้นที่เจ้าอิซานางินั่นเคยทำเอาไว้กับข้า แต่เจ้าอิซานางิก็ยังอุตส่าห์สวดภาวนาให้มนุษย์เกิดบนโลกวันละ 15000 คน...”
นางเทวีอสูรฯ หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนที่นางจะพูดต่อไปอีกว่า
“แต่ก็ไม่นึกเลยนะ ว่าเจ้าชายฮิโกโบชินั่นจะทำลายคำสาปของข้าด้วยดาบพระแสงฟ้าฟื้นคุซานางินั่น เพื่อช่วยนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะคนนั้น งั้นก็ดี ในเมื่อทั้งสองรักกันมากนัก ข้าก็จะทำให้เจ้าชายฮิโกโบชิได้รับรู้ ว่าบ้านเมืองนี้จะต้องเกิดไฟสงครามขึ้น และมีผู้คนนับหมื่นนับพันจะต้องล้มตายจากภัยสงครามก็เพราะมัน และอยากจะรู้นัก ว่าเจ้าชายฮิโกโบชิจะยังรัก และปกป้องมันอยู่อีกหรือไม่...”
“เจ้าจะทำอะไรน้องสาวของข้า”
เจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยถามกับนางเทวีอสูรฯ ด้วยสีหน้าที่ขุ่นเคืองอย่างสุดๆ และสักพัก แสงจันทร์สีเลือดก็ได้ส่องสว่างลงมายังเบื้องล่าง นางเทวีอสูรฯ จึงรีบใช้พลังปีศาจเพื่อทำการหยุดการเคลื่อนไหวของเจ้าหญิงฮิเมรากิด้วยโซ่พันธนาการทันที
“แสงจันทราสีโลหิตแห่งยามราตรี...ส่องสว่าง”
นางเทวีอสูรฯ ค่อยๆ หันไปยังเจ้าหญิงโอริฮิเมะที่กำลังถูกมัดมือมัดเท้าอยู่บนแท่นบูชายัญ
“ได้เวลาของ...พิธีกรรม”
เจ้าหญิงฮิเมรากิเริ่มมีสีหน้าที่นิ่วด้วยความเคร่งเครียดอย่างสุดๆ
“ข้าจะทำพิธีกรรมสาปให้นังเจ้าหญิงโอริฮิเมะกลายร่างเป็นพญาจิ้งจอก 9 หางร่างแทนของข้า นับตั้งแต่คืนวันเพ็ญนี้เป็นต้นไป ตราบจนถึงชั่วจิรัฐติกาล”
จากนั้น นางเทวีอสูรฯ ก็ได้เริ่มทำพิธีกรรมสาปแช่งในทันที มีบางสิ่งที่คล้ายกับเส้นด้ายสีเหลืองอ่อนจำนวนหลายๆ เส้นลอยเข้ามาสถิตอยู่ในร่างจนเกิดเป็นกลุ่มหมอกสีเดียวกันแผ่กระจายไปทั่วร่างของเจ้าหญิงโอริฮิเมะ จากนั้น บนเรือนร่างของเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็เริ่มมีลายสีเหลืองทองลางๆ ปรากฏขึ้นไปตามเรือนร่าง
“เมื่อใดก็ตามที่พิธีกรรมนี้ได้สิ้นสุดลง เมื่อนั้นหล่ะ...ที่นังเจ้าหญิงโอริฮิเมะจะต้องตายจากร่างมนุษย์ แล้วกลายสู่ร่างพญาจิ้งจอก 9 หางร่างแทนของข้าโดยสมบูรณ์ แล้วข้าก็จะสามารถควบคุมร่างของนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะให้ทำทุกๆ อย่างตามที่ข้าต้องการ และนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็จะทำตามในสิ่งที่ข้าบงการทุกอย่าง โดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ ข้าจะใช้ร่างของนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะในการทำลายล้างโลกใบนี้ และเหล่ามวลมนุษย์ให้สิ้นซาก”
เมื่อพิธีกรรมสาปแช่งได้ดำเนินมาสู่ขั้นตอนสุดท้าย นางเทวีอสูรฯ อิซานามิก็ค่อยๆ เดินเข้าไปหาเจ้าหญิงโอริฮิเมะอย่างช้าๆ พลางเรียกดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพออกมา
ซึ่งดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพเล่มนั้น นางเทวีอสูรฯ และอาชิยะ โดมันนั้นเคยขโมยมาจากศาลเจ้าโอยามะซุมิในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก่อนที่นางและเขานั้นได้เดินทางข้ามกาลเวลาไปยังช่วงเวลาต่างๆ ด้วยพลังอำนาจเหนือกาลเวลาที่มาจากดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพ
เมื่อได้เดินเข้าไปถึงตัวเจ้าหญิงโอริฮิเมะแล้ว นางเทวีอสูรฯ อิซานามิก็ค่อยๆ เงื้อดาบเจ็ดเขี้ยวขึ้นมาเหนือหัวอย่างช้าๆ เพื่อที่จะเตรียมแทงเข้าไปที่กลางอกของเธอ
“นี่เจ้าจะทำอะไรหน่ะ...อย่านะ” เจ้าหญิงฮิเมรากิเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่กระวนกระวายอย่างสุดๆ ก่อนที่เธอนั้นจะรีบเอ่ยห้ามออกมา แต่นางเทวีอสูรฯ ก็ยังคงไม่สนใจเสียงเอ่ยห้ามของเธอ
“อย่า!!” เจ้าหญิงฮิเมรากิตะโกนห้ามเสียงดังลั่นด้วยสีหน้าที่ตึงเครียดอย่างสุดๆ แต่ทว่า นางเทวีอสูรฯ อิซานามิได้แทงดาบเจ็ดเขี้ยวเข้าไปที่กลางอกของเจ้าหญิงโอริฮิเมะ จนกระทั่งมีแสงสีแดงโลหิตจากตรงบริเวณบาดแผลที่กลางอกพุ่งขึ้นไปยังพระจันทร์สีเลือดบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนด้วยความเร็วสูง ซึ่งพระจันทร์สีเลือดบนท้องฟ้านั้นได้มาอยู่ในตำแหน่งกลางลานประกอบพิธีกรรมพอดี พร้อมกับมีสายลมแรงพัดโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ร่างของนางเทวีอสูรฯ อิซานามินั้นได้เข้าไปสิงสู่ร่างของเจ้าหญิงโอริฮิเมะ พร้อมกับพลังปีศาจทั้งหมดของนางที่ได้มาอยู่ในร่างของเธอไว้ที่เดียว และร่างของเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็ได้แปรเปลี่ยนไปจากเด็กวัย 7 ขวบไปเป็นหญิงสาววัย 20 ปีที่มีหน้าตาและรูปร่างที่งดงามและสมส่วน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่พิธีกรรมสาปแช่งของนางเทวีอสูรฯ นั้นเป็นไปอย่างสมบูรณ์แล้ว และเธอก็จะต้องกลายไปเป็นนางพญาจิ้งจอก 9 หาง ร่างแทนของนางเทวีอสูรฯ อิซานามิโดยสมบูรณ์